‘หมอวรตม์’ ถอดรหัสความรุนแรง เตือน ‘ก็อปปี้แคต’ อย่าปล่อยสัญญาณเล็กๆ ให้กลายเป็นเหตุใหญ่
จากเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นในสถานศึกษา ซึ่งสร้างความหวาดวิตกให้กับนักเรียน ผู้ปกครอง ครู และสังคมในวงกว้าง ประเด็นสำคัญไม่ได้อยู่เพียงว่า “ผู้ก่อเหตุมีแรงจูงใจจากอะไร” หากแต่อยู่ที่การทำความเข้าใจว่า เหตุใดคนบางคนจึงเลือกแสดงความทุกข์ ความโกรธ หรือความคับข้องใจออกมาเป็นพฤติกรรมรุนแรง และสังคมจะสามารถป้องกันเหตุซ้ำได้อย่างไร
ดร.นพ.วรตม์ โชติพิทยสุนนท์ โฆษกกรมสุขภาพจิตและกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า พฤติกรรมความรุนแรงที่สังคมมองเห็นเปรียบเสมือน “ยอดภูเขาน้ำแข็ง” เพราะสิ่งที่ปรากฏออกมาเป็นพฤติกรรมให้เห็นนั้น เป็นเพียงส่วนที่โผล่พ้นน้ำ ขณะที่ภายใต้พฤติกรรมดังกล่าวอาจมีปัจจัยอีกจำนวนมากที่สั่งสมอยู่ก่อนหน้านั้น ทั้งประสบการณ์การถูกกลั่นแกล้ง การถูกทำร้ายร่างกายหรือจิตใจ ปัญหาความสัมพันธ์ ตลอดจนปัญหาสุขภาพจิตเดิมของบุคคลนั้น เมื่อเกิดความเครียด ความโกรธ หรือความเจ็บปวดทางอารมณ์ขึ้น แต่ไม่ได้รับการระบายหรือได้รับความช่วยเหลืออย่างเหมาะสม ความรู้สึกเหล่านั้นอาจสะสมและหมุนเวียนอยู่ภายในตัวบุคคล ในบางคน พลังดังกล่าวอาจย้อนกลับมาทำร้ายตัวเอง เช่น เกิดภาวะซึมเศร้า มีพฤติกรรมทำร้ายตัวเอง หรือรุนแรงถึงขั้นพยายามฆ่าตัวตาย ขณะที่อีกส่วนหนึ่งอาจระบายความรู้สึกออกไปภายนอก กลายเป็นความก้าวร้าว การทำร้ายผู้อื่น หรือพฤติกรรมรุนแรงในรูปแบบต่างๆ
“ความรุนแรงที่เราเห็น ไม่ได้บอกเราทั้งหมดว่าข้างใต้เกิดอะไรขึ้น เพราะสิ่งที่ปรากฏออกมาเป็นเพียงปลายทางของปัญหาที่อาจสะสมมานาน” ดร.นพ.วรตม์ กล่าว
ดร.นพ.วรตม์ กล่าวว่า การตอบสนองของแต่ละคนต่อประสบการณ์ความเครียดหรือความเจ็บปวดจึงแตกต่างกัน และไม่ได้หมายความว่าบุคคลหนึ่งจะสามารถเลือกได้อย่างมีสติว่าจะระบายออกมาในรูปแบบใด เพราะกลไกทางอารมณ์และจิตใจมีปัจจัยเกี่ยวข้องหลายด้าน
ไม่ใช่เด็กก่อเหตุรุนแรงมากกว่าผู้ใหญ่ แต่ “ภาพเด็ก” ทำให้สังคมตั้งคำถามมากกว่า
สำหรับข้อสังเกตว่า เหตุการณ์ความรุนแรงที่เป็นข่าวมักทำให้สังคมสนใจเป็นพิเศษเมื่อผู้ก่อเหตุเป็นเด็กหรือเยาวชน ดร.นพ.