เปิดมุมธุรกิจไทยในลาว ‘ซีพี ออลล์-โสมาภา’ ส่องโอกาสข้ามแดน พร้อมคุย ‘ผู้ว่าอุดรฯ’ ดันพืชสวนโลกกระจายรายได้สู่ชุมชน
การเดินทางไปศึกษาดูงานครั้งนี้ เป็นส่วนหนึ่งของหลักสูตร “เพิ่มองค์ความรู้สื่อมวลชน : กระบวนทัศน์ใหม่ของสื่อหลังโลกาภิวัตน์ รุ่นที่ 3” หรือ ลกส.3 ของสภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ ระหว่างวันที่ 7-9 สิงหาคม 2569 ในพื้นที่จังหวัดอุดรธานีและนครหลวงเวียงจันทน์ สปป.ลาว
สำหรับคนทำข่าว การออกจากห้องเรียนครั้งนี้ไม่ได้มีเพียงเรื่องของการเรียนรู้การทำงานของสื่อประเทศเพื่อนบ้าน แต่ยังได้เห็นภาพของ ธุรกิจไทยที่ออกไปเติบโตในต่างประเทศ เทคโนโลยีไทยที่ก้าวไปสู่ตลาดความมั่นคงระดับโลก ตลอดจนการบริหารเมืองชายแดนที่กำลังเตรียมรับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ และเมื่ออยู่ในพื้นที่จริง บางเรื่องที่ดูเหมือนอยู่คนละโลกกลับเชื่อมโยงกันอย่างน่าสนใจ ตั้งแต่ร้านสะดวกซื้อ เทคโนโลยีดิจิทัล การเดินทางข้ามแดน ไปจนถึงการสื่อสารกับประชาชน
ซีพี ออลล์ ลาว กับโจทย์ “ทำธุรกิจให้ประเทศได้ประโยชน์”
หนึ่งในภาพที่น่าสนใจจากการศึกษาดูงาน คือการเข้าไปเรียนรู้การทำธุรกิจของ บริษัท ซีพี ออลล์ ลาว จำกัด ซึ่งดูแลธุรกิจ 7-Eleven ใน สปป.ลาว โดยมี น.ส.สมญา รัศมี กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีพี ออลล์ ลาว จำกัด ให้ข้อมูลภาพรวมการดำเนินธุรกิจ ซีพี ออลล์ ลาว เปิดร้าน 7-Eleven สาขาแรกเมื่อวันที่ 7 กันยายน 2566 และปัจจุบันมี 33 สาขา โดยมีรูปแบบการบริหารทั้งร้านต้นแบบสำหรับฝึกอบรมและสนับสนุนร้านตัวแทน รวมถึงรูปแบบร้านที่บริษัทบริหารเอง แต่สิ่งที่น่าสนใจกว่าจำนวนสาขา คือแนวคิดที่ผู้บริหารย้ำว่า การออกไปทำธุรกิจในต่างประเทศไม่ได้มองเพียงผลตอบแทนของบริษัท หากต้องคำนึงถึง ประโยชน์ต่อประเทศ ประโยชน์ต่อประชาชน และประโยชน์ต่อองค์กร ไปพร้อมกัน
ในมิติของประเทศ ซีพี ออลล์ ลาว ให้ความสำคัญกับการดำเนินธุรกิจให้ถูกต้องตามกฎหมาย โดยเฉพาะการเสียภาษีและการนำเข้าสินค้า รวมถึงการทำงานร่วมกับภาครัฐในการพัฒนาสินค้าของผู้ประกอบการรายย่อยหรือ SME หนึ่งในแนวทางที่เห็นได้ชัดคือการเปิดพื้นที่ให้สินค้า OTOP และสินค้าท้องถิ่นเข้ามาจำหน่ายในร้าน พร้อมมีทีมให้ความรู้เรื่องคุณภาพและการพัฒนาสินค้า เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถยกระดับสินค้าของตัวเองได้
