‘ธนาคารกุ้ง’ เกาะใหญ่ ฟื้นทะเลสาบสงขลา สร้างอาชีพ รายได้พุ่งวันละ 3 พันบาท

20.08.26 | 16:09 น.

‘ธนาคารกุ้ง’ เกาะใหญ่ ฟื้นทะเลสาบสงขลา สร้างอาชีพ รายได้พุ่งวันละ 3 พันบาท

เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม ที่จังหวัดสงขลา น.ส.นิสา รัตนดิลก ณ ภูเก็ต ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนสุขภาวะชุมชน (สำนัก 3) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับ นายมานะ ช่วยชู ผู้จัดการศูนย์สนับสนุนวิชาการเพื่อการจัดการเครือข่ายพื้นที่ภาคใต้ (ศวภ.ใต้) ลงพื้นที่องค์การบริหารส่วนตำบลเกาะใหญ่ (อบต.เกาะใหญ่) อ.กระแสสินธุ์ ติดตามโครงการ “เกาะใหญ่ นวัตกรรมสร้างสุข สานพลังเครือข่ายลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลาจากนโยบายสู่การขับเคลื่อนเชิงปฏิบัติการ”


น.ส.นิสา กล่าวว่า การทำงานของ สสส. ในพื้นที่ไม่ได้เข้าไปทำงานแทนชุมชนโดยตรง แต่เน้นการ “หนุนเสริม” ให้คนในพื้นที่และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมองเห็นเป้าหมายร่วมกัน โดยเฉพาะการจัดการทรัพยากร ซึ่งเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตของประชาชน พร้อมทำงานในลักษณะเครือข่าย ดึงทั้งท้องถิ่น ชาวบ้าน นักวิชาการ และผู้ทรงคุณวุฒิเข้ามาร่วมกัน ขณะเดียวกัน สสส. ยังสนับสนุนการพัฒนาศักยภาพคน การจัดทำข้อมูล และการเรียนรู้จากผลการดำเนินงาน เพื่อให้เห็นว่าสิ่งที่ทำเกิดการเปลี่ยนแปลงหรือไม่ และนำข้อมูลกลับมาปรับการทำงานต่อ ที่สำคัญคือมุ่งให้กลไกในพื้นที่สามารถเดินหน้าต่อได้ แม้ในวันที่ สสส. ถอนตัวออกจากพื้นที่ เพราะหัวใจสำคัญคือการสร้างความเข้มแข็งให้ชุมชนและท้องถิ่นสามารถขับเคลื่อนงานต่อด้วยตัวเองด้าน นายสนิท แก้วมณี นิติกรชำนาญการ อบต.เกาะใหญ่ กล่าวว่า จุดเริ่มต้นของธนาคารกุ้งมาจากปัญหาที่ชาวประมงในพื้นที่ประสบโดยตรง เมื่อปริมาณสัตว์น้ำลดลง ทำให้รายได้จากการประกอบอาชีพประมงลดตามไปด้วย ชาวบ้านจึงพยายามหาวิธีเพิ่มปริมาณสัตว์น้ำในพื้นที่ และนำองค์ความรู้จากการเพาะพันธุ์ปูม้ามาทดลองประยุกต์ใช้กับกุ้ง

“ชาวบ้านเห็นว่าปูม้าสามารถเพาะพันธุ์ได้ ก็คิดว่ากุ้งน่าจะทำได้เหมือนกัน จึงลองผิดลองถูก จนสามารถนำมาใช้ในพื้นที่ได้จริง” นายสนิท กล่าว

นายสนิท กล่าวว่า จากการทดลองดังกล่าว พัฒนาสู่การจัดตั้งธนาคารกุ้งในพื้นที่ เพื่อเพาะพันธุ์และปล่อยลูกกุ้งกลับคืนสู่แหล่งน้ำ โดยอาศัยการมีส่วนร่วมของคนในชุมชน ทั้งกลุ่มชาวประมง กลุ่มผู้นำ และกลุ่มแม่บ้าน ขณะเดียวกันยังมีการพัฒนาองค์ความรู้และนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วย เช่น ระบบเติมออกซิเจนและการใช้พลังงานจากโซลาร์เซลล์ สิ่งสำคัญคือกระบวนการดังกล่าวไม่ได้เป็นเพียงการ “ปล่อยกุ้ง” เพื่อเพิ่มจำนวนสัตว์น้ำ แต่ยังเชื่อมโยงไปถึงการจัดการทรัพยากรในระยะยาว โดยพื้นที่มีการกำหนดกติกาชุมชนและเขตอนุรักษ์ เพื่อให้เกิดความสมดุลระหว่างการอนุรักษ์กับการใช้ประโยชน์จากทะเลสาบนายสนิท กล่าวว่า ปัจจุบันพื้นที่มีธนาคารกุ้งหลายจุด และสามารถเพาะพันธุ์กุ้งได้ในระดับที่นำกลับไปปล่อยในแหล่งน้ำได้ ขณะเดียวกัน ชุมชนยังพยายามต่อยอดแหล่งเรียนรู้เหล่านี้ไปสู่การพัฒนาอาชีพ เศรษฐกิจ และการท่องเที่ยวชุมชน