วรตม์ กล่าวว่า หากพิจารณาจากข้อมูลและสถิติ เหตุการณ์กราดยิงไม่ได้เกิดจากเด็กเป็นส่วนใหญ่ แต่เหตุที่ผู้ก่อเหตุเป็นเด็กหรือเยาวชนมักกระตุ้นความสนใจของสังคมมากกว่า เพราะคนจำนวนมากไม่สามารถทำความเข้าใจได้ทันทีว่า เหตุใดเด็กจึงเลือกตอบสนองต่อปัญหาด้วยความรุนแรงในระดับดังกล่าว เมื่อย้อนดูเหตุการณ์ความรุนแรงในอดีต จะพบว่ามีผู้ก่อเหตุที่เป็นผู้ใหญ่จำนวนมาก ทั้งเหตุการณ์ในพื้นที่สาธารณะ ศูนย์เด็กเล็ก หรือห้างสรรพสินค้า แต่เมื่อเป็นเด็กก่อเหตุ สังคมมักตั้งคำถามมากเป็นพิเศษ เพราะความคาดหวังโดยทั่วไปมองว่าเด็กยังอยู่ในช่วงวัยที่ควรได้รับการดูแลและปกป้อง ดังนั้น จึงไม่ควรสรุปจากเหตุการณ์ที่เป็นข่าวเพียงไม่กี่กรณีว่า เด็กมีแนวโน้มก่อเหตุรุนแรงมากกว่าผู้ใหญ่
สิ่งที่น่ากังวลกว่าแรงจูงใจ คือ “การเรียนรู้” และ Copycat
ดร.นพ.วรตม์ กล่าวว่า ประเด็นที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษหลังเกิดเหตุรุนแรง คือความเป็นไปได้ของพฤติกรรมเลียนแบบ หรือ “Copycat” เนื่องจากบทเรียนจากต่างประเทศพบว่า เมื่อเกิดเหตุการณ์รุนแรงขึ้นแล้ว เหตุการณ์ลักษณะเดียวกันสามารถเกิดขึ้นซ้ำได้ โดยหนึ่งในปัจจัยสำคัญคือการเรียนรู้จากเหตุการณ์ก่อนหน้า การเรียนรู้ในที่นี้ไม่ได้หมายความว่าผู้ที่รับข้อมูลข่าวสารจะกลายเป็นผู้ก่อเหตุทั้งหมด แต่ในบุคคลที่มีความคิดหรือความเปราะบางบางอย่างอยู่เดิม อาจรับข้อมูลเพียงบางส่วนจากการนำเสนอเหตุการณ์ แล้วนำไปเชื่อมโยงกับความคิดหรือความคับข้องใจของตัวเอง สิ่งที่น่ากังวลคือ ผู้ที่มีแนวโน้มก่อเหตุอาจไม่ได้รับสารทั้งหมดที่สื่อหรือผู้เชี่ยวชาญพยายามอธิบาย แต่อาจหยิบเพียงบางช่วงไปตีความว่าเป็นเหตุผลที่สนับสนุนความคิดของตัวเอง
“เราไม่ได้ต้องการให้คนเป็นร้อยคนคิดแบบนั้น เรากังวลกับคนเพียงคนเดียวที่หยิบข้อมูลบางส่วนไปตีความผิด แล้วนำไปใช้เป็นเหตุผลในการก่อเหตุ” ดร.นพ.วรตม์ กล่าว
ดร.นพ.วรตม์ กล่าวว่า ปัจจุบันประเทศไทยอยู่ในช่วงเริ่มต้นของการเรียนรู้เกี่ยวกับเหตุการณ์ลักษณะนี้ จึงยังไม่สามารถระบุได้อย่างชัดเจนว่าเหตุการณ์ใดจะเข้าข่าย Copycat หรือจะเกิดขึ้นภายในระยะเวลาเท่าใด เช่น 1 เดือน 3 เดือน หรือ 6 เดือน อย่างไรก็ตาม หากมองเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในภาพรวม จะพบว่าก่อนหน้านี้ประเทศไทยเคยมีเหตุการณ์ที่มีลักษณะใกล้เคียงกันเกิดขึ้นแล้ว และเหตุการณ์ครั้งล่าสุดทำให้ประเด็นดังกล่าวต้องได้รับการเรียนรู้อย่างจริงจังมากขึ้น
ความรุนแรงใหญ่ มักมี “ความรุนแรงเล็กๆ” นำมาก่อน
