แค่กดกริ๊งเดียว ไม่ปล่อย ‘คนแก่ลำพัง’
เปิดพื้นที่บางคนที จ.สมุทรสงคราม แลกเปลี่ยนบทเรียนการจัดการสุขภาวะชุมชน โดยหนึ่งในโจทย์สำคัญคือการรับมือสังคมสูงวัยและดูแลผู้สูงอายุที่อยู่ลำพังไม่ให้หลุดเข้าสู่ภาวะติดบ้านติดเตียง เพราะเมื่อคนสูงวัยใช้ชีวิตอยู่ในบ้านมากขึ้น ความเสี่ยงไม่ได้มีเพียงเรื่องสุขภาพ แต่รวมถึงการเกิดเหตุฉุกเฉินโดยไม่มีใครรับรู้ บางคนทีจึงพยายามออกแบบระบบดูแลตั้งแต่การป้องกัน การสร้างอาชีพ ไปจนถึงการติดตั้ง “ออดสัญญาณ” ให้ผู้สูงอายุสามารถเรียกคนในชุมชนได้ทันทีเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน ทั้งหมดนี้เป็นหนึ่งในภารกิจความร่วมมือจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และภาคีเครือข่าย
น.ส.เรณู เล็กนิมิตร นายกองค์การบริหารส่วนตำบลบางคนที กล่าวว่า โครงสร้างประชากรในพื้นที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน ผู้สูงอายุมีสัดส่วนเพิ่มขึ้น ขณะที่จำนวนเด็กเกิดใหม่ลดลง ทำให้ท้องถิ่นต้องเตรียมระบบรองรับผู้สูงอายุในระยะยาว ไม่ใช่รอให้เกิดปัญหาแล้วจึงเข้าไปแก้ไข โดยข้อมูลของพื้นที่พบว่าผู้สูงอายุมีสัดส่วนประมาณ 34% และแนวโน้มยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ขณะเดียวกัน ผู้สูงอายุที่อาศัยอยู่ตามลำพังมีจำนวนเพิ่มขึ้นเช่นกัน จึงกลายเป็นโจทย์สำคัญของ อบต. ในการทำให้คนกลุ่มนี้สามารถใช้ชีวิตอยู่ในบ้านของตัวเองได้อย่างปลอดภัย
ผู้สูงอายุในพื้นที่ไม่ได้มีสภาพเหมือนกันทั้งหมด บางคนยังเป็น “ผู้สูงอายุติดสังคม” สามารถออกจากบ้าน ทำอาหาร ทำกิจกรรม และพบปะผู้คนได้ตามปกติ แต่บางส่วนเริ่มไม่อยากออกจากบ้าน หรือมีข้อจำกัดด้านร่างกายจนกลายเป็นกลุ่มติดบ้าน แม้จะยังรับรู้ข่าวสารและให้ความร่วมมือกับชุมชนอยู่ก็ตาม การดึงคนกลุ่มนี้ออกมาร่วมกิจกรรมจึงเป็นเรื่องยาก ขณะเดียวกัน หากปล่อยให้ใช้ชีวิตอยู่ในบ้านเพียงลำพังนานขึ้น ก็ยิ่งมีความเสี่ยงที่จะขาดกิจกรรมทางสังคมและมีภาวะพึ่งพิงมากขึ้น
โจทย์ของท้องถิ่นจึงไม่ได้หยุดอยู่ที่การจ่ายเบี้ยยังชีพหรือให้ความช่วยเหลือเมื่อผู้สูงอายุมีปัญหา แต่ต้องคิดไปถึงคำถามง่ายๆ ว่า “ถ้าวันหนึ่งคนแก่ล้มในบ้าน ใครจะรู้?” หรือหากเกิดเหตุฉุกเฉินขึ้นในบ้านที่ไม่มีลูกหลานอยู่ด้วย ผู้สูงอายุจะสามารถเรียกคนมาช่วยได้อย่างไร เพราะในบางกรณีแม้แต่การเดินไปหยิบโทรศัพท์หรือออกจากบ้านเพื่อขอความช่วยเหลือก็อาจเป็นเรื่องที่ทำไม่ได้
หนึ่งในคำตอบที่บางคนทีนำมาใช้ คือ “ออดสัญญาณไฟฟ้า” หรือกริ๊งสำหรับขอความช่วยเหลือ ติดตั้งในบ้านของผู้สูงอายุและคนพิการที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยง โดยโครงการติดตั้งออดในพื้นที่ ต.บางคนที และ ต.ยายแพง รวม 55 ครัวเรือน กลุ่มเป้าหมายผ่านการประชาคมหมู่บ้าน ภายใต้แนวคิด “ชุมชนดูแลชุมชน” เพื่อให้คนในละแวกเดียวกันสามารถรับรู้และเข้าช่วยเหลือได้เมื่อเกิดเหตุ
