สธ.เผยผลสอบ ‘หมอพร้อม’ พบข้อมูลโยงเบิกงบ 0.3% บางกรณีเรียกเงินคืนแล้ว
เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม ที่กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) นพ.สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข พร้อมด้วย นพ.จเด็จ ธรรมธัชอารี เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ดร.นพ.โสภณ เอี่ยมศิริถาวร รองปลัดสธ. นพ.ศักดา อัลภาชน์ รองปลัดสธ. และ นพ.สุภโชค เวชภัณฑ์เภสัช หัวหน้าผู้ตรวจราชการสธ. ร่วมแถลงข่าวความคืบหน้าการตรวจสอบกรณีข้อมูลผู้ป่วยในแอพพลิเคชัน “หมอพร้อม” ภายหลังได้มีการตรวจสอบเบื้องต้น โดยกระทรวงสาธารณสุขได้ตั้งคณะทำงานตรวจสอบข้อเท็จจริง เร่งทวนสอบข้อมูลจากหน่วยบริการทั่วประเทศ และรายงานผลความคืบหน้า
ดร.นพ.โสภณ กล่าวว่า สำหรับข้อมูลจากการตรวจสอบ สรุปไว้เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม พบว่ามีผู้แจ้งเรื่องเข้ามาทั้งสิ้น 7,164 คน และมีรายการที่ร้องขอให้ตรวจสอบ 18,052 รายการ เฉลี่ยประมาณ 2.5 รายการต่อคน โดยบางรายมีการแจ้งซ้ำหลายครั้ง โดยกระทรวงสาธารณสุขได้มอบหมายให้ทุกหน่วยบริการในพื้นที่ตรวจสอบ โดยเริ่มดำเนินการตรวจสอบตั้งแต่วันที่ 27 กรกฎาคมที่ผ่านมา
ดร.นพ.โสภณ กล่าวว่า ผลการตรวจสอบพบว่า สถานบริการที่เกี่ยวข้องกับข้อร้องเรียน 40% เป็น รพ.สต. ในสังกัดกระทรวงสาธารณสุข และ 18.8% เป็น รพ.สต. ในสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น รวมกันเกือบ 60% ซึ่งเป็นบริการระดับปฐมภูมิ นอกจากนี้เป็นโรงพยาบาลชุมชนมีสัดส่วนประมาณ 24% และส่วนที่เหลือเป็นโรงพยาบาลทั่วไปและหน่วยบริการอื่น ๆ เมื่อพิจารณาลักษณะของคำร้อง พบว่า 71% เกี่ยวข้องกับบริการด้านการคัดกรอง ส่งเสริมสุขภาพ และป้องกันโรค ซึ่งเป็นการดำเนินงานเชิงรุก ไม่ใช่การรักษาอาการเจ็บป่วยโดยตรง
ในจำนวนคำร้องที่มีข้อมูลครบถ้วนและสามารถตรวจสอบได้ 16,346 รายการ พบว่าเกือบ 36% เป็นข้อมูลที่ถูกต้องจากต้นทางหน่วยบริการ แต่ประชาชนอาจไม่ทราบหรือจำไม่ได้ เช่น กรณีการตรวจเชิงรุกในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่มีการตรวจ PCR ในชุมชน โดยผลการตรวจถูกบันทึกเข้าสู่ระบบ แม้ประชาชนจะไม่ทราบว่าข้อมูลดังกล่าวถูกเก็บไว้ในฐานข้อมูล
ดร.นพ.โสภณ กล่าวว่า จะเห็นว่าบริการหลายอย่างเกิดขึ้นในชุมชน ยกตัวอย่าง เช่น การตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านมในชุมชน ซึ่ง อสม. ลงพื้นที่ให้คำแนะนำการตรวจด้วยตนเอง และมีการบันทึกเป็นบริการด้านส่งเสริมสุขภาพ แม้ไม่ได้มีการเบิกจ่ายค่าใช้จ่าย แต่เมื่อข้อมูลปรากฏในแอพพ์อาจไม่ได้แสดงละเอียดว่ามีการไปตรวจที่บ้าน ทำให้ประชาชนเข้าใจคลาดเคลื่อน
ดร.นพ.โสภณ กล่าวว่า นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยด้านการดำเนินงาน เช่น การเร่งรัดผลงานตามช่วงเวลา โดยเฉพาะช่วงปลายไตรมาสที่ 1 ของปี และ 2 ซึ่งอาจเกิดความคลาดเคลื่อนจากการบันทึกข้อมูล รวมถึงความผิดพลาดจากการปฏิบัติงาน เช่น การเลือกชื่อผู้รับบริการผิดจากระบบ เนื่องจากชื่อซ้ำกัน ซึ่งพบประมาณ 5–7% อีกส่วนหนึ่งประมาณ 6% เป็นกรณีที่ประชาชนเข้าไปตรวจสอบข้อมูลด้วยตนเอง หรือทดลองใช้งานระบบ เช่น การกดปุ่มแก้ไขข้อมูล หรือไม่ต้องการให้ข้อมูลปรากฏในแอพพ์
“สำหรับประเด็นที่สังคมให้ความสนใจ คือ ความคลาดเคลื่อนที่อาจเกี่ยวข้องกับการเบิกจ่ายงบประมาณ พบว่ามีเพียงประมาณ 0.3% ซึ่งอยู่ระหว่างการตรวจสอบ ส่วนใหญ่ก็มีการเบิกขเ้าหน่วยบริการโดยบางกรณีมีการเรียกเงินคืนเข้าสู่กองทุนแล้ว และยังต้องพิจารณารายละเอียดเพิ่มเติมเพื่อความชัดเจนก่อนสรุปว่าเป็นการกระทำที่ไม่ถูกต้อง” ดร.นพ.โสภณ กล่าว
ดร.นพ.โสภณ กล่าวว่า การตรวจสอบดำเนินการที่หน่วยบริการต้นทาง โดยคำนึงถึงการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลตามกฎหมาย และมีการให้ประชาชนยื่นคำร้องเป็นลายลักษณ์อักษร พร้อมแจ้งผลการแก้ไขเป็นรายบุคคล ซึ่งสรุปภาพรวมของการดำเนินงานในช่วง 7 สัปดาห์ที่ผ่านมา พบว่า แม้จะมีความกังวลของประชาชน แต่จากข้อมูลจำนวนกว่า 1,300 ล้านรายการ ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ความคลาดเคลื่อนอยู่ในระดับต่ำมาก น้อยกว่า 0.01% อย่างไรก็ตาม ข้อมูลในแอพพ์ยังเป็นข้อมูลที่ดูได้เพียงคนเดียว หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะเร่งตรวจสอบ แก้ไข และปรับปรุงระบบเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาในอนาคตต่อไป