อีกประเด็นสำคัญคือ การสังเกตสัญญาณเตือน เพราะในหลายกรณี เมื่อย้อนกลับไปตรวจสอบภายหลัง มักพบพฤติกรรมบางอย่างที่สามารถมองได้ว่าเป็นสัญญาณของความรุนแรงมาก่อน แต่ในช่วงเวลานั้นคนรอบข้างอาจไม่ได้ให้ความสำคัญ ดร.นพ.วรตม์ กล่าวว่า พฤติกรรมที่ควรให้ความสนใจเป็นพิเศษ ได้แก่ การพูดถึงการทำร้ายหรือฆ่าผู้อื่น การพูดถึงการจบชีวิตของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง การเริ่มนำอาวุธมาใช้หรือพกอาวุธ รวมถึงการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมไปสู่การทำร้ายตัวเอง ผู้อื่น สัตว์ หรือทำลายสิ่งของ สิ่งเหล่านี้ไม่ได้หมายความว่าทุกคนที่มีพฤติกรรมดังกล่าวจะกลายเป็นผู้ก่อเหตุรุนแรง แต่เป็นสัญญาณที่ควรได้รับการสังเกตและประเมินอย่างจริงจัง โดยเฉพาะเมื่อมีหลายสัญญาณเกิดขึ้นร่วมกัน
“ความรุนแรงครั้งใหญ่จำนวนมากไม่ได้เกิดขึ้นจากศูนย์ แต่มักมีความรุนแรงเล็กๆ ปรากฏให้เห็นมาก่อน เพียงแต่ตอนนั้นเราอาจไม่ได้เห็นความสำคัญของมัน” ดร.นพ.วรตม์ กล่าว
ดร.นพ.วรตม์ กล่าวว่า ปัญหาคือสัญญาณเหล่านี้อาจถูกมองข้าม เพราะครูหนึ่งคนต้องดูแลนักเรียนจำนวนมาก เพื่อนบางคนไม่ได้สนิทกับเจ้าตัว ขณะที่เด็กบางคนอาจเก็บตัว ไม่พูด หรือไม่เล่าความรู้สึกให้ใครฟัง ช่องว่างดังกล่าวจึงไม่ได้เป็นเพียงปัญหาของโรงเรียน แต่เป็นโจทย์ของทั้งสังคมว่า จะทำอย่างไรให้ครอบครัว โรงเรียน เพื่อน และชุมชน มีความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นมากพอที่จะมองเห็นการเปลี่ยนแปลงเล็กๆ เหล่านี้ได้เร็วขึ้น
“คัดกรอง” อย่างเดียวไม่พอ ต้องสร้างเกราะป้องกันใจให้ทุกคน
ดร.นพ.วรตม์ กล่าวว่า การแก้ปัญหาไม่ควรมุ่งไปที่การคัดกรองเด็กทุกคนเพียงอย่างเดียว เพราะในทางปฏิบัติไม่สามารถให้จิตแพทย์หรือบุคลากรด้านสุขภาพจิตเข้าไปประเมินเด็กทุกคนทั่วประเทศได้อย่างต่อเนื่อง แม้โรงเรียนจะสามารถใช้แบบประเมินหรือเครื่องมือคัดกรองทางสุขภาพจิตได้ แต่การคัดกรองอาจทำได้เป็นระยะ เช่น ปีละครั้ง และไม่สามารถสะท้อนสภาวะทางอารมณ์ของเด็กที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาได้ทั้งหมด การให้เด็กทำแบบประเมินซ้ำๆ จึงไม่ใช่คำตอบทั้งหมดของปัญหา สิ่งที่สำคัญกว่าคือการสร้าง “เกราะป้องกันทางใจ” ให้กับเด็กทุกคนตั้งแต่ต้น ทั้งทักษะการจัดการอารมณ์ การแก้ปัญหา การมีพื้นที่ปลอดภัยในการพูดคุย และการทำให้เด็กกล้าที่จะขอความช่วยเหลือเมื่อเจอปัญหา
“เป้าหมายไม่ควรเป็นการรอให้รู้ว่าใครกำลังมีปัญหา แต่ต้องทำให้เด็กทุกคนมีภูมิคุ้มกันทางใจ และรู้ว่าถ้าเกิดปัญหาขึ้น เขาสามารถหันไปหาใครได้” ดร.นพ.วรตม์ กล่าวและว่า พร้อมกันนั้น โรงเรียนควรมีระบบสนับสนุนครู ให้ครูมีความรู้ในการสังเกตพฤติกรรม มีแนวทางเมื่อพบสัญญาณผิดปกติ และมีผู้เชี่ยวชาญหรือช่องทางให้ปรึกษาเมื่อครูไม่สามารถจัดการสถานการณ์ด้วยตัวเองได้