ออดดังกล่าวไม่ได้ติดตั้งแบบหว่านไปทุกบ้าน แต่จะพิจารณาเฉพาะผู้สูงอายุที่อยู่คนเดียวหรืออยู่ในกลุ่มเสี่ยง โดยเฉพาะบ้านที่อยู่ห่างจากญาติพี่น้องหรือไม่มีคนคอยดูแลใกล้ชิด เพราะหากเป็นบ้านที่อยู่ติดกับญาติหรือมีคนในชุมชนคอยสังเกตอยู่แล้ว อาจมีระบบช่วยเหลือในรูปแบบอื่นรองรับ ขณะที่บ้านที่มีผู้สูงอายุอยู่ลำพังจะต้องมีช่องทางให้สามารถส่งสัญญาณได้อย่างรวดเร็ว
ความสำคัญของออดจึงไม่ได้อยู่ที่ตัวอุปกรณ์เพียงอย่างเดียว แต่คือ “คนที่ได้ยินเสียงออด” เพราะระบบนี้ตั้งอยู่บนแนวคิดว่าการดูแลผู้สูงอายุไม่ควรเป็นหน้าที่ของครอบครัวเพียงลำพัง แต่ต้องมีเพื่อนบ้าน ชุมชน อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ท้องถิ่น และหน่วยบริการสุขภาพเข้ามาเป็นเครือข่ายร่วมกัน หากผู้สูงอายุกดออด คนใกล้บ้านต้องรู้ว่ามีเหตุอะไรเกิดขึ้น และสามารถเข้ามาดูแลเบื้องต้นหรือประสานเจ้าหน้าที่ต่อได้
ที่ผ่านมา ระบบดังกล่าวมีกรณีที่สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการมี “เสียงเรียก” อยู่ในบ้าน เมื่อผู้สูงอายุที่อยู่เพียงลำพังพบเหตุผิดปกติ สามารถกดออดเพื่อส่งสัญญาณให้คนในบริเวณใกล้เคียงรับรู้ได้ ขณะที่บางบ้านติดตั้งออดหลายจุด ทั้งบริเวณหน้าบ้าน ใต้ถุน และห้องนอน เพื่อให้ผู้สูงอายุสามารถกดเรียกความช่วยเหลือได้ ไม่ว่าจะอยู่ส่วนใดของบ้าน
ดังนั้น “กริ๊ง” จึงกลายเป็นนวัตกรรมเล็กๆ ที่เข้ามาแก้ปัญหาใหญ่ เพราะสิ่งที่ผู้สูงอายุอยู่ลำพังต้องการอาจไม่ใช่เทคโนโลยีราคาแพง แต่เป็นเครื่องมือที่ใช้ง่าย กดได้ทันที และมีคนพร้อมตอบสนองเมื่อได้ยินเสียง ที่สำคัญคือทำให้ผู้สูงอายุรู้ว่าตัวเองยังมีคนรอบข้าง ไม่ได้ถูกทิ้งให้อยู่กับความเสี่ยงเพียงคนเดียว
สร้างอาชีพ ลดเหงา ก่อนกลายเป็นพึ่งพิง
นอกจากการดูแลเมื่อผู้สูงอายุเจ็บป่วยแล้ว น.ส.เรณู กล่าวว่า อีกสิ่งหนึ่งที่ อบต.พยายามทำคือการสร้างกิจกรรมและอาชีพให้ผู้สูงอายุยังรู้สึกว่าตัวเองมีบทบาทในชุมชน เพราะการมีงานทำไม่ได้ให้เพียงรายได้ แต่ยังช่วยให้ผู้สูงอายุมีเป้าหมายในแต่ละวัน ได้พบปะผู้คน และลดความรู้สึกโดดเดี่ยว โดยใช้ทรัพยากรและภูมิปัญญาที่มีอยู่ในพื้นที่เป็นต้นทุนสำคัญ
หนึ่งในพื้นที่ที่ใช้เป็นฐานคือ “ตลาดร่องสวนยายแพง” ซึ่งเปิดโอกาสให้ผู้สูงอายุนำผลผลิตจากสวน อาหาร หรือของที่ทำได้มาฝากขาย โดยไม่จำเป็นต้องลงทุนสูง ผู้สูงอายุบางคนสามารถนำผลผลิตที่มีอยู่แล้วในบ้านมาสร้างรายได้ ขณะเดียวกันพื้นที่ยังส่งเสริมให้ผู้สูงอายุที่มีภูมิปัญญาเข้ามาเป็นวิทยากรถ่ายทอดความรู้ให้คนรุ่นใหม่ ทำให้ความรู้ที่มีอยู่ไม่หายไปพร้อมกับวัย แต่กลายเป็นทั้งกิจกรรมและโอกาสสร้างรายได้
