ส.ก.อดีตหมอ คอมเมนต์ ร่างงบฯทีมชัชชาติ ห่วงสัดส่วน ‘ป้องกันโรคแค่0.09%’ เอาจริงเอาจังน้อยไป? ยกเคสญี่ปุ่น – สิงคโปร์ดูแลสูงวัย ย้ำ ‘1 คนติดเตียง คือความล่มสลายทางเศรษฐกิจของครอบครัว’
เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม ที่อาคารไอราวัตพัฒนา ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร 2 (ดินแดง) นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร ตลอดจนสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมการประชุมสมัยประชุมสามัญ สมัยที่สาม (ครั้งที่ 3) ประจำปีพุทธศักราช 2569 เพื่อพิจารณา ‘ร่างข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร เรื่อง งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 (วาระที่ 1)’ โดยมี น.ส.ภัทราภรณ์ เก่งรุ่งเรืองชัย ประธานสภากรุงเทพมหานคร เป็นประธานการประชุม
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าภายหลัง นายชัชชาติ นำเสนอร่างงบประมาณฯ ปี 70 ต่อที่ประชุม วงเงินรวม 93,918.92 ล้านบาท พร้อมแจกแจงรายละเอียดทั้งงบประมาณ ภารผูกพัน และวงเงินที่จัดสรรไปยังส่วนต่างๆ ตามนโยบาย 9 ด้าน 9 ดี แล้วนั้น ทางประธานสภากทม. ได้เปิดให้สมาชิก ส.ก. ร่วมอภิปรายความคุ้มค่าของการจัดสรรงบประมาณดังกล่าว
โดยท่านแรก ได้แก่ นายกันตพงศ์ ดีชัยยะ หรือ หมอแมพ ส.ก.เขตตลิ่งชัน พรรคประชาชน อภิปรายในสัดส่วนงบฯ ของ ‘สำนักการแพทย์’ ได้งบประมาณรวมทั้งหมด 5,593 ล้านบาทโดยประมาณ แบ่งเป็นสัดส่วนเงินเดือน/ค่าจ้างประจำเกือบครึ่งหนึ่ง (47%) ส่วนที่เหลือเป็นค่าตอบแทน ค่าครุภัณฑ์ ค่าที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง

เช่นเดียวกับ ‘สำนักอนามัย’ ที่ได้งบประมาณประมาณ 2,520 ล้านบาท ที่แบ่งสัดส่วนเงินในลักษณะคล้ายกัน
“เมื่อเราเปรียบเทียบการวางงบประมาณของ ‘สำนักการแพทย์’ ระหว่างปีงบ 2569 และปีงบ 2570 เพราะว่าสัดส่วนของรายจ่ายแบ่งตามประเภทนั้น มีความลักษณะคล้ายเดิม แต่ปีนี้มีค่าครุภัณฑ์และสิ่งปลูกสร้างที่ลดลง เช่นเดียวกับสำนักอนามัย” นายกันตพงศ์ชี้

จากนั้น นายกันตพงศ์กล่าวว่าในเรื่องของเครื่องมือแพทย์ หากจะอภิปรายในวาระหนึ่งนี้ก็อาจเร็วเกินไป เพราะยังไม่ได้รู้รายละเอียด TOR โดยละเอียด จึงต้องฝากคณะกรรมการวิสามัญงบประมาณ ในการติดตามเรื่องนี้ต่อ
“อย่างไรก็ตาม ในฐานะที่เป็นอยู่ในบุคลากรทางการแพทย์ เคยทำงานในโรงพยาบาลรัฐ บ่อยครั้งเราก็จะได้อุปกรณ์ทางการแพทย์ที่สงสัยว่า ใช้ทำอะไร ใช้ทำไม? ก็ขอให้ผู้บริหารใช้งบประมาณจัดซื้อตามความจำเป็น และเป็นสเปคที่ต้องการของบุคลากรทางการแพทย์