เพื่อนอาจเป็น “คนแรก” ที่เห็นสัญญาณ ต้องสอนให้รับฟัง ไม่ใช่ตัดสิน
ดร.นพ.วรตม์ กล่าวว่า ในทางปฏิบัติ เพื่อนมักเป็นคนแรกๆ ที่สังเกตเห็นความผิดปกติ เพราะเด็กใช้เวลาอยู่กับเพื่อนในชีวิตประจำวันมากกว่าที่ครูคนหนึ่งจะสามารถติดตามเด็กแต่ละคนได้อย่างใกล้ชิด ดังนั้น การสร้างทักษะให้เพื่อนสามารถรับฟังและช่วยเหลือกันจึงมีความสำคัญ แต่การช่วยเหลือไม่ได้หมายถึงการเข้าไปสั่งสอนหรือบอกให้เพื่อน “อย่าคิดแบบนั้น” หรือ “อย่าทำแบบนั้น” สิ่งที่ควรทำคือการเปิดพื้นที่ให้พูด เช่น ถามว่า “มีอะไรอยากเล่าให้ฟังไหม” หรือบอกว่า “ถ้าอยากคุย เราอยู่ตรงนี้” จากนั้นจึงค่อยถามว่าต้องการให้ช่วยหรือไม่ และอยากให้พาไปพูดคุยกับผู้ใหญ่ที่ไว้ใจหรือไม่ โดยเฉพาะกรณีที่เด็กมีปัญหากับครูหรือครอบครัว การบังคับให้เด็กไปเล่ากับบุคคลที่เขาไม่ไว้วางใจอาจยิ่งทำให้ปิดกั้นตัวเองมากขึ้น
“เพื่อนไม่จำเป็นต้องเป็นคนแก้ปัญหาให้เพื่อน แต่ต้องเป็นคนที่ทำให้เขารู้ว่า เขาไม่จำเป็นต้องเผชิญปัญหานั้นเพียงลำพัง”ดร.นพ.วรตม์ กล่าว
ดร.นพ.วรตม์ กล่าวว่า หากพบว่ามีความเสี่ยงรุนแรง เพื่อนก็ไม่ควรรับภาระไว้เพียงคนเดียว แต่ควรช่วยเชื่อมต่อไปยังผู้ใหญ่หรือผู้เชี่ยวชาญที่เด็กไว้วางใจ สำหรับเด็กหรือเยาวชนที่รู้สึกว่าไม่สามารถพูดคุยกับครอบครัว ครู หรือเพื่อนได้ ดร.นพ.วรตม์ กล่าวว่า ยังสามารถขอความช่วยเหลือผ่านช่องทางอื่นได้ กรณีปัญหาด้านการศึกษา การถูกกลั่นแกล้งหรือไม่ได้รับการแก้ไขจากโรงเรียน สามารถติดต่อสายด่วนการศึกษา 1579 ของกระทรวงศึกษาธิการ หากเป็นปัญหาครอบครัวหรือปัญหาสังคม สามารถติดต่อสายด่วน 1300 ของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ขณะที่หากรู้สึกเศร้า เครียด หรือมีปัญหาทางใจที่ไม่สามารถอธิบายได้ สามารถติดต่อสายด่วนสุขภาพจิต 1323 ทั้งนี้ การมีช่องทางเหล่านี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของระบบช่วยเหลือ แต่สิ่งสำคัญคือทำให้คนที่กำลังมีปัญหารู้ว่า การขอความช่วยเหลือไม่ใช่เรื่องผิด และไม่จำเป็นต้องรอจนปัญหากลายเป็นวิกฤต
การมีคนรับฟัง อาจเป็นจุดเปลี่ยนในช่วงวิกฤต
