สธ.ดัน ‘นวดไทย’ โกอินเตอร์ เปิดมหกรรมนวดไทยและเวลเนสแห่งชาติครั้งแรก ชู 4 ภาค-ปั้นไทยฮับเวลเนสโลก
เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม ที่กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข พร้อมด้วย นพ.สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข และ ดร.นพ.พงศธร พอกเพิ่มดี อธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก แถลงข่าวเปิดงาน “มหกรรมนวดไทยและเวลเนสแห่งชาติ (National NUAD THAI and Wellness Expo 2026)” ระหว่างวันที่ 20-22 สิงหาคมนี้ ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ โดยมุ่งเชื่อมโยงตั้งแต่องค์ความรู้และมาตรฐานวิชาชีพ รวมสุดยอดนวัตกรรมผู้ประกอบการ หมอนวด ผู้ผลิตสมุนไพร นักลงทุน โรงพยาบาล โรงแรม สปา มหาวิทยาลัย และธุรกิจเวลเนส เพื่อสร้างความสามารถในการแข่งขันของไทยในตลาดโลก
นายพัฒนา กล่าวว่า ปัจจุบันโลกกำลังเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุคเศรษฐกิจสุขภาพ อย่างเต็มรูปแบบ จึงเป็นโอกาสเชิงยุทธศาสตร์ครั้งสำคัญของประเทศไทยในการยกระดับขีดความสามารถทางการแข่งขันและก้าวขึ้นสู่การเป็นผู้นำในตลาดโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง นวดไทย ที่เป็นที่ยอมรับในระดับสากลและได้รับการขึ้นทะเบียนจากองค์การยูเนสโกให้เป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของมนุษยชาติ
นายพัฒนา กล่าวว่า ไทยยังมีข้อได้เปรียบด้านกำลังคนโดยมีบุคลากรที่เกี่ยวข้องถึง 291,308 คน เป็นผู้ให้บริการนวดเพื่อสุขภาพ 171,196 คน ผู้ให้บริการนวดเพื่อการรักษา 71,951 คน และหมอพื้นบ้าน 48,161 คน ซึ่งเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจเวลเนสไทยที่ปัจจุบัน มีมูลค่าสูงถึง 1.45 ล้านล้านบาท
นายพัฒนา กล่าวว่า ได้มีการพัฒนาหลักสูตรนวดไทยอัตลักษณ์ภูมิภาค ทั้ง นวดโพธ์-ทศวาโย, นวดโพธิ์- ล้านนา, นวดโพธิ์-ออนซอน และนวดโพธิ์-ฮาลาลพร้อมขยายการบริการสู่ตลาดใหม่ด้วยหลักสูตรนวดไทยสำหรับนักกีฬา และเปิดเส้นทางวิชาชีพขั้นสูง หลักสูตร 1,300 ชั่วโมง เพื่อพัฒนา บุคลากรระดับพรีเมียม ตลอดจนยกระดับความน่าเชื่อถือทางวิชาการ ด้วยองค์ความรู้ด้านการยืดเหยียดเฉพาะทาง 7 กลุ่มอาการ โดยมีผู้ผ่านการประเมินตามมาตรฐานทางวิทยาศาสตร์การแพทย์แล้วกว่า 20,486 คน ซึ่งการต่อยอดภูมิปัญญาดั้งเดิม สู่การสร้างคุณค่าเชิงเศรษฐกิจที่มีมาตรฐานสากลคือ กุญแจสำคัญในการยกระดับตำแหน่งทางยุทธศาสตร์ของประเทศไทย จากจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยว สู่การเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจสุขภาพและเวลเนสของโลก หรือ “Global Wellness Hub” ได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน
นายพัฒนา กล่าวว่า สำหรับความคาดหวังที่จะเกิดขึ้นจากการจัดงานมหกรรมในครั้งนี้ ต้องการสร้างความตื่นตัวและ Awareness ให้ประชาชนคนไทย รวมไปถึงชาวต่างชาติ ได้เห็นถึงความสำคัญของการนวดไทย รวมถึงกิจกรรมต่างๆ และองค์ความรู้เกี่ยวกับการนวด