ผมอยากให้พี่น้องของเราทำงานอย่างปลอดภัย ทั้งตัวเขาเองและผู้ป่วยที่ได้รับการรักษา” นายกันตพงศ์กล่าว และว่า ดังนั้น ถูกหรือแพงอาจจะยังกล่าวไม่ได้ เพราะเมื่อดูจากร่างงบประมาณที่ตั้งไว้แล้วนั้น หลายๆ อย่าง มีหลายผู้ขาย หลายสเปค และหลายประเทศที่จะนำเข้ามา ที่ก็คงจะต้องดูรายละเอียด TOR ต่อไป
“อย่างไรก็ตาม ผมขอเป็นตัวแทน บอกไปยังพี่น้องบุคลากรทางการแพทย์ ของกรุงเทพมหานคร หากเกิดการจัดซื้อเครื่องมือที่ท่านไม่ได้ต้องการ ท่านแจ้งผมได้ทันที เราจะอยู่ข้างกันเพื่อผลประโยชน์สูงสุดในการทำงานของเรา และผลประโยชน์สูงสุดของผู้ป่วยที่รอเราอยู่”
นายกันตพงศ์กล่าวต่อว่าปัจจุบันสังคมไทยโดยเฉพาะใน กทม.กำลังก้าวเข้าสู่ ‘สังคมผู้สูงวัย’ มีผู้ป่วยมากขึ้น อัตราค่ารักษาพยาบาลเพิ่มสูงกว่าอัตราเงินเฟ้อไปไกลมากแล้ว ดังนั้น จึงต้องใช้งบประมาณในการรักษาสูงขึ้น ทั้งตัวภาครัฐเองและภาคครัวเรือน ที่พี่น้องประชาชนต้องจ่าย
“มันจะเกิดความท้าทายทางด้านสาธารณสุข ปัจจุบันเราจะเห็นได้ว่าบุคลากรทางการแพทย์รับภาระทำงานหนักขึ้น เชื่อว่าเราทุกคนถูกสอนมาว่า ในเมื่อเลือกจะทำตรงนี้แล้วเราต้องรับภาระหนัก แต่เราก็สามารถช่วยเขาได้บางประการ”

จากนั้น นายกันตพงศ์กล่าวถึงแนวโน้มสถานการณ์โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCD) จากการสำรวจพบว่า ประเทศไทยในปี 2567-2568 มีภาวะต่างๆ ที่เพิ่มขึ้น ไม่ว่าจะเป็น น้ำหนักเกิน, เบาหวาน ความดัน ซึ่งเพิ่มขึ้นอย่างไม่หยุดยั้งตามแนวโน้ม
ที่สำคัญคือมีกลุ่มที่ไม่รู้ว่าตัวเองป่วย กลุ่มที่รู้แต่ไม่ยอมควบคุมให้ดี เช่น 36.2% ไม่รู้ตัวว่าป่วย ‘โรคความดันโลหิตสูง’ และอีก 30.5% คือรักษาได้คุมโรคไม่ได้
“นอกนั้นปัญหาไม่ได้อยู่ที่การรักษา แต่อยู่ที่ ‘การเข้าถึงระบบป้องกัน’ ดังนั้น ‘ระบบคลินิกปฐมภูมิที่เข้มแข็ง’ ถ้าดูจากตัวเลขที่เสนอมานี้ จะช่วยป้องกันการเกิดโรคและการพัฒนาของโรคที่แย่ขึ้น ได้กว่า 66% ซึ่งจะลดภาระงบประมาณด้านสาธารณสุขได้อีกมากในอนาคต ซึ่งผมยังมองต่อไปว่าการที่คนไม่ป่วย เมืองจะเดินต่อไปได้อย่างเข้มแข็ง” นายกันตพงศ์ระบุ
จากนั้น นายกันตพงศ์หยิบยกข้อมูลของทาง กทม. ซึ่งผู้บริหารได้ทำไว้ในสมัยก่อนหน้า พร้อมชื่นชมว่า ‘การตรวจสุขภาพ 1 ล้านคน’ เป็นเรื่องที่จำเป็น ทำให้เราได้ข้อมูลทางสถิติของประชากร