ดร.นพ.วรตม์ กล่าวว่า ในกรณีของความรุนแรงต่อตัวเอง โดยเฉพาะภาวะที่บุคคลกำลังอยู่ในช่วงตัดสินใจฆ่าตัวตาย การมีใครสักคนเข้าไปนั่งรับฟังในช่วงเวลาวิกฤตสามารถช่วยลดความเสี่ยงลงได้อย่างมีนัยสำคัญ แม้จะไม่สามารถนำตัวเลขดังกล่าวไปเหมารวมกับความรุนแรงทุกประเภทได้ แต่หลักการสำคัญคือ การเปิดพื้นที่ให้บุคคลได้พูดถึงความเจ็บปวด ความโกรธ และความสิ้นหวัง สามารถช่วยให้สถานการณ์มีโอกาสคลี่คลายก่อนถึงจุดที่ไม่สามารถย้อนกลับได้
“บางครั้งสิ่งที่คนกำลังอยู่ในภาวะวิกฤตต้องการ ไม่ใช่คำตอบที่ดีที่สุด แต่คือใครสักคนที่ยอมอยู่กับเขาและฟังว่าเขากำลังเจ็บปวดแค่ไหน” ดร.นพ.วรตม์ กล่าว
เหตุรุนแรงไม่ได้มีสาเหตุเดียว แต่เป็น “Swiss Cheese Model”
ดร.นพ.วรตม์ กล่าวว่า การอธิบายเหตุการณ์รุนแรงด้วยสาเหตุเดียว เช่น ปัญหาส่วนตัว ปัญหาครอบครัว การถูกกลั่นแกล้ง สุขภาพจิต หรือการเข้าถึงอาวุธ อาจไม่เพียงพอ เพราะเหตุการณ์หนึ่งอาจเกิดจากปัจจัยหลายอย่างที่มาประกอบกันในช่วงเวลาเดียวกัน แนวคิดหนึ่งที่ใช้อธิบายเรื่องนี้คือ “Swiss Cheese Model” ซึ่งเปรียบปัจจัยต่างๆ เหมือนแผ่นชีสที่มีรูอยู่จำนวนมาก เมื่อรูของแต่ละแผ่นมาเรียงตรงกันพอดี จึงเปิดช่องให้เหตุการณ์รุนแรงเกิดขึ้นได้ ดังนั้น หากสามารถลดปัจจัยใดปัจจัยหนึ่งออกไปได้ ก็อาจทำให้โอกาสที่ปัจจัยทั้งหมดจะเรียงตัวตรงกันลดลง
“อาวุธ” ไม่จำเป็นต้องเป็นต้นเหตุ แต่เป็นตัวขยายขนาดความสูญเสีย
สำหรับการเข้าถึงอาวุธ ดร.นพ.วรตม์ กล่าวว่า อาวุธอาจไม่ใช่ปัจจัยโดยตรงที่ทำให้บุคคลหนึ่งตัดสินใจก่อความรุนแรง แต่เป็นปัจจัยที่สามารถขยายขนาดของความเสียหายได้อย่างชัดเจน หากบุคคลที่มีความคิดรุนแรงสามารถเข้าถึงอาวุธที่มีศักยภาพในการทำร้ายคนจำนวนมากได้ ผลกระทบที่เกิดขึ้นย่อมมีโอกาสรุนแรงและกว้างขวางมากขึ้น
“อาวุธอาจไม่ได้สร้างความคิดรุนแรงขึ้นมา แต่เมื่อความคิดนั้นเกิดขึ้นแล้ว อาวุธสามารถทำให้ขนาดของความเสียหายใหญ่ขึ้นอย่างมาก” ดร.นพ.วรตม์ กล่าว
ดร.นพ.วรตม์ กล่าวว่า ด้วยเหตุนี้ การป้องกันเหตุจึงต้องทำหลายด้านพร้อมกัน ทั้งการดูแลสุขภาพจิต การสร้างระบบช่วยเหลือ การสังเกตสัญญาณเตือน และการลดโอกาสเข้าถึงสิ่งที่สามารถขยายความรุนแรง สำหรับผู้ปกครองที่กำลังวิตกกังวลว่า ลูกจะปลอดภัยหรือไม่เมื่อต้องไปโรงเรียน ดร.นพ.วรตม์ กล่าวว่า พ่อแม่สามารถตระหนักถึงความเสี่ยงได้ แต่ไม่ควรปล่อยให้ความตระหนักกลายเป็นความตื่นตระหนกจนกระทบการใช้ชีวิตของเด็ก สิ่งที่ควรทำคือใช้เหตุการณ์นี้เป็นโอกาสเปิดบทสนทนากับลูก เช่น หากเกิดเหตุฉุกเฉิน ลูกจะหนี ซ่อน หรือขอความช่วยเหลืออย่างไร ลูกมีเพื่อนคนไหนที่กำลังมีปัญหาหรือมีสัญญาณความรุนแรงหรือไม่ และหากตัวลูกเองกำลังมีปัญหา เขาจะกล้าเล่าให้พ่อแม่ฟังหรือไม่ ประเด็นสำคัญคือ ไม่ควรสอนให้เด็กตีตัวออกห่างจากเพื่อนที่มีปัญหา แต่ควรสอนให้รู้ว่าจะช่วยเหลือเพื่อนอย่างไร และเมื่อใดที่จำเป็นต้องขอความช่วยเหลือจากผู้ใหญ่