ขณะเดียวกัน ในมิติประชาชน ซีพี ออลล์ ลาว ระบุว่า พนักงานร้าน 7-Eleven ใน สปป.ลาว เป็น คนลาว 100% ทั้งร้านบริษัทและร้านตัวแทน ส่วนบุคลากรจากประเทศไทยเข้ามาในช่วงแรกเพื่อช่วยสอนงานและพัฒนาศักยภาพ ก่อนที่จะค่อยๆ ลดบทบาทลงเมื่อบุคลากรท้องถิ่นสามารถบริหารธุรกิจได้ด้วยตัวเอง นี่จึงเป็นอีกภาพของการทำธุรกิจข้ามประเทศที่ไม่ได้หมายถึงการนำแบรนด์จากประเทศไทยไปตั้งอยู่ในอีกประเทศหนึ่งเท่านั้น แต่เป็นการสร้างระบบธุรกิจที่ต้อง ปรับตัวให้เข้ากับตลาด แรงงาน และบริบทของประเทศปลายทาง
แน่นอนว่าเส้นทางไม่ได้ราบรื่นทั้งหมด ซีพี ออลล์ ลาว ต้องเผชิญทั้งต้นทุนการลงทุนที่สูง การนำเข้าอุปกรณ์จากประเทศไทยเกือบทั้งหมด รวมถึงปัญหาโครงสร้างพื้นฐานและการขนส่งที่ทำให้ระยะเวลาและต้นทุนเพิ่มขึ้น แต่ในอีกด้านหนึ่ง บริษัทมองว่ารถไฟความเร็วสูง การขยายตัวของตลาด และการเติบโตของภาคการท่องเที่ยว คือโอกาสสำคัญในการขยายธุรกิจต่อไป
จากบริษัทไทย สู่ “1 ใน 3 ของโลก” โสมาภากับธุรกิจเทคโนโลยีความมั่นคง
อีกมุมที่น่าสนใจยิ่งกว่า คือการได้ฟังเรื่องราวของ นายนำโชค โสมาภา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โสมาภา อินฟอร์เมชั่น เทคโนโลยี จำกัด (มหาชน) บริษัทไทยที่ทำธุรกิจซอฟต์แวร์ด้านความมั่นคงและระบบบริหารจัดการข้อมูลระดับประเทศ
สิ่งที่ทำให้เรื่องนี้น่าสนใจคือ นายนำโชคระบุว่า ซอฟต์แวร์ด้าน National Security ที่บริษัทพัฒนาขึ้นมีผู้เล่นในตลาดโลกเพียงประมาณ 3 บริษัท โดยโสมาภาอยู่ในอันดับ 2 รองจากบริษัทจากสวิตเซอร์แลนด์ และมีบริษัทจากสหรัฐอเมริกาเป็นอีกหนึ่งผู้เล่นสำคัญ ความยากของธุรกิจนี้จึงไม่ใช่แค่ “เขียนโปรแกรมให้ได้” แต่คือการทำให้ระบบสามารถทำงานสอดคล้องกับมาตรฐาน กฎหมาย และระบบของอุตสาหกรรมระหว่างประเทศ ทั้งมาตรฐานด้านการบิน การจัดเก็บและส่งข้อมูล ตลอดจนข้อกำหนดด้านข้อมูลส่วนบุคคล
บริษัทพัฒนาระบบที่เกี่ยวข้องกับ Immigration, Aviation, Passenger Information และระบบวิเคราะห์ความเสี่ยง รวมถึงระบบ Online Flight Permit ที่ช่วยเปลี่ยนกระบวนการขออนุญาตเครื่องบินจากระบบเอกสารมาเป็นระบบออนไลน์ ลดระยะเวลาจากเดิมที่ใช้เวลาหลายวันหรือหลายชั่วโมงลงเหลือประมาณไม่กี่ชั่วโมง
อีกจุดที่น่าสนใจคือการใช้ AI เข้ามาช่วยวิเคราะห์ “ความผิดปกติ” ของข้อมูล เช่น เมื่อข้อมูลการเดินทาง การจองตั๋ว หรือข้อมูลของผู้โดยสารมีความไม่สอดคล้องกัน ระบบสามารถให้คะแนนความเสี่ยงเพื่อช่วยให้เจ้าหน้าที่เห็นข้อมูลที่ควรตรวจสอบเพิ่มเติมได้ แต่สำหรับบริษัทที่ทำงานกับข้อมูลความมั่นคง คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียง “บริษัทมีข้อมูลมากแค่ไหน” แต่คือ บริษัทควรเข้าถึงข้อมูลเหล่านั้นหรือไม่
คำตอบของนายนำโชคน่าสนใจอย่างมาก โดยเปรียบระบบของบริษัทเหมือน ห้องนิรภัยของธนาคาร หน้าที่คือทำให้ห้องและกล่องภายในมีความปลอดภัย แต่ไม่ควรเข้าไปทราบว่าภายในกล่องมีอะไรอยู่ เพราะหากบริษัทผู้พัฒนาระบบสามารถเข้าถึงข้อมูลของประเทศได้ ก็อาจสูญเสียความไว้วางใจจากประเทศต่างๆ