น.ส.เรณู ยกตัวอย่างผู้สูงอายุที่เก็บสายบัวมาขาย สามารถสร้างรายได้มากกว่า 3,000 บาทต่อเดือน แม้จะไม่ใช่เงินจำนวนมากเมื่อเทียบกับรายได้ของคนวัยทำงาน แต่สำหรับผู้สูงอายุที่ไม่ได้มีอาชีพอื่น รายได้ดังกล่าวช่วยเพิ่มความมั่นคงและทำให้รู้สึกว่าตัวเองยังสามารถหาเงินได้ด้วยตัวเอง ที่สำคัญคือกิจกรรมเหล่านี้ช่วยให้ผู้สูงอายุมีสิ่งทำและมีโอกาสพบปะผู้คน ไม่ได้ใช้ชีวิตอยู่เพียงลำพังในบ้านตลอดทั้งวัน
พื้นที่ยังพยายามดึงคนรุ่นใหม่กลับเข้ามาทำงานในชุมชน โดยเฉพาะการต่อยอดผลผลิตท้องถิ่นให้มีมูลค่าเพิ่ม ทั้งการอบรม การพัฒนาสินค้า และการขายออนไลน์ เพื่อให้เกิดการเชื่อมต่อระหว่างคนรุ่นใหม่กับคนสูงอายุ เช่น ลูกหลานช่วยขนส่งและขายสินค้า ขณะที่พ่อแม่หรือผู้สูงอายุทำสวนและเตรียมผลผลิต แนวทางดังกล่าวจึงทำให้ “อาชีพ” กลายเป็นอีกเครื่องมือหนึ่งในการเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างคนต่างวัย

อย่ารอให้ติดเตียงแล้วค่อยดูแล
นางสายฝน สุวรรณ พยาบาลวิชาชีพชำนาญการ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) ยายแพง กล่าวว่า ปัจจุบัน ต.ยายแพงมีทั้งผู้สูงอายุและผู้ป่วยโรคเรื้อรังค่อนข้างมาก โดยเฉพาะโรคความดันโลหิตสูงและเบาหวาน ซึ่งพบผู้ป่วยรวมกันประมาณ 270-280 คน ส่วนหนึ่งมีปัจจัยจากพันธุกรรมและพฤติกรรมการดำเนินชีวิต แต่ในอีกด้านหนึ่งผู้ป่วยจำนวนไม่น้อยสามารถควบคุมโรคได้ดีจากการปรับพฤติกรรม ทั้งลดอาหารหวาน ลดเค็ม และออกกำลังกาย จนบางรายสามารถลดการใช้ยาได้
อย่างไรก็ตาม โจทย์สำคัญที่กำลังเพิ่มขึ้นคือจำนวนผู้สูงอายุที่เข้าสู่ภาวะ “ติดบ้าน” และ “ติดเตียง” เพราะเมื่อร่างกายเริ่มช่วยเหลือตัวเองได้น้อยลง การใช้ชีวิตตามลำพังก็มีความเสี่ยงมากขึ้น ผู้สูงอายุที่ยังติดสังคมสามารถออกไปทำกิจกรรมและดูแลตัวเองได้ ขณะที่กลุ่มติดบ้านจะช่วยเหลือตัวเองได้เพียงบางส่วน แต่ไม่สามารถเดินทางไปไหนมาไหนเองได้ ส่วนผู้สูงอายุติดเตียงไม่สามารถช่วยเหลือตัวเอง ต้องมีผู้ดูแลอยู่ใกล้ชิดและต้องได้รับการดูแลด้านสุขภาพอย่างต่อเนื่อง
การดูแลผู้สูงอายุที่เข้าสู่ภาวะพึ่งพิงจึงไม่สามารถใช้วิธีให้เจ้าหน้าที่คนหนึ่งเข้าไปดูแลเพียงลำพัง เพราะผู้ป่วยติดเตียงบางรายมีแผลกดทับ ต้องได้รับการพลิกตัว ทำแผล หรือทำกายภาพบำบัด การทำงานจึงต้องอาศัยทีม โดยปัจจุบัน รพ.สต.ยายแพงมีทีมผู้ดูแลที่ทำงานร่วมกันประมาณ 7 คน รวมถึงทีมที่ได้รับการสนับสนุนจากกองทุนหลักประกันสุขภาพ เพื่อดูแลผู้สูงอายุที่ช่วยเหลือตัวเองได้น้อย กลุ่มติดบ้าน และกลุ่มติดเตียง
