สธ.ยกเครื่อง ‘หมอพร้อม’ หั่น KPI เหลือ 30 ตัว ดัน Digital ID แก้ข้อมูลคลาดเคลื่อน
เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม ที่กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) นพ.สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข พร้อมด้วย นพ.จเด็จ ธรรมธัชอารี เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ดร.นพ.โสภณ เอี่ยมศิริถาวร รองปลัดสธ. นพ.ศักดา อัลภาชน์ รองปลัดสธ. และ นพ.สุภโชค เวชภัณฑ์เภสัช หัวหน้าผู้ตรวจราชการสธ. ร่วมแถลงข่าวความคืบหน้าการตรวจสอบกรณีข้อมูลผู้ป่วยในแอพพลิเคชัน “หมอพร้อม” ภายหลังได้มีการตรวจสอบเบื้องต้น โดยกระทรวงสาธารณสุขได้ตั้งคณะทำงานตรวจสอบข้อเท็จจริง เร่งทวนสอบข้อมูลจากหน่วยบริการทั่วประเทศ และรายงานผลความคืบหน้า
นพ.สุภโชค กล่าวว่า เส้นทางของข้อมูล เมื่อประชาชนเข้ารับบริการด้านสุขภาพ ไม่ว่าจะเป็นการคัดกรอง การรักษา หรือการส่งเสริมสุขภาพ ข้อมูลจะถูกบันทึกโดยบุคลากรในหน่วยบริการต่างๆ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นระบบบริการปฐมภูมิ เช่น โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) ในสังกัดกระทรวงสาธารณสุข นอกจากนี้ ยังมีหน่วยบริการในสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น รวมถึงคลินิกและสถานพยาบาลเอกชน ที่มีการบันทึกข้อมูลและส่งต่อเข้าสู่ระบบของ สปสช. เพื่อใช้ประกอบการเบิกจ่ายค่าบริการสุขภาพ ขณะเดียวกัน โรงพยาบาลในสังกัดกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งมีอยู่กว่า 900 แห่ง ก็มีการบันทึกข้อมูลบริการสุขภาพเข้าสู่ระบบเช่นเดียวกัน
“ข้อมูลทั้งหมดจะถูกส่งเข้าสู่ระบบกลาง ก่อนผ่านกระบวนการประมวลผล และแสดงผลในแอพพ์หมอพร้อม โดยปัจจุบันมีข้อมูลสะสมจำนวนมากกว่า 1,300 ล้านรายการ” นพ.สุภโชค กล่าว
นพ.สุภโชค กล่าวว่า ความคลาดเคลื่อนของข้อมูลที่พบ ส่วนใหญ่เกิดขึ้นในระบบบริการปฐมภูมิ โดยเฉพาะข้อมูลด้านการส่งเสริมสุขภาพ การป้องกันโรค และการคัดกรอง ซึ่งมีผู้เกี่ยวข้องจำนวนมาก ทั้งเจ้าหน้าที่และอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ที่มีการบันทึกข้อมูลในพื้นที่ และอาจมีขั้นตอนการส่งต่อข้อมูลหลายทอด ข้อมูลด้านการรักษาในโรงพยาบาลมีความถูกต้องค่อนข้างสูง เนื่องจากเป็นข้อมูลที่บันทึกโดยบุคลากรทางการแพทย์ที่ผ่านการอบรมและอยู่ในกระบวนการวินิจฉัยและรักษาโดยตรง
“ความคลาดเคลื่อนของข้อมูลขึ้นอยู่กับกระบวนการบันทึกและการส่งต่อข้อมูลในแต่ละหน่วยบริการ ซึ่งจำเป็นต้องทำความเข้าใจถึงเส้นทางของข้อมูลทั้งหมด เพื่อให้เห็นภาพรวมของระบบ และนำไปสู่การปรับปรุงความถูกต้องของข้อมูลในอนาคต” นพ.สุภโชค กล่าว
