ยอดร้องพุ่ง 1.3 หมื่นครั้ง ข้อมูล ‘หมอพร้อม’ ไม่ตรง สธ.เผยเคสร้อยเอ็ด-ปทุม คีย์ผิดจริงจากหน่วยบริการ

31.07.26 | 18:49 น.

สธ.แจงดราม่าความคืบหน้า หมอพร้อม ชี้เคสร้อยเอ็ด-ปทุมธานี ข้อมูลคลาดเคลื่อน-คีย์ผิดจริงจากหน่วยบริการ

เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม ที่กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) จัดแถลงข่าวชี้แจงกรณีปัญหาข้อมูลสุขภาพไม่ตรงในแอพพลิเคชัน “หมอพร้อม” หลังประชาชนร้องเรียนพบข้อมูลการรับบริการสุขภาพไม่ตรงกับความเป็นจริง ซึ่งเป็นการนำเสนอผลตรวจสอบเบื้องต้น จากกรณีที่มีการร้องเรียน รวมไปถึงแนวทางการดำเนินงานของกระทรวงมีกรณีตัวอย่างของจังหวัดร้อยเอ็ดและจังหวัดปทุมธานี

โดยมี ดร.นพ.โสภณ เอี่ยมศิริถาวร รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข, นพ.เอกชัย เพียรศรีวัชรา รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข, นพ.นนท์ จินดาเวช นพ.สาธารณสุขจังหวัดปทุมธานี, ดร.นพ.พิทักษ์พงศ์ พายุหะ นพ.สาธารณสุขจังหวัดร้อยเอ็ด ร่วมแถลงข่าว

นพ.เอกชัย กล่าวว่า ภายหลังจากได้รับข้อร้องเรียน ได้ดำเนินการตรวจสอบอย่างเร่งด่วน โดยยึดหลัก โปร่งใส ตรวจสอบได้ พร้อมกับตั้งคณะทำงานร่วมกันกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เพื่อตรวจสอบทุกประเด็นอย่างรอบด้าน ในช่วงที่ผ่านมาก็มีข้อสังเกตเพิ่มเติมว่า ข้อมูลลักษณะเดียวกันไม่ได้พบเฉพาะในแอพพ์หมอพร้อม ที่มีความผิดพลาด ซึ่งพบในแพลตฟอร์มอื่นๆ อีก ที่มีความเกี่ยวเนื่องกับข้อมูลทางด้านสุขภาพ เป็นการยืนยันให้เห็นว่าระบบหมอพร้อมเป็นระบบแสดงข้อมูลสุขภาพ

“ดังนั้นการตรวจสอบของกระทรวง ไม่ได้จำกัดเฉพาะเรื่องระบบของเรา แต่ครอบคลุมตั้งแต่การบันทึกข้อมูลของหน่วยบริการ การส่งข้อมูล การเชื่อมโยงฐานข้อมูล การแสดงผล เพื่อค้นหาสาเหตุที่แท้จริง และมีการแก้ไขอย่างเป็นระบบ” นพ.เอกชัย กล่าว

Advertisement

ดร.นพ.โสภณ กล่าวว่า แอพพ์หมอพร้อม ถือว่าเป็นแอพพ์ที่มีการพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่วันที่ประสบกับเรื่องของโรคโควิด-19 วัคซีนยังเป็นเครื่องมือที่สำคัญในการที่จะสู้กับโรคโควิด-19 ขณะนั้นเราใช้ระบบนี้บันทึกข้อมูลการฉีดวัคซีนมากกว่า 140 ล้านโดส ซึ่งผ่านไป 5 ปี แอพพ์หมอพร้อมได้พัฒนาอย่างต่อเนื่อง ด้วยทีมพัฒนาที่มีความรู้ความเข้าใจทางด้านเทคโนโลยีดิจิทัล นำข้อมูลสุขภาพอื่นๆ เข้ามาอยู่ในระบบมากขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งถึงวันที่เรามีข้อมูลส่วนบุคคลที่เป็นข้อมูลสุขภาพอยู่บนแอพพ์นี้

