เปิดปม ‘ข้อมูลทิพย์หมอ(ไม่)พร้อม’ สะเทือนระบบ KPI สาธารณสุข! ผู้เสียหายรวมตัวเปิดไลน์กลุ่มร้องสอบทั้งระบบ
ดราม่า “หมอพร้อม” ไม่จบ หลังผู้เสียหายรวมตัวเปิดไลน์กรุ๊ปร้องตรวจสอบทั้งระบบ หวั่นกระทบสิทธิรักษาและการทำประกันในอนาคต ขณะที่บุคลากร รพ.สต. และ “หมอสุภัทร” สะท้อนอีกด้าน ปัญหาไม่ได้มีแค่ข้อมูลรักษาทิพย์ แต่ยังมีแรงกดดันจาก KPI หลายร้อยตัว จนบางพื้นที่ต้อง “คีย์ข้อมูลเพื่อให้ผ่านตัวชี้วัด” ด้าน “พัฒนา” สั่งสอบข้อเท็จจริงทั้งหมด พร้อมให้เวลาปลัด สธ. เร่งตรวจสอบ ไม่เกิน 2 สัปดาห์รู้ผล
กรณีข้อสงสัยการบันทึกข้อมูลสุขภาพอันอาจไม่ตรงกับข้อเท็จจริงในระบบฐานข้อมูลของกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ซึ่งอยู่ระหว่างการตรวจสอบของกระทรวงสาธารณสุข ล่าสุดประเด็นดังกล่าวขยายวงกว้างขึ้น เมื่อมีทั้งประชาชนผู้เสียหาย บุคลากรสาธารณสุข และอดีตผู้บริหารโรงพยาบาล ออกมาแสดงความคิดเห็นถึงปัญหาที่เกิดขึ้นในหลายมิติ
จุดเริ่มต้นของประเด็นครั้งนี้ มาจากผู้ใช้เฟซบุ๊ก Haru sk โพสต์ในกลุ่ม “พวกเราคือผู้บริโภค” ระบุว่า ตรวจสอบข้อมูลของตนเองผ่านแอพพลิเคชัน “หมอพร้อม” แล้วพบประวัติการเข้ารับบริการที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่งในจังหวัดปทุมธานีถึง 2 ครั้ง ทั้งที่ไม่เคยเดินทางไปรับการรักษา มีเพียงครั้งเดียวที่อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) เข้ามาเก็บตัวอย่างอุจจาระ จึงกังวลว่าข้อมูลสุขภาพที่ไม่ตรงกับความเป็นจริง อาจกระทบต่อสิทธิรักษาพยาบาล รวมถึงการทำประกันสุขภาพและประกันชีวิตในอนาคต
ต่อมา Haru sk ร่วมกับ นายรณรงค์ แก้วเพชร ประธานมูลนิธิรณรงค์ทวงคืนความยุติธรรมในสังคม เปิดกลุ่มไลน์ “ผู้เสียหายจากหมอพร้อม” ซึ่งปัจจุบัน ณ วันที่ 28 กรกฎาคม มีสมาชิกรวม 294 คน เพื่อรวบรวมผู้ได้รับผลกระทบและหลักฐาน เตรียมยื่นเรื่องต่อคณะกรรมาธิการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ขอให้ตรวจสอบระบบทั้งหมด โดยเห็นว่าเรื่องนี้ไม่ใช่เพียงการแก้ไขข้อมูลรายบุคคล แต่เกี่ยวข้องกับความน่าเชื่อถือของระบบข้อมูลสุขภาพทั้งประเทศ
ในอีกด้านหนึ่ง เพจ Drama-addict ได้เผยแพร่ข้อความจากบุคลากรหน่วยบริการปฐมภูมิ ซึ่งระบุว่า ควรแยกปัญหาออกเป็น 2 ส่วนอย่างชัดเจน ส่วนแรก คือ หากมีการบันทึกข้อมูลการรักษาเพื่อเบิกงบประมาณโดยมิชอบ ถือเป็นการกระทำผิดและต้องดำเนินคดีตามกฎหมาย
แต่อีกส่วนหนึ่ง คือ การบันทึกข้อมูลเพื่อให้ผ่าน ตัวชี้วัด (KPI) ซึ่งบุคลากรระบุว่า เกิดจากแรงกดดันในการทำผลงานตามเป้าหมาย โดยเฉพาะงานคัดกรองโรคที่กำหนดเป้าหมายครอบคลุมประชากรในสัดส่วนสูง ขณะที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) หลายแห่งมีเจ้าหน้าที่เพียง 3-4 คน แต่ต้องรับผิดชอบทั้งงานรักษา งานส่งเสริมสุขภาพ งานเยี่ยมบ้าน และการบันทึกข้อมูลจำนวนมาก จนบางพื้นที่จำเป็นต้องบันทึกข้อมูลให้ครบตามตัวชี้วัด แม้ไม่ใช่สิ่งที่ผู้ปฏิบัติงานต้องการทำ
ผู้สื่อข่าวตรวจสอบข้อมูลจากระบบ Health KPI ของกระทรวงสาธารณสุข พบว่า ในปีงบประมาณ 2569 หน่วยบริการปฐมภูมิต้องดำเนินงานตามตัวชี้วัดจำนวนมาก ทั้งการคัดกรองโรค การติดตามผู้มีความเสี่ยง การยืนยันผลวินิจฉัย และการดูแลต่อเนื่อง โดยข้อมูลทุกขั้นตอนต้องบันทึกเข้าสู่ระบบ HDC เพื่อนำไปประเมินผลการดำเนินงาน