ปัจจุบันโสมาภามีสำนักงานทั้งใน ไทย สิงคโปร์ ลาว แอฟริกาใต้ และดูไบ และระบบที่บริษัทพัฒนาต้องปรับให้สอดคล้องกับกฎหมายและบริบทของแต่ละประเทศ ไม่สามารถนำระบบเดียวไปใช้เหมือนกันทั้งหมดได้
ขณะที่ตลาดของบริษัทไม่ได้จำกัดอยู่แค่ประเทศใดประเทศหนึ่ง เพราะทั่วโลกมีมากกว่า 200 ประเทศ แต่นายนำโชคมองว่า นั่นหมายถึงการมี “ลูกค้า” ที่เป็นไปได้มากกว่า 200 ราย และบริษัทจึงใช้เวทีประชุมระดับนานาชาติด้านความมั่นคง การตรวจคนเข้าเมือง และการบูรณาการข้อมูล เป็นช่องทางนำเทคโนโลยีไปแนะนำให้กับประเทศต่างๆ
ปัจจุบันมีประเทศที่นำระบบประเภทนี้ไปติดตั้งใช้งานแล้ว ไม่ถึง 40 ประเทศ ตามข้อมูลที่นายนำโชคเล่าในการแลกเปลี่ยนกับผู้เข้าอบรม สำหรับคนทำสื่อ ประเด็นที่ได้จากการฟังเรื่องนี้อาจไม่ใช่เพียง “บริษัทไทยเก่งแค่ไหน” แต่เป็นคำถามที่ใหญ่กว่านั้นว่า ในโลกที่ข้อมูลเดินทางข้ามพรมแดนได้อย่างรวดเร็ว ใครเป็นผู้ควบคุมข้อมูล ใครเป็นผู้รักษาความปลอดภัย และเทคโนโลยีจะถูกนำมาใช้เพื่อสร้างความมั่นคงอย่างไรโดยไม่ทำลายความเป็นส่วนตัว
ผู้ว่าฯ อุดรฯ วางเกมพืชสวนโลก ไม่เอาแค่คนมาเที่ยว แต่ต้องให้เงินถึงชุมชน
อีกหนึ่งบทสนทนาสำคัญของทริป คือการเข้าพบ นายราชันย์ ซุ้นหั้ว ผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี ซึ่งทำให้เห็นโจทย์ของเมืองชายแดนที่กำลังเตรียมรับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ โดยเฉพาะ มหกรรมพืชสวนโลกอุดรธานี
สิ่งที่ผู้ว่าฯ อุดรธานีเน้นย้ำอย่างชัดเจน คือ งานนี้ต้องไม่จบเพียงการเป็นอีเวนต์ขนาดใหญ่ที่ดึงนักท่องเที่ยวเข้ามา แต่ต้องทำให้ คนอุดรธานีได้ประโยชน์และเกิดการกระจายรายได้สู่ท้องถิ่นจริง
จังหวัดเตรียมจัดสรรงบประมาณประมาณ 3 ล้านบาท เพื่อเตรียมพื้นที่ให้กลุ่ม OTOP และผู้ประกอบการในชุมชนเข้ามาจำหน่ายสินค้า อาหาร และของที่ระลึก รวมถึงเปิดโอกาสให้คนในพื้นที่เข้ามามีส่วนร่วมเป็นมัคคุเทศก์น้อยและทีมงานในกิจกรรมต่างๆ
ขณะที่เรื่องราคาบัตรเข้าชม ซึ่งเดิมมีการเสนอราคาไว้ที่ 350 บาท จังหวัดพยายามผลักดันให้เหลือ ไม่เกิน 199 บาท เพื่อให้ประชาชนและบริษัททัวร์สามารถวางแผนการเดินทางได้ง่ายขึ้น โดยเรื่องสิทธิเด็กเข้าฟรีอยู่ระหว่างการพิจารณา
โจทย์สำคัญอีกเรื่องคือ “หลังงานจบแล้วจะทำอย่างไร” เพราะการสร้างพื้นที่ขนาดใหญ่ย่อมมาพร้อมกับต้นทุนในการดูแล ผู้ว่าฯ ให้ข้อมูลว่าการดูแลสวนหลังงานอาจมีค่าใช้จ่าย ไม่น้อยกว่า 5 ล้านบาทต่อเดือน หรือประมาณ 60 ล้านบาทต่อปี จึงต้องวางแผนการใช้ประโยชน์พื้นที่และอาคารต่างๆ ตั้งแต่ก่อนงานจบ