Advertisement

“การแก้ปัญหาไม่ได้เกิดจากหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง แต่ต้องอาศัยภาคีเครือข่ายและคนในพื้นที่ร่วมกัน เพราะปัญหาทรัพยากรทะเลสาบมีความซับซ้อนและต้องทำอย่างต่อเนื่อง” นายสนิท กล่าว

นายสนิท กล่าวว่า จากธนาคารกุ้งที่เริ่มต้นจากการทดลองของชาวบ้าน จึงค่อยๆ ขยายเป็นกลไกหนึ่งของการฟื้นฟูทรัพยากรและสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชน สะท้อนว่า “ภูมิปัญญาท้องถิ่น” เมื่อได้รับการสนับสนุนและเชื่อมโยงกับเครือข่ายที่เหมาะสม ก็สามารถกลายเป็นพลังสำคัญในการดูแลทั้งทรัพยากร เศรษฐกิจ และคุณภาพชีวิตของคนในพื้นที่ได้ขณะที่ นายสุเวทย์ บางพงศ์ ประธานกลุ่มประมงบ้านแหลมหาดธนาคารกุ้งก้ามกราม กล่าวว่า ธนาคารกุ้งก้ามกรามบ้านแหลมหาด เกิดจากการรวมตัวของชาวประมงใน ต.เกาะใหญ่ จ.สงขลา หลังเกิดวิกฤตทะเลสาบสงขลาในปี 2559 จากน้ำเค็มรุกและปัญหาน้ำเสีย ส่งผลให้กุ้งก้ามกรามและสัตว์น้ำตายจำนวนมาก ชาวประมงจึงร่วมกันคิดหาวิธีฟื้นฟูทรัพยากร โดยเริ่มจากการรวบรวมแม่พันธุ์กุ้งจากชาวประมงในพื้นที่ ก่อนนำไปเพาะและปล่อยคืนสู่ทะเลสาบ กระทั่งพัฒนาเป็นธนาคารกุ้งในปี 2560 และขยายความร่วมมือไปยังชุมชนต่างๆ ปัจจุบันทั้ง 9 หมู่บ้านใน ต.เกาะใหญ่ มีการกำหนดแนวเขตอนุรักษ์และกติกาชุมชน เพื่อร่วมกันดูแลทรัพยากรให้สามารถฟื้นตัวและใช้ประโยชน์ได้อย่างยั่งยืน

นายสุเวทย์กล่าวว่า ผลที่เห็นได้ชัดคือทรัพยากรกุ้งก้ามกรามกลับมาเพิ่มขึ้น และช่วยสร้างรายได้ให้ชาวประมง โดยจากเดิมในปี 2559 จับกุ้งได้เพียงวันละประมาณ 100-300 บาท ปัจจุบันรายได้เพิ่มเป็นวันละ 1,000-3,000 บาท ขณะที่จำนวนชาวประมงในหมู่ 6 เพิ่มจากประมาณ 60 ลำเป็น 80 ลำ สะท้อนว่าการฟื้นฟูทรัพยากรไม่ได้สร้างเพียงความสมบูรณ์ให้ทะเลสาบ แต่ยังสร้างความมั่นคงทางอาชีพและรายได้ให้คนในชุมชน โดยหัวใจสำคัญคือความร่วมมือของชาวประมงที่ยอมมอบแม่พันธุ์กุ้งให้ธนาคารโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย เพราะเห็นตรงกันว่าการรักษาทรัพยากรวันนี้ คือการรักษาอาชีพและรายได้ของคนในชุมชนในระยะยาว