ด้าน นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า ได้สั่งการให้ปลัดกระทรวงสาธารณสุขตรวจสอบข้อเท็จจริงทั้งหมด โดยปลัดฯ ได้มอบหมายผู้ตรวจราชการกระทรวงลงไปตรวจสอบในพื้นที่ คาดว่าจะใช้เวลาไม่เกิน 2 สัปดาห์จึงจะทราบข้อเท็จจริงทั้งหมด
สำหรับข้อกล่าวหาว่ามีการบันทึกข้อมูลเพื่อให้ผ่าน KPI นั้น นายพัฒนา กล่าวว่า ต้องตรวจสอบก่อนว่าเป็นข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการเบิกงบประมาณจากหน่วยงานใด หากเป็นการเบิกผ่านสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ก็ต้องตรวจสอบควบคู่กัน พร้อมระบุว่าได้หารือกับ สปสช. แล้วว่า การบันทึกข้อมูลควรเป็นเท่าที่จำเป็น เพื่อไม่ให้เป็นภาระกับบุคลากรทางการแพทย์มากเกินไป ขณะที่กระทรวงสาธารณสุขก็จะทบทวนภาระงานด้านการบันทึกข้อมูลเช่นกัน เชื่อว่าจะตรวจสอบข้อมูลทั้งหมด ขอเวลาไม่เกิน 2 สัปดาห์ น่าจะทราบผล
ขณะที่ นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ อดีตผู้อำนวยการโรงพยาบาลสะบ้าย้อย จ.สงขลา และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาชน โพสต์แสดงความเห็นว่า ปัญหาที่กำลังถูกพูดถึง ไม่ใช่เรื่องการสวมสิทธิรักษาพยาบาล หรือการคีย์ข้อมูลผิดพลาด แต่เป็นการ “ปั๊ม KPI” เพื่อให้ผลการดำเนินงานเป็นไปตามตัวชี้วัดของกระทรวงสาธารณสุข
นพ.สุภัทร ระบุว่า แรงกดดันเกิดขึ้นเป็นลำดับจากสายการบังคับบัญชา ตั้งแต่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ปลัดกระทรวง ผู้ตรวจราชการกระทรวง นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด ผู้อำนวยการโรงพยาบาล สาธารณสุขอำเภอ จนไปถึงเจ้าหน้าที่ รพ.สต. ซึ่งเป็นผู้ปฏิบัติงานด่านหน้า โดยเจ้าหน้าที่จำนวนมากต้องรับผิดชอบตัวชี้วัดกว่า 300 ตัว ภายใต้ข้อจำกัดด้านกำลังคน ทำให้การบันทึกข้อมูลเพื่อให้ผ่านตัวชี้วัดกลายเป็น “ทางรอด” ของหน่วยบริการ และเป็นปัญหาที่ผู้บังคับบัญชาหลายระดับรับรู้มาโดยตลอด
นพ.สุภัทร เสนอว่า กระทรวงสาธารณสุขควรเร่งทบทวนระบบการประเมินผล ลดจำนวนตัวชี้วัดของโรงพยาบาลและ รพ.สต. จากประมาณ 300 ตัว เหลือไม่เกิน 30 ตัว พร้อมประกาศนโยบายให้รายงานผลตามข้อเท็จจริง ยุติวัฒนธรรมการ “ปั๊มผลงาน” หากพื้นที่ใดมีภาระงานเกินกำลัง ควรสนับสนุนกำลังคนหรือทีมเฉพาะกิจเข้าไปช่วยเหลือ มากกว่าการกดดันให้เร่งทำตัวเลข โดยเห็นว่าแนวทางดังกล่าวสามารถดำเนินการได้ทันทีในเชิงบริหาร โดยไม่จำเป็นต้องใช้งบประมาณเพิ่มเติม
อย่างไรก็ตาม แหล่งข่าวระดับสูงของกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยกับ มติชน ว่า การตรวจสอบครั้งนี้ต้องแยกให้ชัดระหว่างกรณีการบันทึกข้อมูลอันเป็นเท็จเพื่อการเบิกจ่าย ซึ่งหากพบต้องดำเนินการตามกฎหมาย กับประเด็นการกำหนดตัวชี้วัดหรือ KPI ที่ต้องพิจารณาว่าเป็นของหน่วยงานใด เนื่องจากปัจจุบัน รพ.สต. จำนวนมากได้ถ่ายโอนไปสังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) แล้ว กระทรวงฯ ไม่สามารถไปทำอะไรได้ จึงไม่ควรสรุปในเบื้องต้นว่าเป็นตัวชี้วัดของกระทรวงสาธารณสุขทั้งหมด ทั้งยังระบุว่า “ไปดูว่า KPI คือส่วนไหน แล้วใครเป็นคนให้ทำ อย่างที่ จ.ร้อยเอ็ด ก็ถ่ายโอนไปแล้ว กระทรวงฯ ไปกำหนดอะไรแบบนี้ไม่ได้”