“ข้อมูลที่อยู่ใน Open Data ของกทม. ที่เห็นเป็นสีชมพูในภาพ คือมีความเสี่ยง ‘ไขมันในเลือดสูง’ ซึ่งพบว่าเกือบจะทุกเขต ตามมาด้วยสีฟ้า ‘เบาหวาน’ ที่ค่อนข้างเสี่ยงสูง ในทุกๆ เขตของ กทม. การกระจายตัวในเชิงความเสี่ยงของโรคนั้นเท่าๆ กันแทบทุกเขต ซึ่งเรื่องแบบนี้ป้องกันได้”
วันนี้ กทม.ท่านวางงบฯ และนโยบายแบบ ‘เอาจริง’ ในเรื่องการส่งเสริมและป้องกันแล้วหรือยัง” นายกันตพงศ์กล่าว

โดยยังชี้ให้เห็นถึงปัญหาที่นำมาสู่ ‘สภาวะติดเตียง’ และการบริหารจัดการดูแล ในระยะยาว
“ผมเจอคนไข้กลุ่มที่ติดเตียง แล้วต้องมีคุณภาพชีวิตที่ย่ำแย่ในกรุงเทพฯมากมายจริงๆ” นายกันตพงศ์เผย
จากนั้น ลงรายละเอียดของร่างงบประมาณในส่วนของ ‘การส่งเสริมป้องกันโรค’ ที่ตนมองว่า ที่น่าจะเกี่ยวข้องส่วนมากอยู่ใน งบฯ ของ สำนักอนามัย
“อย่างแรกคือ โครงการฝึกอบรมพยาบาล Nurse care manager in Home Ward งบประมาณอยู่ที่ 131,800 บาท
ต่อมาคือ ‘โครงการกรุงเทพฯ ห่วงใย ใส่ใจสุขภาพ’ อันนี้ลักษณะคือ การตรวจสุขภาพ 1 ล้านคน ใช้งบประมาณ 2,700,200 ล้านบาท
‘โครงการอาสาสมัครสาธารณสุขกรุงเทพมหานคร ร่วมใจขจัดภัยสุขภาพ’ เป็นโครงการที่ให้อสส. ทำโครงการต่างๆ ในพื้นที่แล้วมาจัดประกวดกัน เป็นการใช้การประกวดกระตุ้นให้เกิดการทำงาน ซึ่งใช้งบประมาณ 2,570,260 บาท ในการอบรม อสส. ใหม่

