เฉลิม อยู่วิทยา ปลื้มผลสำเร็จ ศูนย์ AIRRE รักษาตาทารก คืนความฝันครอบครัว ขยายสู่ประเทศเพื่อนบ้าน
วันที่ 16 สิงหาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 11 สิงหาคมที่ผ่านมา ที่ห้องประชุมบุญสมมาร์ติน รพ.มหาราชนครเชียงใหม่ ศาสตราจารย์ นพ.นีล เอ็ม. เบรสเลอร์ ผู้อำนวยการ ศูนย์วิจัยและรักษาโรคจอตา อยู่วิทยา โกลบอล แอร์ (AIRRE) เซ็นเตอร์ ณ สถาบันจักษุวิทยาวิลเมอร์ ฯ คณะแพทยศาสตร์และโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยจอห์นส์ ฮอปกินส์ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ พญ.จุน คอง รองผู้อำนวยการ ศูนย์วิจัยและรักษาโรคจอตา อยู่วิทยา โกลบอล แอร์ (AIRRE) เซ็นเตอร์ฯ และผู้ช่วยศาสตราจารย์ พญ.อัจฉรียา วิวัฒน์วงศ์วนา หัวหน้าหน่วยจักษุวิทยาเด็กและตาเข ภาควิชาจักษุวิทยา คณะแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ร่วมแถลงความคืบหน้าโครงการป้องกันภาวะตาบอดในเด็กแรกเกิดในประเทศไทย : จากความร่วมมือระดับโลกสู่การรอดพ้นจากโลกมืดของเด็กไทย

โดยศาสตราจารย์เบรสเลอร์ เปิดเผยว่า โครงการดังกล่าว เป็นโครงการวิจัยเพื่อป้องกันภาวะตาบอดในเด็กแรกเกิด ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างสถาบันจักษุวิทยาวิลเมอร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยจอห์นส์ ฮอปกินส์ , ศูนย์วิจัยและศึกษาโรคจอตาขั้นสูงระดับนานาชาติ อยู่วิทยา และภาควิชาจักษุวิทยา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มีจุดประสงค์ที่จะลดภาวะตาลอดในเด็ก โดยเฉพาะโรคจอประสาทตาผิดปกติในทารกคลอดก่อนกำหนด (Retinopathy of Prematurity: ROP) เนื่องจากสถิติเด็กไทยกว่า 2 ใน 3 ที่ตาบอดเกิดจาก โรค ROP และอย่างน้อยในทารกแรกเกิด 1 พันคน จะพบภาวะตาบอด 1 คน

ศาสตราจารย์เบรสเลอร์ กล่าวว่า จากปัญหาทั้งหมดทำให้นายเฉลิม อยู่วิทยา นักธุรกิจชาวไทย ที่รับรู้ความสำคัญของเรื่องดังกล่าว นำกรณีนี้เข้ามาหารือ และเกิดเป็นความร่วมมือในการจัดทำโครงการวิจัยนี้ขึ้น โดยศูนย์วิจัยและศึกษาโรคจอตาขั้นสูงระดับนานาชาติ อยู่วิทยา ได้มอบทุนสนับสนุนโครงการวิจัย ซึ่งมีเรื่องค่าใช้จ่ายต่างๆ ทั้งบุคลากร อุปกรณ์ ค่าตรวจรักษา มูลค่ากว่า 10 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือประมาณ 330 ล้านบาทเพื่อผลักดันโครงการนี้ให้เป็นผลสำเร็จ