นพ.สุภโชค กล่าวว่า ยังมีแนวทางที่รัฐมนตรี มีแนวทางให้ 3 แนวทางด้วยกัน คือ 1.การปรับปรุงระบบและการสื่อสารข้อมูลในแอพพ์ “หมอพร้อม” จากกรณีที่ประชาชนเกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนเกี่ยวกับข้อมูลการรับบริการสุขภาพที่แสดงในแอปพลิเคชัน เช่น การเข้าใจว่าได้รับบริการบางประเภท ทั้งที่ในความเป็นจริงไม่ได้เข้ารับบริการดังกล่าว กระทรวงสาธารณสุขจึงมีแนวทางปรับรูปแบบการแสดงผล (Display) ภายในแอพพ์ ให้มีความชัดเจน ตรงกับข้อเท็จจริงของการให้บริการมากยิ่งขึ้น เพื่อลดความสับสนของประชาชน
นพ.สุภโชค กล่าวว่า นอกจากนี้ จะมีการแยกระบบการจัดการข้อมูลระหว่างระบบบริการของโรงพยาบาล กับระบบการคัดกรองหรือบริการสาธารณสุขในรูปแบบอื่น เช่น หน่วยบริการนอกสถานพยาบาลหรือการคัดกรองเชิงรุก เพื่อป้องกันการตีความข้อมูลผิดพลาด และทำให้ประชาชนสามารถเข้าใจแหล่งที่มาของข้อมูลได้อย่างถูกต้อง ในส่วนของการมีส่วนร่วมของประชาชน กระทรวงได้เปิดช่องทางให้ประชาชนสามารถแจ้งข้อผิดพลาดหรือให้ข้อเสนอแนะ กรณีพบข้อมูลไม่ตรงกับความเป็นจริง โดยสามารถร้องเรียนหรือแจ้งตรวจสอบผ่านช่องทางที่กำหนด เพื่อให้หน่วยบริการสามารถตรวจสอบและแก้ไขข้อมูลได้อย่างรวดเร็วและเป็นระบบ
นพ.สุภโชค กล่าวต่อว่า 2.การยกระดับระบบยืนยันตัวตนด้วย Digital ID อีกหนึ่งประเด็นสำคัญที่ให้ความสำคัญ คือ การพัฒนาระบบยืนยันตัวตน (Digital ID) ให้เป็นมาตรฐานเดียวกับระบบของภาคการเงิน เช่น ธนาคาร โดยอาศัยแนวทางและมาตรฐานจากสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) ในระบบดังกล่าว จะมีการยืนยันตัวตนของทั้งผู้ให้บริการและผู้รับบริการอย่างชัดเจน โดยในส่วนของบุคลากรทางการแพทย์ เช่น แพทย์ พยาบาล หรือเจ้าหน้าที่ จะมีระบบระบุตัวตน (Provider ID) เพื่อแสดงว่าใครเป็นผู้ตรวจ ใครเป็นผู้คัดกรอง และใครเป็นผู้บันทึกข้อมูลเข้าสู่ระบบ
ประชาชนผู้รับบริการจะต้องร่วมดำเนินการยืนยันตัวตนผ่านอุปกรณ์ส่วนบุคคล เช่น โทรศัพท์มือถือ โดยใช้ระบบ OTP หรือวิธีการยืนยันตัวตนในรูปแบบอื่น เพื่อยืนยันว่ามีการเข้ารับบริการจริง ทั้งในช่วงก่อนและหลังการรับบริการ เพื่อเพิ่มความถูกต้องของข้อมูล ลดความคลาดเคลื่อน และสร้างความน่าเชื่อถือให้กับข้อมูลที่ปรากฏในระบบ
นพ.สุภโชค กล่าวว่า 3.การปรับปรุงเชิงระบบด้านตัวชี้วัดและการเบิกจ่าย ในด้านการบริหารจัดการภายใน กระทรวงได้เน้นการปรับปรุงระบบตัวชี้วัด (KPI) และระบบการเบิกจ่ายให้มีความสอดคล้องและบูรณาการกันมากยิ่งขึ้น โดยที่ผ่านมา ตัวชี้วัดจำนวนมากก่อให้เกิดภาระต่อบุคลากรในพื้นที่ ทั้งในด้านการจัดเก็บข้อมูลและการรายงานผล ปัจจุบัน กระทรวงมีแนวทางลดจำนวนตัวชี้วัดลงอย่างต่อเนื่อง ได้แก่ จาก 59 ตัวชี้วัดในปี 2566 ลดลงเหลือ 49 ตัวในปี 2567 เหลือ 35 ตัวในปี 2568 และล่าสุดในปี 2569 เหลือ 30 ตัว เพื่อให้บุคลากรสามารถลดภาระงาน



