กางแผน อาคารใหม่ รพ.รามา 25 ชั้น-ย่านนวัตกรรมโยธี รองรับผู้ป่วยนอก เพิ่มเป็น 2.5 ล้านคน
คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี ได้ริเริ่ม “โครงการอาคารโรงพยาบาลรามาธิบดี และย่านนวัตกรรมโยธี” โดยวางเป้าหมายเน้นการเพิ่มศักยภาพ และคุณภาพของการให้บริการทางการแพทย์เพื่อให้มีมาตรฐานพร้อมรองรับสถานการณ์ความไม่แน่นอนของโรคในปัจจุบัน และในอนาคต
โดยเฉพาะอย่างยิ่งการรักษาโรคที่ซับซ้อนเป็นต้นแบบของการรักษา อาคารแห่งใหม่นี้สามารถรองรับผู้ป่วยได้เต็มศักยภาพของอาคารเดิม แต่มีประสิทธิภาพมากกว่า อีกทั้งให้ความสำคัญกับแนวคิดการทำงานแบบบูรณาการสหสาขาวิชาชีพของทุกภาควิชา และการคิดถึงใจผู้ป่วยว่าต้องการอะไร ตามแนวคิด “เข้าใจเขา เข้าใจเรา เข้าใจทุก(ข์)คน” เพื่อให้บริการทางการแพทย์ที่ดีที่สุด คาดว่าจะเพิ่มการดูแลผู้ป่วยนอกได้เพิ่มขึ้นจากปีละ 2.4 ล้านคน เป็น 2.5 ล้านคน และดูแลผู้ป่วยในได้จากปีละ 44,000 คน เป็น 55,000 คน

ขณะเดียวกันเพื่อยกระดับคุณภาพการบริการด้านสาธารณสุข และสุขภาพให้เข้าสู่ระดับสากล แข่งขันได้และเตรียมความพร้อมเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN Economic Community) ด้วยแนวคิดพัฒนาการบริการและนวัตกรรมทางการแพทย์สู่อุตสาหกรรมและบริการแห่งอนาคต รองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้น จึงเกิดแนวทางการบูรณาการความร่วมมือระหว่างองค์กร “ย่านนวัตกรรมโยธี (Yothi Medical Innovation District) หรือ YMID” เชื่อมโยงสถาบันทางการแพทย์เป็นเครือข่ายเพื่อใช้ทรัพยากรร่วมกันให้เกิดประโยชน์สูงสุด
ซึ่งอาคารโรงพยาบาลรามาธิบดีแห่งใหม่ สูง 25 ชั้น ตั้งอยู่บนพื้นที่ส่วนหนึ่งของด้านหน้าองค์การเภสัชกรรม ขนาด 15 ไร่ 2 งาน 24 ตารางวา มีพื้นที่ใช้สอยกว่า 278,000 ตารางเมตร ซึ่งมากกว่าพื้นที่ใช้สอยอาคารสมเด็จพระเทพรัตน์เกือบ 3 เท่า การออกแบบและก่อสร้างให้ความสำคัญอย่างมากกับการคิดถึงใจผู้ป่วยว่าต้องการอะไร ตามแนวคิด “เข้าใจเขา เข้าใจเรา เข้าใจทุก(ข์)คน” เพื่อให้บริการทางการแพทย์ที่ดีที่สุด มีหัวใจหลักในการให้บริการ 3 ส่วน ได้แก่