อย่างไรก็ตาม ข้อมูลที่อยู่บนแอพพ์เกิดขึ้นจากการรับบริการที่หน่วยบริการ ตัวแอพพ์ไม่ได้เป็นคนบันทึก เหมือนเราไปฉีดวัคซีนที่โรงพยาบาลต่าง ๆ มีรพ.บันทึกเข้ามา แต่เราเป็นหน้าต่างที่สะท้อนให้เห็นว่าข้อมูลเกิดขึ้นที่หน่วยบริการ เมื่อเราไปยืนอยู่ตรงนั้น ซึ่งถือว่าทุกท่านได้รับรู้มาโดยตลอด” ดร.นพ.โสภณ กล่าว

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า ตัวเลขที่มีการคีย์ข้อมูลผิดขณะนี้ มีจำนวนเท่าไหร่ ดร.นพ.โสภณ กล่าวว่า มีตัวเลขผู้ที่แจ้งเข้ามา เรียกว่าเป็นคำร้อง เพราะเห็นว่า บางท่าน ส่งมากกว่า 1 ครั้ง จำนวนครั้งประมาณ 13,000 ครั้ง แต่จำนวนคนน่าจะไม่ถึง และตัวเลขนี้เราแยก เป็นรายพื้นที่ เช่น จังหวัด อำเภอ และโรงพยาบาล หน่วยบริการ ซึ่งกำลังเร่งดำเนินการอยู่

เมื่อถามต่อว่า ในแพลตฟอร์มอื่นๆ เช่น เป๋าตังค์ หรืออื่นๆ ได้ตรวจสอบด้วยหรือไม่ ดร.นพ.โสภณ กล่าวว่า จากข่าวเห็นว่ามี “ทางรัฐ” ซึ่งเชื่อมกับระบบ Health Link โดยคณะทำงานที่มีตนเป็นประธาน มีสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ร่วมด้วย ซึ่งก็จะนำข้อมูลเหล่านี้มาดู แต่คงยังไม่สามารถตอบได้ว่า มีกี่แอพพ์ หรืออะไรบ้าง ขอตรวจสอบก่อน

ในระบบของไทยตอนนี้มีแอพพ์ที่แสดงข้อมูลส่วนบุคคลมากกว่าหนึ่งแอพพ์นอกจากหมอพร้อม ยังมีทางรัฐ และส่งต่อข้อมูลอีกฐานข้อมูลหนึ่ง ซึ่งไม่ใช่กระทรวงสาธารณสุขดูแลโดยตรง โดยคณะทำงานที่ปลัดสธ.มอบหมายให้ตนเป็นประธาน ยังมีผู้แทนจากสปสช. ก็จะมาทำงานร่วมกัน แต่ต้องย้ำว่า ข้อมูลก็มาจากต้นทางสำคัญ

ผู้สื่อข่าวถามว่าการกำหนดตัวชี้วัด หรือเคพีไอ มีส่วนกดดันทำให้มีการคีย์ข้อมูลไม่ถูกต้องหรือไม่ จะมีการรื้อระบบเคพีไอให้เหมาะสมหรือไม่ อย่างไร นพ.โสภณ กล่าวว่า ประเด็นตัวชี้วัดนั้น ปลัดสธ. เห็นว่า เรื่องนี้เป็นประเด็นสำคัญและจะมีผลกระทบต่อการทำงาน เช่น ภาระงาน การบันทึกข้อมูล และมอบหมายให้มีการทบทวน มอบผู้ตรวจราชการฯ ดูเคพีไอที่เหมาะสมทั้งหมด จัดทำภาพรวมทั้งระบบ

ด้าน ดร.นพ.พิทักษ์พงศ์ กล่าวว่า หลังจากที่มีประเด็นข่าวออกไปในสื่อออนไลน์ ช่องทางต่างๆ กรณีท่านหนึ่งได้โพสต์ข้อความว่า ไม่ได้เคยใช้บริการโรงพยาบาลแห่งหนึ่งในพื้นที่ อ.เกษตรวิสัย จ.ร้อยเอ็ด แต่มีข้อมูลการให้บริการ 2 ครั้ง ซึ่งใน 2 ครั้งนั้นมีการจ่ายยาร่วมด้วย หลังจากทราบข่าว ทางสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดร้อยเอ็ด ได้ลงพื้นที่ในการตรวจสอบหน่วยบริการต่างๆ ซึ่ง รพ.ส่งเสริมสุขภาพตำบลแห่งนี้ เป็นรพ. ที่ได้รับการถ่ายโอน ไปอยู่ภายใต้สังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดเมื่อปี 2566 ข้อมูลในข่าวจะเป็นข้อมูลบริการ 2 ครั้ง ซึ่งเป็นข้อมูลการตรวจรักษาในช่วงปี 2562

