หน่วยแพทย์อาสา 17 คลินิก ตรวจพระ-แม่ชีต่างชาติ พบไร้สิทธิ 30 บาท ต้องจ่ายค่ารักษาเอง
เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม ที่ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร.) จ.พระนครศรีอยุธยา มูลนิธิธรรมาภิบาลทางการแพทย์ ร่วมกับแพทยสภา และนักศึกษาหลักสูตรประกาศนียบัตรผู้นำทางการแพทย์ รุ่นที่ 3 จัดโครงการหน่วยแพทย์อาสา เพื่อถวายการตรวจสุขภาพแก่พระภิกษุสงฆ์และแม่ชี ภายใต้โครงการหน่วยแพทย์อาสาฯ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา โดยมีพิธีเปิดและพิธีเจริญพระพุทธมนต์ ก่อนเข้าสู่การให้บริการทางการแพทย์
พล.อ.อ.นพ.อิทธพร คณะเจริญ เลขาธิการแพทยสภา กล่าวว่า กลุ่มเป้าหมายส่วนใหญ่เป็นพระภิกษุสงฆ์และแม่ชีที่เข้ามาศึกษาพระธรรมและศึกษาต่อในประเทศไทย โดยประมาณร้อยละ 70 เป็นนักศึกษาชาวต่างชาติ ทั้งจากบังกลาเทศ อินเดีย เมียนมา และประเทศอื่นๆ ซึ่งมีข้อจำกัดด้านการเข้าถึงระบบสุขภาพแตกต่างจากคนไทย ไฮไลต์ของการออกหน่วยครั้งนี้ คือการจัดบริการทางการแพทย์ครอบคลุม 17 คลินิก ทั้งการตรวจสุขภาพทั่วไป เจาะเลือด เอกซเรย์ คลินิกหัวใจ คลินิกผิวหนัง คลินิกตา ตรวจวัดสายตาและถวายแว่นสายตา คลินิกกระดูกและข้อ คลินิกกายภาพบำบัด คลินิกฝังเข็ม รวมถึงบริการทันตกรรม โดยมีรถทันตกรรมเคลื่อนที่เข้าร่วมให้บริการ นอกจากนี้ ยังมีการตรวจวัดดัชนีมวลกาย หรือ BMI พร้อมให้คำแนะนำด้านโภชนาการ เพื่อส่งเสริมให้พระภิกษุสงฆ์มีความรู้ในการเลือกและฉันอาหารอย่างเหมาะสม ลดความเสี่ยงโรคที่เกิดจากพฤติกรรมการบริโภค รวมถึงคลินิกบริหารขันธ์ ซึ่งให้คำแนะนำเรื่องท่าทาง การเคลื่อนไหว การเดิน และการบริหารร่างกายที่เหมาะสมกับพระภิกษุสงฆ์และนักบวช ตลอดจนบริการฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่
พล.อ.อ.นพ.อิทธพร กล่าวว่า ส่วนแม่ชียังมีคลินิกสุขภาพสตรี ให้บริการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกและตรวจภายใน เพื่อค้นหาความผิดปกติตั้งแต่ระยะเริ่มต้น อย่างไรก็ตาม อีกหนึ่งประเด็นสำคัญที่สะท้อนจากการออกหน่วยครั้งนี้ คือข้อจำกัดด้านสิทธิการรักษาของพระภิกษุสงฆ์ต่างชาติ
“เพราะไม่มีเลข 13 หลัก มีเพียงพาสปอร์ต เพราะฉะนั้นไปเช็กอัพโรงพยาบาลไม่ได้เลย คือเข้าไปต้องจ่ายเงินหมด ใช้ 30 บาทไม่ได้ด้วย ขณะเดียวกันพระเหล่านี้ก็ไม่มีเงิน และไม่มีประกัน เพราะซื้อประกันไม่ได้” พล.อ.อ.นพ.อิทธพรกล่าว