การบริการรักษาพยาบาลผู้ป่วย(Public Service) โรงพยาบาลรามาธิบดีและย่านนวัตกรรมโยธี เป็นโรงพยาบาลขนาด 821 เตียง แบ่งเป็น ห้องเดี่ยวสามัญและพิเศษ 252 เตียง ห้องรวมสามัญ 569 เตียง โดยมีจำนวนเตียงสูงสุดเพียง 4 เตียง ไม่มีห้องรวมสิบหรือยี่สิบเตียง ทำให้ผู้ป่วย มีความเป็นส่วนตัวมากขึ้น ไม่แออัด มีหน้าต่างขนาดใหญ่ทำให้ได้รับแสงจากภายนอกได้อย่างเพียงพอ ทำให้ไม่หดหู่ และสามารถควบคุมหรือลดการแพร่เชื้อได้ดีขึ้น ผู้ป่วยสามารถเบิกจ่ายตามสิทธิสามัญเหมือนอาคารเดิม แต่ได้รับการบริการที่มีคุณภาพ และความเป็นส่วนตัวมากขึ้น

ศักยภาพและคุณภาพที่เพิ่มขึ้นด้านการบริการทางการแพทย์ อาทิ หน่วยตรวจผู้ป่วยนอก (OPD) ของทุกหน่วยครอบคลุมพื้นที่ชั้น 1-ชั้น 6 จำนวนห้องตรวจรวมประมาณ 347 ห้อง จากเดิมมีเพียง 165 ห้อง (เฉพาะฝั่งอาคารหลัก ไม่รวม SDMC และ CNMI)
Imaging Center รวมเครื่อง X-ray, Ultrasound, CT scan, MRI ให้บริการแบบ 24 ชั่วโมง ไม่มีวันหยุด เพื่อลดระยะเวลารอคอยการตรวจ
รวมศูนย์การให้บริการผู้ป่วยก่อนการผ่าตัดที่ต้องพบกับแพทย์หลายด้าน อาทิ วิสัญญีแพทย์ แพทย์เวชศาสตร์ แพทย์เฉพาะทาง เน้นผู้ป่วยเป็นศูนย์กลาง ลดการเคลื่อนที่ของผู้ป่วยเพื่อเพิ่มความสะดวกและประหยัดเวลา
ศูนย์การให้บริการรักษาแบบไม่ต้องผ่าตัด อาทิ การสวนขยายหลอดเลือดสมองและหลอดเลือดส่วนอื่น ๆ การเจาะชิ้นเนื้อส่งตรวจ เป็นต้น
หอผู้ป่วยวิกฤต ICU เดิมมีประมาณ 100 เตียง ได้ปรับเป็น ICU ห้องเดี่ยว รวมทั้งหอผู้ป่วยเด็กอ่อนวิกฤต (NICU) และหอผู้ป่วยวิกฤตหัวใจ (CCU) รวมทั้งหมดจำนวนประมาณ 215 เตียง สืบเนื่องจากสถานการณ์สังคมผู้สูงอายุที่ผู้ป่วยมีชีวิตยาวนานขึ้น โรคมีความซับซ้อนมากขึ้น ผู้ป่วยสามารถมองเห็นด้านนอก ตามคอนเซ็ปต์ Healing Environment ทำให้ผู้ป่วยมีกำลังใจช่วยกระตุ้นให้ฟื้นตัวเร็วขึ้น
ห้องผ่าตัด (OR) เดิมมี 44 ห้อง ได้เพิ่มเป็นประมาณ 51 ห้อง ตั้งบนพื้นที่ชั้น 9–13 ด้วยพื้นที่มาตรฐานเน้นการบูรณาการผ่าตัดรองรับโรคซับซ้อน ซึ่งเป็นกลุ่มโรคที่รามาธิบดีมีความเชี่ยวชาญ เน้นการผ่าตัดที่ทุกภาควิชาใช้เครื่องมือร่วมกัน (Shared Facility) อาทิ OR Hybrid มี 2 ห้อง Vascular (หลอดเลือด) และ Neuro (เส้นประสาท)

Robotic Surgery (การใช้หุ่นยนต์ช่วยผ่าตัด) ดูแลการผ่าตัดศัลยกรรม สูตินรีเวช และหูคอจมูก (ENT)
Day Procedure Center ศูนย์การผ่าตัดแบบไม่นอนโรงพยาบาล รองรับแนวโน้มการบริการทางด้านสุขภาพในอนาคตที่เน้น Home Therapy เพิ่มมากขึ้น ประกอบด้วยห้องผ่าตัดรวม 13 ห้อง เพื่อใช้ผ่าตัดสำหรับหน่วยจักษุ กระดูก สูติ หูคอจมูก