“การตรวจสอบพบว่าเป็นการพัฒนาการบันทึกข้อมูลในโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ข้อมูลที่มีความคลาดเคลื่อน เนื่องจากผู้รับบริการตัวจริงนั้นมีชื่อเดียวกัน แต่คนละนามสกุล และตัวอักษรตัวแรกของนามสกุลก็เหมือนกันด้วย ’จึงทำให้เกิดความผิดพลาดคลาดเคลื่อนในการลงบันทึกข้อมูล‘ เนื่องจากเวลาคีย์ข้อมูลนั้นจะเสิร์ชชื่อขึ้นมาและเจ้าหน้าที่ผู้บันทึกข้อมูล ก็จะเห็นปรากฏชื่อขึ้นและคิดว่าชื่อนั้นเป็นผู้รับบริการตัวจริง ซึ่งก็ได้บันทึกข้อมูลลง” ดร.นพ.พิทักษ์พงศ์ กล่าว

ดร.นพ.พิทักษ์พงศ์ กล่าวว่า โดยสรุป คือ เป็นการบันทึกข้อมูลคลาดเคลื่อนให้ถูกต้องของตัวผู้รับบริการ กรณีนี้เป็นข้อมูลการตรวจรักษาที่เกิดขึ้นในช่วงปี 2562 ซึ่งช่วงนั้นบางส่วนเจ้าหน้าที่ผู้ที่ตรวจรักษาจะมีการบันทึกอยู่ในกระดาษก่อน หลังจากนั้นจะมีการนำเข้าบันทึกในโปรแกรมในภายหลัง ซึ่งอาจจะเกิดความคลาดเคลื่อนได้

“แต่อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันตั้งแต่ปี 2564 เป็นต้นมา เราเริ่มใช้ระบบยืนยันตัวตนด้วยบัตรประชาชนในการปฏิบัติงาน การเข้ารับการรักษาพยาบาล เพื่อป้องกันการสับสนและเพื่อความถูกต้องในการบันทึกและการเบิกจ่ายยาจะเห็นได้ว่าตั้งแต่ปี 2564 เป็นต้นมา ระบบความคลาดเคลื่อนในส่วนนี้จะลดน้อยลงมาก” ดร.นพ.พิทักษ์พงศ์ กล่าว

ดร.นพ.พิทักษ์พงศ์ กล่าวว่า หลังจากได้บันทึกตรวจสอบเหตุการณ์ เราก็ได้ติดต่อทำความเข้าใจ และขออภัยในความคลาดเคลื่อนกับเจ้าของโพสต์ดังกล่าว พร้อมกับได้ลงพื้นที่ทำความเข้าใจกับชุมชนรวมทั้งได้ประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนได้ร่วมตรวจสอบข้อมูลตนเองในแอพพ์หมอพร้อม และเปิดช่องทางให้ประชาชนได้เข้าถึง และแจ้งได้ที่หน่วยบริการ

รวมไปถึงหน่วยบริการได้ดำเนินการขอปรับปรุงแก้ไขข้อมูลในฐานข้อมูลให้ถูกต้องเป็นปัจจุบัน และมาตรการการป้องกันไม่ให้เกิดซ้ำ ซึ่งได้เน้นย้ำ กำชับทุกหน่วยบริการให้ปฏิบัติตามแนวทางการตรวจสอบสิทธิการยืนยันตัวตนด้วยบัตรประชาชนของประชาชนกับทุกครั้งในการบริการ และก็ได้กำชับให้ระมัดระวังความผิดพลาดในการบันทึกแบบเดียวกัน

ด้าน นพ.นนท์ กล่าวว่า ผู้ร้อง ร้องว่าไม่ได้เข้ามารับบริการนะกับโรงพยาบาลชุมชนแห่งหนึ่งในจังหวัดปทุมธานี เมื่อทางจังหวัดได้ทราบเรื่องก็ได้มีการค้นสอบไปที่โรงพยาบาลดังกล่าว ในการที่จะให้หาข้อเท็จจริงเบื้องต้น รวมทั้งค้นสอบมาที่กระทรวงด้วยว่าระบบแอพพ์หมอพร้อมของเรามีปัญหาหรือไม่ เบื้องต้นเราทราบตั้งแต่วันอาทิตย์ที่ผ่านมา (26 ก.ค.) ทางระบบหมอพร้อมไม่ได้มีปัญหาอะไร จึงสั่งการให้ท่านผู้อำนวยการโรงพยาบาลชุมชน ได้มีการหาข้อเท็จจริง