ระบบดูแลดังกล่าวยังเชื่อมโยงกับ “ผู้ให้การดูแล (caregiver)” และกลไกด้านสุขภาพในชุมชน โดยข้อมูลการพัฒนาพื้นที่เกิดจากการระบุบทบาทร่วมกันของคณะกรรมการกองทุนหลักประกันสุขภาพ ผู้บริบาลคุ้มครองสิทธิผู้สูงอายุ อบต. รพ.สต.ยายแพง อสม. ชมรมผู้สูงอายุ รวมถึงระบบผู้จัดการการดูแลผู้สูงอายุ (Care Manager) และ การบริหารจัดการระบบการดูแลระยะยาว (Long Term Care : LTC) เพื่อให้การดูแลผู้สูงอายุและผู้มีภาวะพึ่งพิงไม่ได้เป็นภาระของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งเพียงฝ่ายเดียว
อีกกลไกหนึ่งคือการนำมาตรา 35 มาใช้สนับสนุนการจ้างผู้ดูแลผู้พิการ โดยคัดเลือกผู้พิการหรือคนในครอบครัวที่มีผู้พิการอยู่แล้วมาอบรมเป็น Caregiver เพื่อให้สามารถทำงานดูแลผู้ป่วยในพื้นที่ และในเวลาเดียวกันยังสามารถกลับไปดูแลสมาชิกในครอบครัวของตัวเองได้ด้วย แนวทางนี้จึงไม่ได้มองผู้พิการหรือครอบครัวผู้พิการเป็นเพียง “ผู้รับความช่วยเหลือ” แต่พยายามเปลี่ยนให้เป็นกำลังสำคัญของระบบดูแลสุขภาพชุมชนด้วย
การเข้าสู่สังคมสูงวัยเป็นแนวโน้มที่หลีกเลี่ยงได้ยาก เพราะเด็กเกิดใหม่น้อยลง ขณะที่คนมีอายุยืนขึ้นจากระบบการแพทย์ที่เข้าถึงได้มากขึ้น ดังนั้น เป้าหมายของ รพ.สต.จึงไม่ควรเป็นเพียงการทำให้ผู้สูงอายุมีชีวิตยืนยาว แต่ต้องทำให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีไปพร้อมกัน โดยเฉพาะการป้องกันไม่ให้ผู้สูงอายุเข้าสู่ภาวะติดบ้านเร็วเกินไป ฉะนั้น การออกกำลังกาย การควบคุมอาหาร โดยเฉพาะลดเค็ม การทำกิจกรรมทางสังคม การเยี่ยมบ้าน และการส่งต่อผู้ป่วยอย่างรวดเร็ว จึงเป็นเครื่องมือสำคัญในการชะลอการเข้าสู่ภาวะพึ่งพิง ขณะที่พื้นที่ยังมีแนวทางปรับสภาพแวดล้อมและเพิ่มความสามารถในการทำกิจวัตรประจำวันของผู้สูงอายุควบคู่กันไป
สุดท้ายนี้ ภาพการดูแลจึงไม่ได้มีเพียงเจ้าหน้าที่สาธารณสุขเดินเข้าไปหาคนป่วย แต่เป็นระบบที่เชื่อมตั้งแต่บ้านของผู้สูงอายุ เพื่อนบ้าน อสม. Caregiver รพ.สต. ไปจนถึง อบต. โดยมี “ออดสัญญาณ” เป็นเหมือนจุดเชื่อมเล็กๆ ที่ทำให้คนในชุมชนรับรู้ว่ามีคนต้องการความช่วยเหลือ ขณะเดียวกันการสร้างอาชีพและกิจกรรมก็พยายามดึงผู้สูงอายุออกจากความโดดเดี่ยวก่อนที่ร่างกายจะถดถอยจนกลายเป็นผู้ป่วยติดบ้านหรือติดเตียง
เพราะในสังคมสูงวัย การดูแลที่ดีที่สุดอาจไม่ใช่การรอให้คนแก่ป่วยแล้วจึงเข้าไปช่วย แต่คือการทำให้เขายังได้ออกจากบ้าน ได้ทำงาน ได้พบผู้คน มีคนคอยสังเกต และมีช่องทางขอความช่วยเหลือเมื่อจำเป็น
สุดท้ายแล้ว “กริ๊ง” หนึ่งครั้งอาจดูเป็นเพียงเสียงเล็กๆ จากบ้านหลังหนึ่ง แต่สำหรับผู้สูงอายุที่อยู่ลำพัง เสียงนั้นอาจหมายถึงการบอกว่า “ฉันยังมีคนได้ยิน” และสำหรับชุมชน เสียงกริ๊งนั้นคือสัญญาณเตือนว่า การดูแลผู้สูงอายุไม่ใช่เรื่องของคนในบ้านเพียงคนเดียว แต่เป็นหน้าที่ของคนทั้งชุมชนที่จะช่วยกันไม่ให้ใครต้องแก่ เจ็บป่วย หรือเผชิญเหตุฉุกเฉินอย่างโดดเดี่ยว