“หวังว่าเรื่องนวดไทยจะได้รับการยอมรับมากขึ้นในเวทีโลก และยังสามารถนำเสนอการนวดพื้นบ้านที่แตกแขนงออกไป ไม่ว่าจะเป็นการนวดของภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคอีสาน หรือภาคใต้ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ถือเป็นองค์ความรู้และภูมิปัญญาที่มีเอกลักษณ์ และเป็นเอกลักษณ์ที่ไม่สามารถเลียนแบบได้” นายพัฒนา กล่าว
นายพัฒนา กล่าวว่า องค์ความรู้เหล่านี้เป็นสิ่งที่ประเทศไทยสามารถนำมาต่อยอดไปสู่เศรษฐกิจสุขภาพต่างๆ ได้ โดยคาดหวังว่าจะสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว รวมถึงส่งเสริมสินค้าสมุนไพรของไทย ต่อยอดนวัตกรรมที่เป็นผลิตภัณฑ์จากสมุนไพร หรือต้นไม้ ดอกไม้ ตลอดจนกระบวนการนวดและองค์ความรู้เกี่ยวกับนวดไทยของประเทศไทยเอง
นายพัฒนา กล่าวว่า งานนี้ถือเป็นงานครั้งแรกที่เราจัดขึ้น เชื่อว่าน่าจะมีผู้มาเยี่ยมชมตลอดทั้ง 3 วันหลายหมื่นคน เพราะเมื่อประมาณ 2 เดือนที่แล้ว มีการจัดงานเกี่ยวกับเรื่องสมุนไพร ซึ่งมีผู้เข้ามาเยี่ยมชมหลักหลายหมื่นคนเช่นเดียวกัน
“ส่วนเรื่องของเม็ดเงินหรือรายได้ที่จะเกิดขึ้น เนื่องจากงานนี้เป็นการจัดขึ้นเป็นครั้งแรก เราอาจจะยังไม่ได้ประมาณการเอาไว้มาก เพราะจุดประสงค์ของเราคือการยกระดับและสร้างการพัฒนาให้กับงาน รวมถึงการสร้างมาตรฐานในเรื่องของการนวด และนำพาผู้ที่เกี่ยวข้องมาทำการนำเสนอองค์ความรู้ต่างๆ” นายพัฒนา กล่าว
ด้าน ดร.นพ.พงศธร กล่าวว่า นวดไทยถือเป็นภูมิปัญญาที่ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ และได้รับการขึ้นทะเบียนจากยูเนสโกให้เป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติ ดังนั้น เป้าหมายของเราจึงไม่ใช่เพียงการรักษาหรืออนุรักษ์ภูมิปัญญานวดไทยเอาไว้เท่านั้น แต่ต้องการนำภูมิปัญญาไทยมาต่อยอดให้เกิดคุณค่าทางเศรษฐกิจด้วย
“ประเด็นสำคัญคือเรื่องของเศรษฐกิจสุขภาพ ซึ่งเป็นหนึ่งในนโยบายที่กระทรวงสาธารณสุขให้ความสำคัญ เพราะระบบสุขภาพของประเทศไทยไม่ได้มีเพียงการสร้างสุขภาพให้กับประชาชนเท่านั้น แต่ยังสามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ เพื่อผลักดันประเทศไทยไปสู่การเป็นศูนย์กลางด้าน Medical และ Wellness Health แบบครบวงจร” ดร.นพ.พงศธร กล่าว
ดร.นพ.พงศธร กล่าวว่า กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือกจึงได้ยกระดับ “นวดไทย” ให้เป็นองค์ประกอบสำคัญในเชิงสุขภาพ โดยการจัดงานครั้งนี้ถูกออกแบบให้เป็น National Wellness Platform เพื่อเปิดพื้นที่ให้ผู้ประกอบการ หมอนวด นักลงทุน และพันธมิตรต่างๆ เข้ามาแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และภูมิปัญญาไทย เพื่อนำไปสู่การสร้างคุณค่าทางเศรษฐกิจผ่านงานวิจัย นวัตกรรม และมิติทางสังคมและวัฒนธรรม
“กิจกรรมทั้งหมดภายในงานจะมุ่งตอบโจทย์การผลักดันประเทศไทยไปสู่การเป็นผู้นำด้านนวดไทยของโลก ผ่านทั้งมิติทางธุรกิจและการค้าระหว่างประเทศ” ดร.นพ.พงศธร กล่าว
ดร.นพ.พงศธร กล่าวว่า สำหรับไฮไลต์สำคัญของงาน นอกจากการรวมตัวของหมอนวดพื้นบ้านจากทั่วประเทศ ซึ่งได้คัดเลือกมาร่วมงานจำนวน 100 คนแล้ว ถือเป็นการรวมตัวครั้งใหญ่ที่ไม่เคยมีการจัดขึ้นในลักษณะนี้มาก่อน เพราะเป็นการนำหมอนวดพื้นบ้านจากหลากหลายพื้นที่และภูมิภาคมารวมกัน เพื่อแสดงให้เห็นถึงความหลากหลายขององค์ความรู้และภูมิปัญญานวดไทย