“เราไม่ควรใช้ความกลัวเป็นเหตุผลที่จะทำให้ลูกไม่ไปโรงเรียน แต่ควรใช้ความกังวลเป็นโอกาสในการคุยกับลูกว่า ถ้าเกิดอะไรขึ้น ลูกมีทางออกและมีคนที่พร้อมจะช่วยเขาหรือไม่” ดร.นพ.วรตม์ กล่าวและว่า พร้อมกันนั้น โรงเรียนควรมีการเตรียมความพร้อมด้านความปลอดภัยและการฝึกซ้อมรับมือเหตุฉุกเฉินอย่างเป็นระบบ เพื่อให้การรับมือกลายเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมความปลอดภัย เช่นเดียวกับการซ้อมหนีไฟ
“อย่าลืมบทเรียน” เพราะความสงบหลังเหตุการณ์อาจทำให้สังคมกลับไปเหมือนเดิม
ดร.นพ.วรตม์ กล่าวว่า เมื่อเวลาผ่านไป ความหวาดกลัวของสังคมย่อมลดลง และเด็กสามารถกลับมาใช้ชีวิตตามปกติได้ ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ดี แต่สิ่งที่ไม่ควรเกิดขึ้นคือการที่สังคมกลับไปใช้ชีวิตเหมือนเดิมโดยไม่ได้เรียนรู้อะไรจากเหตุการณ์ที่ผ่านมา หากทุกคนมองว่าปัญหานี้เป็นเพียงหน้าที่ของหน่วยงานรัฐหรือโรงเรียนในการแก้ไข โอกาสที่ปัญหาจะกลับมาเกิดซ้ำก็ยังคงมีอยู่ แต่หากสังคมมองว่าเป็นปัญหาร่วมกัน ทั้งครอบครัว โรงเรียน เพื่อน ชุมชน หน่วยงานรัฐ และผู้ผลิตเนื้อหา จะสามารถช่วยกันลดปัจจัยเสี่ยงได้มากขึ้น
“ความกังวลที่ลดลงเป็นเรื่องดี เพราะทำให้คนกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติ แต่สิ่งที่เราไม่ควรลดลงไปพร้อมกัน คือการเรียนรู้จากเหตุการณ์นี้” ดร.นพ.วรตม์ กล่าว
สื่ออย่าเร่งสรุปแรงจูงใจ-อย่าสร้าง “การเรียนรู้” ให้คนที่กำลังคิดก่อเหตุ
อีกประเด็นที่ ดร.นพ.วรตม์ แสดงความเป็นห่วงอย่างมาก คือการนำเสนอข่าวหลังเกิดเหตุ โดยเฉพาะการเร่งวิเคราะห์แรงจูงใจ อาวุธ วิธีการก่อเหตุ หรือการนำรายละเอียดต่างๆ มาขยายซ้ำในหลายช่องทาง
ดร.นพ.วรตม์ กล่าวว่า ในต่างประเทศมีบทเรียนจากเหตุการณ์ลักษณะนี้จำนวนมาก และบางประเทศพยายามใช้แนวทางที่เรียกว่า “Silence Period” คือช่วงเวลาที่สื่อจะหลีกเลี่ยงการนำเสนอรายละเอียดบางประเภท เพื่อไม่ให้เหตุการณ์ถูกขยายซ้ำจนกลายเป็นต้นแบบหรือข้อมูลสำหรับผู้ที่มีความเสี่ยง เหตุผลสำคัญคือ ประเทศที่เคยเกิดเหตุลักษณะนี้ซ้ำๆ เรียนรู้ว่า การนำเสนอซ้ำอาจทำให้เกิดการจดจำรูปแบบเดิม และในบางกรณีสามารถเชื่อมโยงกับพฤติกรรมเลียนแบบได้