ศาสตราจารย์เบรสเลอร์ ระบุว่า สิ่งสำคัญที่ได้รับการสนับสนุน จากนายเฉลิม ซึ่งเป็นอุปกรณ์สำคัญ อาทิ กล้องถ่ายภาพจอประสาทตาแบบมุมกว้างสำหรับเด็ก (Wide-field Pediatric Retinal Camera) มูลค่า 125,000 ดอลลาร์สหรัฐ ที่ถือเป็นอุปกรณ์สำคัญ ที่จะพลิกการตรวจรักษาดวงตาในเด็กแรกเกิด เนื่องจากในพื้นที่ห่างไกล ที่ไม่มีจักษุแพทย์ที่เชี่ยวชาญ เจ้าหน้าที่ที่ผ่านการฝึกอบรม สามารถใช้กล้องนี้ถ่ายภาพดวงตาของเด็กแรกเกิด แล้วส่งมายังศูนย์วิจัยที่มีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อจะได้วินิจฉัย และรักษาได้ทันท่วงที ซึ่งช่วยป้องกันให้เด็กแรกเกิดไม่ต้องตาบอดจากภาวะ ROP
ศาสตราจารย์เบรสเลอร์ ระบุว่า โครงการนี้ได้เริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2567 ซึ่งตลอดเวลา 2 ปีที่ผ่านมา เราสามารถระบุตัวเด็กทุกคนที่จำเป็นต้องได้รับการรักษาได้อย่างแม่นยำและมั่นใจ จากการติดตามดวงตา 120 ข้างของทารก 60 คน ผ่านภาพถ่ายจอประสาทตากว่า 6,000 ภาพ พบทารก 23 คนที่มีภาวะ ROP ซึ่งทั้งหมดได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิด ทั้งการสังเกตอาการ และการรักษาด้วยเลเซอร์จอประสาทตาที่ทันสมัย ทำให้ดวงตาสามารถกลับมามองเห็นได้ดีที่สุด ผลลัพธ์ดังกล่าวส่งผลให้เด็กๆ ทุกคนในโครงการ รอดพ้นจากภาวะตาบอดถาวร 100% และสามารถกลับมามีความหวังพร้อมอนาคตที่สดใสอีกครั้ง

ศาสตราจารย์เบรสเลอร์ กล่าวว่า สำหรับก้าวต่อไป เราตั้งเป้าร่วมกับคุณเฉลิม ต้องการให้ศูนย์วิจัยและศึกษาโรคจอตาขั้นสูงระดับนานาชาติ อยู่วิทยา แห่งนี้ เป็นศูนย์กลางในการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีล้ำสมัย เช่น ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และ ระบบการถ่ายภาพจอประสาทตาขั้นสูง เพื่อพัฒนาระบบการวิจัยและการตรวจคัดกรองโรคจอประสาทตา ซึ่งทางศูนย์ฯ มีแผนที่จะสร้างความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยทั้งภาครัฐและเอกชนในส่วนภูมิภาค ตลอดจนมูลนิธิต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อสร้างองค์ความรู้และการรักษาที่ครอบคลุมผู้ป่วยโรคจอประสาทตาในทุกช่วงวัย ยกระดับคุณภาพชีวิตของเด็กและครอบครัว ทั้งในประเทศไทยและขยายผลลัพธ์อันยิ่งใหญ่นี้ไปสู่ระดับโลกอย่างยั่งยืน
ด้าน พญ.อัจฉรียา เปิดเผยว่า สำหรับทุนช่วยเหลือด้านการวิจัยนี้ ได้ช่วยให้การทำงานเพื่อป้องกันเรื่องอาการตาบอดของเด็กวัยแรกเกิดมีประสิทธิภาพขึ้นมา โดยสิ่งสำคัญคือเรื่องของกล้องถ่ายภาพจอประสาทตาแบบมุมกว้างสำหรับเด็ก ซึ่งเราได้ทดลองใช้สำหรับการคัดกรองเด็ก ซึ่งทำให้เราสามารถวินิจฉัยโรคได้ง่ายขึ้น และยังสามารถขอความรู้จากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ให้การรักษาทันการณ์มากยิ่งขึ้น
พ.ญ.อัจฉรียา กล่าวว่า ก่อนหน้านี้สำหรับเด็กที่คลอดก่อนกำหนด จะต้องตรวจคัดกรองเพื่อหาความเสี่ยงของโรคจอประสาทตา โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยงที่อายุครรภ์ 30 สัปดาห์ หรือน้ำหนักไม่ถึง 1,500 กรัม ซึ่งจะต้องคัดกรองภายใน 4 สัปดาห์ และหากพบความผิดปกติ ต้องรักษาภายใน 48 ชั่วโมง แต่ต้องเข้าใจถึงข้อจำกัด ทั้งในเรื่องของเด็ก อุปกรณ์ ค่าใช้จ่าย ทำให้มีเด็กที่หลุดการคัดกรองไปบ้าง แต่หากมีอุปกรณ์กลุ่มนี้ กระจายไปยังศูนย์การแพทย์ที่ห่างไกล ก็สามารถตรวจคัดกรองได้อย่างมีประสิทธิภาพ และลดความเสียงของภาวะตาบอด ซึ่งจะทำให้เด็กมีอุปสรรคการดำรงชีวิตในอนาคต