ดร.นพ.พงศธร กล่าวว่า นอกจากนี้ ยังมีการพัฒนาต่อยอด ‘การนวด 4 ภาค’ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งแนวทางที่กรมให้ความสำคัญ โดยมีการนำภูมิปัญญาการนวดของแต่ละพื้นที่มาพัฒนาและออกแบบให้มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ในส่วนของภาคกลาง มีการพัฒนาการนวดที่เกี่ยวข้องกับ ’ทศวาโย‘ ซึ่งเป็นแนวคิดที่เชื่อมโยงกับเส้นประธานและลมภายในร่างกาย เดิมมีแนวคิดที่จะใช้ชื่อที่เกี่ยวข้องกับแม่น้ำเจ้าพระยา แต่เมื่อหารือและพิจารณาแล้ว เห็นว่าควรพัฒนาแนวคิดให้มีความชัดเจนและสามารถนำไปต่อยอดได้มากขึ้น
ดร.นพ.พงศธร กล่าวว่า ภาคเหนือ ได้พัฒนาเป็น ’โพธิ์ล้านนา‘ โดยนำภูมิปัญญาการนวดแบบล้านนามาผสมผสานกับองค์ความรู้เรื่องการตอบเส้น ซึ่งเป็นองค์ความรู้เฉพาะทางที่มีความน่าสนใจ และนำมาพัฒนาให้เกิดเป็นรูปแบบการนวดที่มีเอกลักษณ์ของภาคเหนือ การพัฒนาการนวด 4 ภาคไม่ได้ทำเฉพาะตัวกระบวนการนวดเท่านั้น แต่ยังมีการพัฒนาอุปกรณ์และผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับการนวดให้สอดคล้องกับภูมิปัญญาของแต่ละภูมิภาคด้วย เพื่อให้เกิดระบบนิเวศของผลิตภัณฑ์และบริการที่สามารถนำไปต่อยอดทางเศรษฐกิจได้
ดร.นพ.พงศธร กล่าวว่า อีกเรื่องที่มีการพัฒนาควบคู่กันคือ ‘น้ำมันนวด’ เพราะโดยทั่วไปเมื่อพูดถึงการนวดน้ำมัน เรามักจะพบผลิตภัณฑ์ที่ใช้กลิ่นหรือวัตถุดิบแบบเดียวกัน เช่น ลาเวนเดอร์ หรือกลิ่นดอกไม้ต่างๆ ดังนั้น เราจึงตั้งโจทย์ใหม่ว่า หากเป็นนวดไทย ทำไมจึงไม่นำดอกไม้หรือพืชที่เป็นเอกลักษณ์ของแต่ละภูมิภาคมาพัฒนาเป็นน้ำมันนวดของพื้นที่นั้นๆ
ดร.นพ.พงศธร กล่าวว่า ปีนี้กรมจึงทุ่มเทในการพัฒนาการนวด 4 ภาค รวมถึงผลิตภัณฑ์น้ำมันนวด โดยก่อนหน้านี้กรมมีผลิตภัณฑ์ ‘ยาทาตะเส้น’ ซึ่งถือเป็นหนึ่งในผลิตภัณฑ์นวดที่ได้รับความนิยมอย่างมาก ทีมงานจึงได้นำองค์ประกอบของน้ำมันนวดตะเส้นมาผสมผสานกับ ’ว่านสาวหลง‘ และพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่สำหรับงานครั้งนี้ในชื่อ ’มนต์ฮาเซ็น‘ รวมถึงมีการพัฒนาน้ำมันนวดในรูปแบบและชื่อที่แตกต่างกันไปตามแต่ละภูมิภาค
“ทั้งหมดนี้ถือเป็นตัวอย่างเล็กๆ ของการพัฒนางานในครั้งนี้ เพราะสิ่งที่เรามองเห็นคือ ประเทศไทยมีเสน่ห์และมีองค์ความรู้บางอย่างที่เป็นจุดแข็งและมีความโดดเด่นเหนือประเทศอื่น สิ่งที่เราอยากเห็นจึงไม่ใช่เพียงการส่งเสริมนวดไทย หรือ เวลเนส เท่านั้น แต่ต้องทำให้เกิดการต่อยอดไปสู่ผลิตภัณฑ์และบริการที่เกี่ยวข้องด้วย” ดร.นพ.พงศธร กล่าว
ดร.นพ.พงศธร กล่าวว่า งานครั้งนี้จึงไม่ได้มองเพียงว่าประชาชนจะเข้ามารับบริการนวดหรือมาชมงานเท่านั้น แต่ต้องการให้เกิดการเชื่อมโยงตั้งแต่ภูมิปัญญา ผู้ให้บริการ ผู้ประกอบการ ผลิตภัณฑ์ งานวิจัย นวัตกรรม ไปจนถึงตลาดและเศรษฐกิจสุขภาพ
ทั้งนี้ การจัดงานครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกที่เราดำเนินการในรูปแบบดังกล่าว จึงต้องรอดูผลตอบรับจากประชาชน ผู้ประกอบการ และภาคส่วนต่างๆ ว่าจะเป็นอย่างไร แต่เชื่อว่างานนี้จะเป็นอีกหนึ่งจุดเริ่มต้นในการผลักดันนวดไทยให้ก้าวไปไกลกว่าเดิม และนำภูมิปัญญาไทยไปสู่เวทีระดับสากลได้ในอนาคต