นพ.นนท์ กล่าวว่า เหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับผู้ร้อง เกิดขึ้นประมาณช่วงปลายเดือนมกราคมปี 2569 ซึ่ง ณ ช่วงเวลานั้น ทางโรงพยาบาลชุมชนแห่งนี้ ก็มีโครงการในการที่จะเฝ้าระวัง รวมทั้งการตรวจสุขภาพเชิงรุกในชุมชน โดยประสานร่วมกับทาง อสม. ในพื้นที่ โครงการที่นำลงไปสู่ชุมชนมี 3 โครงการ 1.การตรวจคัดกรองมะเร็งลำไส้ โดยการตรวจอุจจาระ 2.การตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก 3.โครงการสาวไทยแก้มแดง ทั้ง 3 โครงการนี้ ถ้าผ่าน อสม. ลงไปในชุมชนพื้นที่ที่รับผิดชอบและไปหาประชาชนกลุ่มเป้าหมายดังกล่าว

“ทาง อสม. ได้นำชื่อ-นามสกุล และเลขบัตรประชาชนเข้ามาแจ้งเจ้าหน้าที่ ซึ่งหนึ่งในนั้นก็มีผู้ร้องอยู่ด้วย ที่เป็นชื่อ-นามสกุลและเลขบัตรประชาชน เจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาลก็คีย์ข้อมูลไปในระบบ ว่าเป็นกลุ่มเป้าหมายในการคัดกรองทั้ง 3 โครงการดังกล่าว ช่วงประมาณต้นเดือนกุมภาพันธ์ และทาง อสม. รายงานกลับมาว่าคนไข้ส่งชุดตรวจกลับมาแล้ว ซึ่งเจ้าหน้าที่ดำเนินการตรวจพบว่า ปกติ และได้มีการจ่ายยาเสริมธาตุเหล็กให้แก่ผู้ร้อง” นพ.นนท์ กล่าว

นพ.นนท์ กล่าวว่า ‘เชื่อว่าเป็นการสื่อสารคลาดเคลื่อน ระหว่าง อสม. ที่ลงไปในชุมชนกับเจ้าหน้าที่ ที่อยู่ที่โรงพยาบาลและเป็นคนที่จะคีย์ข้อมูล’ เพราะมีการคีย์เข้าไปทั้ง 3 โปรแกรม และมีการตรวจสอบว่ายาธาตุเหล็กที่มีการบันทึกลงไป มีการเบิกออกจากคลังยาของโรงพยาบาลหรือไม่ ‘ในเรื่องนี้ทางคลังยาและห้องยา ยืนยันว่าไม่ได้มีการเบิกยาออกไปจากคลังยาแต่อย่างใด’

“เมื่อสอบไปที่กองทุนหลักประกันสุขภาพฯ และกองทุนข้าราชการ พบว่าจากอายุคนไข้ 48 ปี ทำให้ไม่เข้าเกณฑ์ในการตรวจคัดกรองทั้ง 3 โปรแกรม ฉะนั้นผล คือ โรงพยาบาลก็ไม่สามารถที่เบิกได้กับกองทุนใดๆ” นพ.นนท์ กล่าว

นพ.นนท์ กล่าวว่า ภาพรวมข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น ได้มีการทำรายงานขึ้นมากับผู้เกี่ยวข้องตามต่างๆ ในส่วนมาตรการป้องกัน พอทราบว่าอาจจะมีความคลาดเคลื่อนของการบันทึกข้อมูล ก็จะให้หน่วยบริการในจังหวัดปทุมธานี ทั้งรัฐ เอกชน และส่วนที่ถ่ายโอนไปอยู่กับทางองค์การบริหารส่วนจังหวัดด้วย มีการตรวจสอบฐานข้อมูล ทั้งในเรื่องของการให้บริการ การที่จะเคลมเบิกว่าเป็นสิ่งนั้นหรือไม่ และเรื่องของการรับเรื่องร้อง สำหรับประชาชนที่ไม่มั่นใจ หรือคิดว่าข้อมูลสุขภาพของตนมีความคลาดเคลื่อน สามารถที่จะแจ้งให้กับหน่วยบริการได้