“มีกรณีหนึ่งที่เราคัดกรองเด็กจากโครงการ เป็นเด็กที่คลอดก่อนกำหนด เมื่อเราใช้สิทธิตามโครงการวิจัย ซึ่งไม่มีค่าใช้จ่าย รวมกับอุปกรณ์ถ่ายภาพ ก็พบเห็นอาการได้ชัด และสามารถรักษาได้ทันท่วงที ซึ่งครอบครัวเด็ก ก็เล่าให้ฟังว่าลูกคนโต ก็มีอาการตาบอด จากการคลอดก่อนกำหนด ซึ่งตอนนั้นเราคัดกรองไม่ทัน มาคราวนี้เราได้ช่วยเด็กเอาไว้ ตอนนี้เขาก็อายุ 1 ขวบแล้ว การมองเห็นก็ดีขึ้น”พ.ญ.อัจฉรียา กล่าว

พ.ญ.อัจฉรียา กล่าวว่า สำหรับโครงการนี้ถือว่าประสบความสำเร็จอย่างมาก มีต่างประเทศอย่างมาเลเซีย ได้นำผลการวิจัย และรูปแบบของเราไปปรับใช้ และตั้งเป้าว่าหากสามารถจัดหาอุปกรณ์ และอบรมผู้เชี่ยวชาญด้านการถ่ายภาพ แล้วกระจายไปยังพื้นที่ห่างไกล ก็จะช่วยเหลือเด็กได้มากขึ้น เช่นเดียวกับในประเทศไทย ถ้ามีอุปกรณ์เหล่านี้มากขึ้นก็จะช่วยป้องกันดวงตาของเด็กไม่ให้บอดได้มากขึ้นแน่นอน
ขณะที่นายเฉลิม อยู่วิทยา ในฐานะผู้สนับสนุนโครงการ ระบุว่า การช่วยรักษาดวงตาของเด็กทารกแม้เพียงคนเดียวก็เป็นเรื่องที่น่าทึ่งแล้ว การมีโอกาสลดความรุนแรงของการสูญเสียการมองเห็นในเด็กจำนวนมากในเชียงใหม่นั้นเกินกว่าที่ตนจะจินตนาการได้ และน่ายินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้รู้ว่าโครงการนี้เริ่มต้นในประเทศบ้านเกิด ได้กระตุ้นให้ผู้อื่นร่วมบริจาคเพื่อช่วยรักษาการมองเห็นของทารกในสถานที่ต่างๆ ที่ต้องการโครงการเหล่านี้ทั่วโลก

นายเฉลิม กล่าวว่า สำหรับการร่วมมือกับ จอห์นส์ ฮอปกินส์ ในการสร้างศูนย์ เอไออาร์อาร์อี ระดับโลกที่สถาบันจักษุวิทยา วิลเมอร์ ทำให้มั่นใจได้ว่าโครงการเหล่านี้จะสามารถลดความเสี่ยงของการสูญเสียการมองเห็นจากโรคจอประสาทตาในทุกช่วงอายุได้ต่อไปอีกหลายทศวรรษ
“ทั้งหมดนี้ไม่ใช่แค่เรื่องเงินบริจาค แต่คือการช่วยให้เด็กทารกคนหนึ่งรอดพ้นจากความมืดมิด ทำให้การตรวจพบโรคได้ทันเวลา และไม่ใช่แค่การรักษาดวงตา แต่เป็นการมอบโอกาส คืนความฝัน และเปลี่ยนอนาคตของเด็กคนหนึ่งรวมทั้งครอบครัวของเขา การทุ่มเทสนับสนุนอย่างจริงจังตั้งแต่นวัตกรรมนาร่องในไทย ขยายผลสู่เพื่อนบ้าน และต่อยอดสู่การตั้ง ศูนย์ AIRRE ระดับโลกในครั้งนี้ จึงเป็นการวางรากฐานทางระบบการแพทย์ที่จะส่งต่อเทคโนโลยี และโอกาสในการมองเห็นให้แก่ผู้คนนับล้านทั่วโลก”นายเฉลิม กล่าว