“เราอยู่ในช่วงที่ต้องเรียนรู้จากเหตุการณ์นี้ แต่สิ่งที่อยากเห็นที่สุดคือการเรียนรู้ก่อนที่จะต้องเกิดเหตุซ้ำ เพื่อให้เราไม่ต้องใช้ความสูญเสียเป็นครูซ้ำแล้วซ้ำอีก” ดร.นพ.วรตม์ กล่าว
ดร.นพ.วรตม์ กล่าวว่า ปัจจุบันผู้มีอิทธิพลต่อการรับรู้ของประชาชนไม่ได้มีเพียงสื่อมวลชนกระแสหลัก แต่รวมถึงเพจ ผู้สร้างคอนเทนต์ ยูทูบเบอร์ ติ๊กต็อกเกอร์ และบัญชีจากต่างประเทศที่สามารถเข้าถึงผู้ชมจำนวนมากได้ ปัญหาคือ เนื้อหาบางประเภทอาจนำเสนอข้อมูลจริงปะปนกับข้อมูลที่คลาดเคลื่อน ใช้พาดหัวหรือเนื้อหาที่กระตุ้นอารมณ์ และทำให้เกิดความโกรธหรือความเกลียดชังต่อบุคคลหรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ดังนั้น ทุกคนที่มีอิทธิพลต่อการรับรู้ของสังคมต้องตระหนักว่า ตัวเองไม่ได้เป็นเพียงผู้รายงานเหตุการณ์ แต่กำลังมีส่วนกำหนดอารมณ์ของผู้รับสารด้วย โดยเฉพาะกรณีการนำคำสัมภาษณ์ของเด็ก ครู หรือบุคคลที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ไปเผยแพร่ จำเป็นต้องคำนึงถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับบุคคลเหล่านั้นด้วย เพราะการเปิดเผยความคิดเห็นเพียงด้านเดียวอาจนำไปสู่การตีตรา การไล่ล่า หรือการโจมตีในโลกออนไลน์
“ในสถานการณ์แบบนี้ สื่อไม่ได้มีหน้าที่แค่เล่าว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ต้องคิดต่อด้วยว่า สิ่งที่เราเล่าออกไปจะทำให้สังคมเดินไปทางไหน” ดร.นพ.วรตม์ กล่าว
ปัญหานี้ไม่ใช่ของใครคนหนึ่ง แต่เป็น “ปัญหาของสังคมไทย”
ท้ายที่สุด ดร.นพ.วรตม์ กล่าวว่า เหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นไม่ควรถูกมองเป็นเพียงปัญหาของผู้ก่อเหตุ ครอบครัว โรงเรียน หรือหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง แต่ควรถูกมองเป็นปัญหาที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมกันรับผิดชอบ เพราะไม่มีระบบใดสามารถมองเห็นสัญญาณของทุกคนได้ตลอดเวลา การมีครอบครัวที่เปิดใจ โรงเรียนที่มีระบบช่วยเหลือ เพื่อนที่รู้จักรับฟัง บุคลากรที่รู้ว่าจะส่งต่ออย่างไร และสื่อที่นำเสนอข้อมูลอย่างรับผิดชอบ ล้วนเป็นชิ้นส่วนสำคัญในการลดโอกาสที่ปัจจัยเสี่ยงต่างๆ จะมาบรรจบกัน
“ถ้าเรามองว่านี่เป็นปัญหาของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง ปัญหาก็จะวนกลับมา แต่ถ้าเรามองว่านี่คือปัญหาของสังคมไทย ทุกคนจะมีส่วนช่วยกันดึงปัจจัยเสี่ยงออกคนละชิ้น และนั่นอาจทำให้เหตุการณ์ที่ดูเหมือนจะเกิดขึ้นซ้ำ เกิดขึ้นช้าลงหรือไม่เกิดขึ้นเลยก็ได้” ดร.นพ.วรตม์ กล่าว