แนวทางหนึ่งคือการนำอาคารไปใช้ต่อเป็นพื้นที่จัดการแข่งขันกีฬา นิทรรศการ และอีเวนต์ต่างๆ เพื่อไม่ให้โครงสร้างที่ลงทุนไปกลายเป็นภาระของจังหวัดในระยะยาว
ขณะเดียวกัน จังหวัดเตรียมรับมือกับปัญหาการจราจร โดยวางจุดจอดรถประมาณ 25 จุด พร้อมรถรับส่ง และประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เนื่องจากปัญหาการจราจรบริเวณจุดตัดสำคัญยังเป็นความเสี่ยงที่ต้องบริหารจัดการ
อุดรฯ ไม่ได้มองแค่ “พืชสวนโลก” แต่หวังเป็นประตูสู่อนุภูมิภาค
อีกภาพที่ผู้ว่าฯ อุดรธานีให้ความสำคัญ คือการวางยุทธศาสตร์ระยะยาวให้อุดรธานีเป็น ศูนย์กลางด้านโลจิสติกส์และการบินของอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงและอาเซียน จุดแข็งสำคัญคือสนามบินนานาชาติอุดรธานี ซึ่งมีศักยภาพในการเชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้านและเป็นปัจจัยดึงดูดการลงทุน ขณะเดียวกัน จังหวัดยังต้องแก้โจทย์ผังเมืองที่มีข้อจำกัดจากการเป็นเมืองเก่าและมีพื้นที่หนองน้ำอยู่ใจกลางเมือง ซึ่งส่งผลต่อการขยายตัวและการก่อสร้างอาคารขนาดใหญ่
การเชื่อมโยงกับลาวจึงเป็นอีกประเด็นที่อุดรธานีให้ความสำคัญ ทั้งด้านความสัมพันธ์กับหน่วยงานของลาวและการท่องเที่ยว โดยจังหวัดมีแนวคิดขอความร่วมมือให้ลาวเข้ามาจัด Pavilion ในงานพืชสวนโลก เพื่อดึงนักท่องเที่ยวจากประเทศเพื่อนบ้านเข้ามายังอุดรธานีมากขึ้น
และเมื่อถามถึงการสื่อสารกับคนรุ่นใหม่ ผู้ว่าฯ มองไปถึง Influencer และ Content Creator ท้องถิ่น โดยเตรียมใช้ทั้ง Facebook, Instagram และ TikTok รวมถึงการนำ AI เข้ามาช่วยด้านประชาสัมพันธ์และจัดการข้อมูล เป้าหมายกลุ่มผู้เข้าร่วมงานที่จังหวัดวางไว้ คือคนไทยประมาณ 70% และต่างชาติ 30% โดยเฉพาะประเทศเพื่อนบ้านอย่างจีน เวียดนาม และลาว
นั่นทำให้อุดรธานีไม่ได้วางตัวเองเป็นเพียง “เมืองเจ้าภาพ” ของงานพืชสวนโลก แต่พยายามใช้โอกาสดังกล่าวเป็นเครื่องมือเชื่อมต่อเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว การลงทุน และความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้าน
ในฐานะ “คนข่าว” อินเทอร์เน็ตไม่ใช่ของฟุ่มเฟือย
มีอีกเรื่องหนึ่งที่เกิดขึ้นตลอดการเดินทาง และอาจดูเป็นเรื่องเล็กเมื่อเทียบกับประเด็นธุรกิจและการบริหารเมือง แต่สำหรับคนทำข่าวกลับเป็นเรื่องสำคัญมาก นั่นคือ อินเทอร์เน็ต
ทริปนี้ได้รับการสนับสนุน ซิม Unitel 5G สำหรับผู้ร่วมทริป และกลายเป็นว่าซิมดังกล่าวช่วยให้การทำงานระหว่างอยู่ลาวไม่สะดุด เพราะการไปต่างประเทศไม่ได้หมายความว่า “งานข่าว” จะหยุดตามไปด้วย