พล.อ.อ.นพ.อิทธพรกล่าวว่า ปัญหาดังกล่าวทำให้พระต่างชาติกลุ่มนี้มีข้อจำกัดในการเข้าถึงบริการสุขภาพ ทั้งที่เป็นกลุ่มที่เข้ามาศึกษาพระธรรมและเผยแพร่พระพุทธศาสนาในประเทศไทย การออกหน่วยแพทย์อาสาจึงมีความสำคัญ เพราะเป็นการนำบริการทางการแพทย์เชิงรุกเข้าไปถึงกลุ่มที่อาจไม่มีโอกาสเข้ารับการตรวจสุขภาพตามระบบปกติ ทั้งนี้ เมื่อพบพระที่มีปัญหาสุขภาพและจำเป็นต้องได้รับการรักษาต่อ จะมีการประสานส่งต่อไปยังโรงพยาบาลที่เกี่ยวข้อง โดยมีผู้อำนวยการโรงพยาบาลหลายแห่งเข้ามาร่วมสนับสนุนและรับเรื่องต่อ เพื่อให้ผู้ที่พบความผิดปกติได้รับการรักษาอย่างต่อเนื่อง ไม่จบเพียงการตรวจคัดกรองในวันออกหน่วย
สำหรับจำนวนผู้เข้ารับบริการ พล.อ.อ.นพ.อิทธพรกล่าวว่า มีผู้ลงทะเบียนล่วงหน้ามากกว่า 900 รูป และมีผู้เข้ามารับบริการแบบวอล์กอินอีกประมาณ 200 รูป ทำให้จำนวนผู้เข้ารับบริการรวมมากกว่า 1,000 รูป ขณะที่เมื่อรวมการตรวจในคลินิกและบริการแต่ละรายการ พบว่ามีจำนวนการตรวจมากกว่า 3,000 รายการ
“คนหนึ่งเข้าหลายคลินิก มีทั้งคลินิกหัวใจ คลินิกผิวหนัง คลินิกสตาร์ฟันด์ รวมถึงเอารถทำฟันไปด้วย เอ็กซเรย์ เจาะเลือดด้วย” พล.อ.อ.นพ.อิทธพรกล่าว
ด้าน พ.อ.นพ.ภาคย์ โลหารชุน ประธานนักศึกษาหลักสูตรประกาศนียบัตรผู้นำทางการแพทย์ รุ่นที่ 3 กล่าวว่า การจัดหน่วยแพทย์อาสาเป็นกิจกรรมที่ดำเนินการอย่างต่อเนื่องในทุกๆ รุ่นของหลักสูตร ปนพ. เนื่องจากการดูแลสุขภาพไม่สามารถทำเพียงครั้งเดียวแล้วจบ แต่จำเป็นต้องมีความต่อเนื่อง โดยเฉพาะกลุ่มพระภิกษุสงฆ์และแม่ชี ซึ่งถือเป็นบุคลากรสำคัญในการเผยแพร่พระพุทธศาสนา
พ.อ.นพ.ภาคย์ กล่าวว่า สำหรับการออกหน่วยครั้งนี้สามารถรองรับผู้เข้ารับบริการได้มากกว่า 500 คน ทั้งผู้ลงทะเบียนล่วงหน้าและผู้เข้ามารับบริการแบบวอล์กอิน โดยเป้าหมายสำคัญไม่ใช่เพียงการตรวจพบโรค แต่ต้องการให้พระภิกษุสงฆ์และแม่ชี โดยเฉพาะพระนักศึกษาต่างชาติที่เข้ามาศึกษาในประเทศไทย มีโอกาสเข้าถึงบริการสาธารณสุข ได้รับการป้องกันโรค และมีสุขภาพแข็งแรงควบคู่ไปกับการศึกษาและการปฏิบัติธรรม
พ.อ.นพ.ภาคย์ กล่าวว่า การออกหน่วยครั้งนี้จึงสะท้อนให้เห็นว่า การดูแลสุขภาพพระภิกษุสงฆ์และแม่ชีต่างชาติไม่ได้มีเพียงเรื่องการรักษาเมื่อเกิดอาการเจ็บป่วย แต่จำเป็นต้องครอบคลุมตั้งแต่การป้องกันโรค การคัดกรอง การค้นหาความเสี่ยง การรักษา ไปจนถึงการส่งต่อ เพื่อให้กลุ่มนักบวชต่างชาติที่เข้ามาพำนักและศึกษาพระธรรมในประเทศไทยสามารถเข้าถึงระบบสุขภาพได้อย่างเหมาะสม แม้จะมีข้อจำกัดด้านสิทธิการรักษาจากการไม่มีเลขประจำตัวประชาชน 13 หลักก็ตาม