ห้องสวนหลอดเลือดหัวใจ (Cath Lab) มีห้องผ่าตัดเฉพาะทาง และห้อง CCU สำหรับผู้ป่วยวิกฤตที่ป่วยด้วยโรคเกี่ยวกับระบบหัวใจและหลอดเลือดโดยเฉพาะ ศูนย์ส่องกล่อง ชั้น 8 ประกอบด้วยห้องส่องกล้อง 15 ห้อง เพื่อใช้ในการวินิจฉัยโรคต่าง ๆ
อีกหนึ่งจุดเด่น คือ มีจุดรับส่งผู้ป่วยที่ยาวมากถึง 140 เมตร ตอบโจทย์การคิดถึงใจผู้ป่วยที่อยากถึงมือหมอโดยเร็วที่สุด มีทางเชื่อม Skywalk เข้าอาคารชั้นสอง เชื่อมต่อกับศูนย์การแพทย์สมเด็จพระเทพรัตน์และสะพานลอย ซึ่งในอนาคตมีแผนเชื่อมกับรถไฟฟ้าที่จะมาถึงด้วย
การเรียนการสอนบุคลากรการแพทย์ ทุกพื้นที่ของโรงพยาบาลแห่งนี้เป็นส่วนหนึ่งของห้องเรียนขนาดใหญ่ที่บ่มเพาะผลิตบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุข และผลิตนักศึกษา จำนวน 950 คนต่อปี ให้พร้อมด้วยความรู้ และความเชี่ยวชาญในการดูแลผู้ป่วยต่อไปในอนาคต โดยมีการจัดพื้นที่ให้มีการศึกษา พูดคุยระหว่างผู้รียนกับผู้สอนอย่างเหมาะสมกลมกลืนกับการปฏิบัติงาน และยังเตรียมพื้นที่สำหรับการใช้ชีวิตของบุคลากรทางการแพทย์ อาทิ จัดพื้นที่ห้องทำงานแบบ Co-Working Space ห้องประชุม ห้องรับประทานอาหาร และห้องพักสำหรับผู้อยู่เวรอย่างเหมาะสมเพียงพอ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะนี้ได้มีการทุบอาคารเดิมเตรียมก่อสร้างแล้ว โดยคาดว่าจะสามารถเปิดให้บริการพื้นที่ทางการแพทย์ในเฟสแรกในปี 2573 และเปิดให้บริการส่วนนวัตกรรมโยธีเป็นเฟสที่ 2 ในปี 2574 ซึ่งทางภาครัฐให้การสนับสนุนงบประมาณส่วนหนึ่ง อย่างไรก็ตามยังขาดงบในส่วนค่าก่อสร้างอาคารอีกประมาณ 3,000 ล้านบาท และยังมีอุปกรณ์การแพทย์ที่มีมูลค่าสูงเพื่อเสริมสร้างศักยภาพการให้การบริการในการรองรับผู้ป่วยที่มีความซับซ้อนได้อย่างเหมาะสมนั้นจำเป็นต้องมีอุปกรณ์ทางการแพทย์เหล่านี้ซึ่งขาดงบประมาณอีกกว่า 6,000 ล้านบาท ดังนั้นคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดีจึงต้องจัดหางบประมาณเพิ่มเติมผ่านการให้บริการทางการแพทย์ในคลินิกต่าง ๆ และการระดมทุนจากผู้มีจิตศรัทธาร่วมบริจาคกับมูลนิธิรามาธิบดีฯ
เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯ ทรงวางศิลาฤกษ์อาคารโรงพยาบาลรามาธิบดีและย่านนวัตกรรมโยธี
ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2568 ณ ห้องประชุม 1 สำนักงานคณบดี ชั้น 5 อาคารบริหาร ได้มีการลงนามเริ่มก่อสร้างแล้ว โดยมีบริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) เป็นผู้รับผิดชอบโครงการ