“ซึ่งผลรวมงบประมาณที่เข้ากับการป้องกันในระบบปฐมภูมิได้ราวๆ 7,402,260 บาท คิดเป็น 0.09% ของงบประมาณทั้ง 2 สำนัก”
“โอเค ท่านอาจจะบอกว่าวันนี้ไม่ต้องใช้งบในการส่งเสริมและป้องกันมากเท่าที่ควร เพราะท่านมีเงินนอกงบประมาณและเงินสนับสนุนอื่นๆ ผมจึงไปดูข้อมูลของ สปสช.ว่า กทม.ใช้ไปกับอะไรบ้างในการส่งเสริมป้องกัน” นายกันตพงศ์กล่าว ก่อนแจกแจงรายละเอียด
โดย ‘สำนักอนามัย’ ใช้ทั้งหมด 25.8% (สัดส่วนบริการ PPตามสังกัด) อยู่ในอันดับ 2 ยังตามหลังเรื่องของ ‘คลินิกนวัตกรรม’ อยู่ ส่วนสำนักการแพทย์ขึ้นมาอยู่ที่ 7.7%
“เมื่อเข้าไปส่องดูงบสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรค (PP) มีไอเทมใดบ้างที่ท่านทำ เข้าไปส่องดูในแผนภาพ ส่วนใหญ่ก็จะเป็น การตรวจต่างๆ ทำเรื่องอนามัยในโรงเรียน การดูแลผู้สูงอายุตามวัย ซึ่งผมก็ยังมองว่า มันน่าจะสามารถดูแลการป้องกันโรคอื่นๆ ได้มากขึ้นกว่านี้”
“ยิ่งเราป้องกันได้ดี จะยิ่งลดภาวะผู้ป่วยติดเตียงโดยไม่จำเป็นได้ เชื่อเถิดว่า ‘ผู้ป่วยติดเตียง 1 คนในบ้าน มันคือความล่มสลายทางเศรษฐกิจของครอบครัว’ ปัจจุบันฐานะทางการเงิน สถานะทางเศรษฐกิจของคนกรุงเทพฯและคนไทย ท่านรู้อยู่แล้วว่าเรามีคนรวยหรือคนจนมากกว่ากัน

ดังนั้น เมื่อเกิดความล่มสลายทางเศรษฐกิจในครอบครัว เมื่อมีคนติดเตียง 1 คน อย่างน้อยๆ ต้องมี 1 คนที่ต้องออกมาดูแลผู้ป่วยติดเตียงนั้น ผมไม่ได้มองแค่ว่า จะมีคนดูแลหรือไม่มี ผมมองไปถึงภาพของเมือง เราอาจจะต้องสูญเสียกำลังคนที่จะทำให้เมืองเดินต่อ ดังนั้น การมีผู้ป่วยติดเตียงอยู่ในบ้านมากเข้า เมืองก็เดินต่อได้ยาก” นายกันตพงศ์ชี้
จากนั้น ยกตัวอย่าง การดูแลผู้สูงอายุในมหานคร หลายประเทศ อาทิ ‘มหานครโตเกียว’ ประเทศญี่ปุ่น ‘เป้าหมายคือ: แก่ที่บ้าน เดินได้เองให้นานที่สุด’ ก็จะมีเรื่องของ community ที่เข้าไปดูแลมีแพทย์ ทีมพยาบาล กายภาพบำบัดเข้าไป เน้นกิจกรรมต่างๆที่ทำให้เกิดการส่งเสริม/ป้องกัน, มีศูนย์สูงอายุกลางวัน Day care ผู้ดูแลกระจายในชุมชนช่วยกัน
ใกล้กว่านั้นยัง ‘สิงคโปร์’ ระบบดูแลผู้สูงอายุของเขาครบวงจร (เป้าหมายคือ อายุยืนอย่างแข็งแรง healthy longivity) จึงเน้นการป้องกัน ดูข้อมูลกลุ่มเปราะบางในพื้นที่ และวางแผนดูแล
“แล้ว กทม.เราดูแลคนกรุงเทพฯอย่างไรในปัจจุบัน? งบประมาณ กทม. ผมติดตามมา 2-3 ปีแล้ว การวางโครงสร้างงบประมาณยังเหมือนเดิม ไม่ได้ปรับเปลี่ยนไปตามสภาพของสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป
เราอาจจะคิดถึงเรื่องก่อนเข้าโรงพยาบาลน้อยกว่า ที่คิดถึงเรื่องในรั้วโรงพยาบาล ที่สำคัญกว่านั้นคือหลังจากคนไข้ถูก Discharge ออกจากโรงพยาบาลมาแล้วบ่อยครั้งก็ต้องดูแลไปตามยถากรรม สุดท้ายแล้วคนกลุ่มนี้ก็จะกลับมาที่โรงพยาบาลอีกครั้ง แอดมิท ด้วยอาการที่หนักกว่าโรคเดิม” นายกันตพงศ์เน้นย้ำ