โดยเฉพาะทริปนี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาเดียวกับเหตุการณ์สะเทือนใจที่ โรงเรียนเทพศิรินทร์นนทบุรี ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่สังคมให้ความสนใจอย่างมาก แม้จะอยู่ต่างประเทศ แต่ในฐานะผู้สื่อข่าวก็ยังต้องติดตามสถานการณ์ ติดต่อแหล่งข่าว ประสานงานกับกองบรรณาธิการ รับข้อมูล เปิดโซเชียล เช็กข่าว และส่งงานกลับประเทศไทย การมีอินเทอร์เน็ตที่ใช้งานได้จึงไม่ได้มีไว้แค่เปิด Facebook หรือ Instagram ระหว่างรอรถ แต่ใช้ทั้ง LINE ติดต่อแหล่งข่าวและกองบรรณาธิการ เปิดแผนที่ แชร์ Hotspot ส่งรูปและคลิป อัพโหลดไฟล์ขึ้น Google Drive รวมถึงติดตามสถานการณ์ข่าวแบบเรียลไทม์
ตลอด 2 วันที่อยู่ในลาว แม้จะมีทั้งช่วงอยู่ในเมือง ช่วงเดินทางออกต่างจังหวัด ขึ้นเขา และเข้าไปในพื้นที่ท่องเที่ยว แต่จากประสบการณ์ส่วนตัว อินเทอร์เน็ตยังเพียงพอสำหรับการใช้งานต่อเนื่อง และยังไม่หมดก่อนเดินทางกลับ
สำหรับคนทั่วไป การมีซิมท่องเที่ยวอาจหมายถึงความสะดวก แต่สำหรับคนข่าว ความหมายต่างออกไปเล็กน้อย เพราะโทรศัพท์มือถือในวันนี้ไม่ใช่เพียงโทรศัพท์ แต่เป็นทั้ง กล้อง เครื่องบันทึกเสียง เครื่องมือสื่อสาร ห้องข่าว แผนที่ อุปกรณ์ตัดต่อ และช่องทางส่งงาน ดังนั้น เมื่อข่าวเกิดขึ้นในประเทศไทย ขณะที่ตัวเราอยู่ฝั่งลาว สิ่งที่ต้องทำก็ยังเหมือนเดิม ติดตาม ตรวจสอบ ติดต่อ และส่งข่าว เพียงแต่คราวนี้ทำทั้งหมดจากอีกประเทศหนึ่ง และนี่ทำให้บทเรียนเล็กๆ จากทริป ลกส.3 ครั้งนี้ชัดขึ้นว่า ในโลกของสื่อหลังโลกาภิวัตน์ “พรมแดน” อาจยังมีอยู่บนแผนที่ แต่สำหรับการทำข่าวและการไหลของข้อมูล พรมแดนนั้นแทบไม่สามารถหยุดการทำงานของคนข่าวได้อีกต่อไป
จาก ลกส.3 สิ่งที่เห็นมากกว่าการ “ไปดูงาน”
สามวันของการศึกษาดูงานจึงไม่ได้จบลงแค่การได้เห็นประเทศลาว หรือได้รู้จักธุรกิจของบริษัทไทยในต่างแดน แต่ทำให้เห็นภาพใหญ่ตั้งแต่ การนำแบรนด์ไทยไปสร้างธุรกิจและสร้างงานในประเทศเพื่อนบ้าน การพัฒนาเทคโนโลยีไทยจนขึ้นไปแข่งขันในตลาดเฉพาะทางระดับโลก ไปจนถึงการบริหารจังหวัดชายแดนที่ต้องเตรียมพร้อมทั้งด้านเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว ความมั่นคง และการเชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้าน
ขณะเดียวกัน สำหรับคนทำสื่อ บทเรียนสำคัญอาจอยู่ตรงที่ ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน งานข่าวก็ยังเดินต่อ เพราะในวันที่ข้อมูลวิ่งข้ามพรมแดนได้ภายในไม่กี่วินาที คนทำข่าวก็ต้องพร้อมวิ่งไปพร้อมกับข้อมูลเหล่านั้นเช่นกัน และนั่นอาจเป็นคำตอบที่ชัดที่สุดของคำว่า “กระบวนทัศน์ใหม่ของสื่อหลังโลกาภิวัตน์” ที่ไม่ได้อยู่แค่ในห้องเรียน แต่อยู่ระหว่างทางที่เรากำลังเดินทางอยู่จริงๆ


