ม็อบบัตรทองบุก สธ. ค้านแก้สิทธิ ’30 บาท’ ชี้กระทบคนจน
เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม ที่กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ภาคประชนผู้ใช้สิทธิหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า (บัตรทอง 30 บาท) นำโดย นายภัทรพล ธนเดชพรเลิศ (ไก่บิ๊กแมน) ตัวแทนประชาชน รวมตัวกันยื่นหนังสือต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เพื่อเรียกร้องให้คงหลักการ “30 บาทรักษาทุกโรค” และคัดค้านแนวคิดการปรับเปลี่ยนรูปแบบสิทธิที่อาจกระทบต่อการเข้าถึงบริการของประชาชน โดยย้ำว่าบัตรทองเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่รัฐต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพอย่างทั่วถึงและเท่าเทียม โดยมี นพ.ศักดา อัลภาชน์ และนพ.ภานุวัฒน์ ปานเกตุ รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข เป็นผู้รับหนังสือดังกล่าว
นายภัทรพล กล่าวว่า ขอประท้วงแนวคิดจากกลุ่มที่อ้างว่าเป็นตัวแทนของประชาชนนั้น ไม่ใช่แต่มาแอบอ้างได้นำข้อเสนอการแก้ไขรูปแบบวิธีการใช้บัตร 30 บาท รักษาทุกโรค ทุกรูปแบบ เราไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง พวกเราประชาชนคนที่มีรายได้น้อยและเป็นคนรากหญ้า เป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ ขอประท้วงในการแก้ไขบัตรทุกรูปแบบทุกกรณี
“แบบเก่าดีอยู่แล้ว เพราะ กระทรวงสาธารณสุขมีหน้าที่หลักเรื่องการดูแลสุขภาพของประชาชน ให้สามารถเข้าถึงการรักษาได้ถ้วนหน้าโดยรัฐรับผิดชอบเรื่องค่าใช้จ่ายทั้งหมด เพราะเป็นสิทธิพื้นฐานของประชาชนซึ่งถือว่าเป็นสวัสดิการที่รัฐมอบให้แก่ประชาชนจึงเป็นเรื่องที่ถูกต้องและควรปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง” นายภัทรพล กล่าว
นายภัทรพล กล่าวว่า จะแก้ไขใดๆ และเงื่อนไขต่างๆ ที่กล่าวอ้างมาแล้ว ตามหลักเดิมของบัตร 30 บาทรักษาทุกโรค ขอประท้วงคนที่อ้าง ที่มาทำร้ายหรือรังแกคนที่มีรายได้น้อย ประชาชนที่ยากจนครึ่งประเทศเดือดร้อนหรือกำลังรังแกผู้มีรายได้น้อยและคนรากหญ้าคนยากคนจนเป็นส่วนใหญ่ กำลังเป็นฆาตกรและทำร้ายคนหมู่มากของประเทศ
“ขอประท้วงการกระทำที่ไม่เคยถามพวกเราว่ามีความเห็นอย่างไร ซึ่งประตัวแทนของคนส่วนใหญ่ของประเทศ ขอเรียกร้องให้ท่านหยุดการกระทำนี้และช่วยฟังเสียงประชาชนเจ้าของบัตรเป็นตัวตั้ง ซึ่งท่านไม่สนใจความเจ็บป่วยของประชาชนที่ไม่มีปัญญารักษาเพราะไม่มีสตางค์” นายภัทรพล กล่าว
ด้าน นพ.ศักดา กล่าวว่า เบื้องต้นยืนยันว่าไม่มีการยกเลิกนโยบายดังกล่าว โดยจากการติดตามสถานการณ์ตามที่ปรากฏในข่าวจะเห็นได้ว่าแนวทางการดำเนินการยังคงเป็นไปตามกรอบกฎหมายที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน มีกลไกสำคัญ คือ พระราชบัญญัติว่าด้วยการประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมาย ซึ่งกำหนดให้มีการทบทวนกฎหมายทุกระยะเวลา 5 ปี ถือเป็นกระบวนการปกติในการพิจารณาปรับปรุงข้อกฎหมาย
นพ.ศักดา กล่าวว่า การทบทวนดังกล่าวจะพิจารณาจากการนำกฎหมายไปใช้จริง ว่ามีประเด็นข้อจำกัดหรืออุปสรรคในส่วนใดบ้างและจะเปิดรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนอย่างรอบด้าน เพื่อนำข้อเสนอแนะไปสู่กระบวนการปรับปรุงแก้ไขต่อไป ซึ่งถือเป็นกลไกที่เหมาะสมในการพัฒนาให้กฎหมายมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
“เชื่อว่าการดำเนินการต่างๆ มีการพัฒนาและปรับเปลี่ยนอย่างต่อเนื่อง จึงไม่ควรมีความกังวล โดยทีมงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงรองอนุวัต จะรับประเด็นและข้อมูลต่างๆ เพื่อนำเข้าสู่กระบวนการพิจารณาอย่างครบถ้วน” นพ.ศักดา กล่าว
นพ.ศักดา กล่าวว่า ในภาพรวมกลไกดังกล่าวเป็นสิ่งที่รัฐบาลจัดให้แก่ประชาชน สิทธิขั้นพื้นฐานยังคงได้รับการคุ้มครองตามเดิม โดยอาจมีบางประเด็นที่อยู่ในลักษณะของทางเลือก (ออปชัน) ซึ่งยังอยู่ระหว่างการพิจารณา ซึ่งสิทธิพื้นฐานด้านการดูแลประชาชนโดยทั่วไปจะไม่ได้รับผลกระทบ
นพ.ศักดา กล่าวว่า สำหรับประเด็นเรื่องการจ่ายร่วม (co-payment) จากข้อมูลที่ได้รับฟังในขณะนี้ ยังไม่มีข้อยุติหรือข้อสรุปที่ชัดเจน เป็นเพียงข้อเสนอจากบางฝ่ายเท่านั้น ซึ่งอีกฝ่ายหนึ่งก็มีข้อเสนอในมุมที่แตกต่างกัน โดยข้อคิดเห็นทั้งสองด้านจะถูกนำเข้าสู่กระบวนการพิจารณาร่วมกันต่อไปภายใต้กรอบกฎหมายที่เกี่ยวข้อง การอ้างอิงถึงกฎหมายเป็นสิ่งที่ทุกฝ่ายเข้าใจและยึดถือร่วมกัน เพื่อให้การดำเนินนโยบายเป็นไปอย่างถูกต้องและสอดคล้องกับหลักเกณฑ์ที่กำหนด

