ปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริ โชว์ผลงานปี69 ทะลุเป้า ลุยงบปี 70 วงเงิน 416 ล้าน ดันแผนระยะ5 เชื่อมทุกภาคส่วนช่วยชุมชนพึ่งพาตนเองชงบอร์ดมูลนิธิไฟเขียว
เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม นายกฤษฎา บุญราช ประธานคณะกรรมการสถาบันส่งเสริมและพัฒนากิจกรรมปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริ เป็นประธานประชุมคณะกรรมการสถาบันฯ โดยมี ท่านผู้หญิงจรุงจิตต์ ทีขะระ รองประธานกรรมการสถาบัน และคณะกรรมการเข้าร่วม ที่โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชั่น กรุงเทพฯ ทั้งนี้ที่ประชุมได้เห็นชอบแผนปฏิบัติงานและแผนการใช้จ่ายงบประมาณ พ.ศ. 2570 ของมูลนิธิปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริ และสถาบันส่งเสริมและพัฒนากิจกรรมปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริ กรอบวงเงิน 416,617,295 บาท โดยมีแหล่งงบประมาณ จาก เงินสะสมของมูลนิธิ ,เงินอุดหนุนทั่วไปจากส่วนราชการตามมติคณะรัฐมนตรี และเงินสนับสนุนจากภาคเอกชน หรือเงินกิจกรรมเพื่อสังคมและสิ่งแวดลอม เพื่อสถาบันฯจะได้เสนอขอรับความเห็นชอบจากคณะกรรมการมูลนิธิต่อไป


ที่ประชุมยังได้พิจารณาผ่านความเห็นชอบ แผนการปฏิบัติการด้านบูรณาการขับเคลื่อนการพัฒนาตามปรัชญาของเศรษกิจพอเพียง ระยะที่5 (พ.ศ.2571-2575)มูลนิธิปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริ และสถาบันส่งเสริมและพัฒนากิจกรรมปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริ มีวิสัยทัศน์เป็นองค์กรนำความรู้ นวัตกรรม และความสําเร็จจากการประยุกต์ใช้ แนวพระราชดําริมาต่อยอดขยายผล โดยเชื่อมโยงทุกภาคส่วน ให้ประชาชน พึ่งพาตนเองได้
ทั้งนี้จุดเด่นของแผนระยะที่5 คือ1.ขยายผลการพัฒนาตามแนวพระราชดำริแบบบูรณาการ ไปสู่พื้นที่มีปัญหาและความต้องการในลักษณะเดียวกัน 5 พื้นที่ ขยายผลจากพื้นที่ต้นแบบโครงการบริหารจัดการอ่างเก็บน้ำ ห้วยคล้าย อันเนื่องมาจากพระราชดำริ บ้านโคกล่าม บ้านแสงอร่าม อ.หนองวัวซอ จ.อุดรธานี 2.ขยายผลรูปแบบการแก้ไขปัญหาแหล่งน้ำขนาดเล็กของส่วนราชการที่ยังไม่ได้ถ่ายโอนให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้สามารถถ่ายโอนได้ ตามพ.ร.บ.กำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ.2542 3.ยกระดับการจัดการความรู้ตามแนวพระราชดำริ และสื่อสารผลการพัฒนาตามแนวพระราชดำริสู่สาธารณะ เพื่อยืนยันว่าการน้อมนำแนวพระราชดำริมาประยุกต์ใช้กับการดำเนินชีวิตสามารถดำเนินการได้จริง และเกิดผลในทางปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม 4.เตรียมการเปลี่ยนบทบาทมูลนิธิและสถาบันไปสู่การเป็นผู้ประสานการพัฒนาในแผนระยะที่6(พ.ศ. 2575 – 2580) สอดรับกับเป้าหมายของยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ประเทศไทยมีความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน เป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว ด้วยการพัฒนาตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงในปีพ.ศ.2580

สำหรับการทำงานสถาบันฯไม่ซ้ำซ้อนแต่เป็นการหนุนเสริมระบบราชการ 1.น้อมนำแนวพระราชดำริ หลักการทรงงาน และปณิธาน “สืบสาน รักษา ต่อยอด” หลักการเกษตรทฤษฎีใหม่ มาใช้เป็นหลักในการทำงาน 2.สถาบันเลือกทำงานในพื้นที่ที่มีปัญหาเกี่ยวกับชีวิต และความเป็นอยู่ของประชาชน /หน่วยงานภาครัฐเข้าถึงยาก หรือไม่มีเครือข่ายในการทำงาน ลักษณะงานมีความซับซ้อนหรืออ่อนไหว เช่น จังหวัดชายแดนภาคใต้ พื้นที่การแพร่ระบาดยาเสพติดชายแดนภาคเหนือ โครงการถ่ายโอนทรัพย์สินของส่วนราชการให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 3.กลุ่มประชาชนที่เข้าร่วมโครงการ คัดเลือกจากกลุ่มเปราะบาง กลุ่มเป้าหมายที่มีการทำ งานอย่างต่อเนื่อง กลุ่มที่มีความเข้าใจ ในกระบวนการการทำ งานตามแนวพระราชดำริ 4.งานที่ส่วนราชการสนับสนุน สถาบันดำเนินการโดยมองภาพรวมตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ (ผลิต แปรรูป ตลาด)โดยเป็นการส่งเสริมต่อยอดอาชีพการเกษตรภายหลังจากมีการพัฒนาระบบน้ำ แล้ว และเป็นการบูรณาการงานของ ภาคีเครือข่าย 5.กระบวนการทำงานของสถาบัน จะสามารถแก้ไขปัญหาเพื่อลดช่องว่าง เพิ่มความคล่องตัวในการทำงาน ช่วงเวลาเวลาการทำงาน การจัดทำกระบวนการสร้างความเข้าใจ/ไว้วางใจ กับประชาชน 6.กระบวนการทำงานของสถาบัน เน้นการบูรณการ การมีส่วนร่วมของภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันการศึกษา หน่วยงานภาคีที่เกี่ยวข้องข้อง และประชาชนในพื้นที่รับประโยชน์

อย่างไรก็ตาม นายวรยุทธ เนาวรัตน์ ผู้อำนวยการสถาบัน ได้รายงานผลการดำเนินงานในปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ดังนี้ 1.งานพัฒนาแหล่งน้ำ นั้น พบว่างานสำรวจแห่งน้ำ ปีนี้ มีเป้าหมาย 1,811 แห่ง สถาบันฯสำรวจ 1,911 แห่ง ทำได้เกินเป้าหมาย 100 แห่ง โดยขยายจากพื้นที่ออกจาก 9 จังหวัดลุ่มน้ำมูล ไปยังพื้นที่ 21 จังหวัด พบว่าองค์กรปกครองท้องถิ่นพร้อมรับถ่ายโอน 853 แห่ง และพร้อมซ่อมแบบมีส่วนร่วม 183 แห่ง
สำหรับงานถ่ายโอน จากผลการสำรวจตามโครงการสำรวจ ออกแบบ ซ่อมแซมแหล่งน้ำของส่วนราชการที่ยังไม่ได้ถ่ายโอนให้แก่องค์กรปครองท้องถิ่นตั้งแต่ปี 2567-2569 จำนวน 3,534 แห่ง จากการสำรวจของคณะทำงา พบว่าโครงการที่มีความสมบูรณ์ ส่วนท้องถิ่นพร้อมรับการถ่ายโอน รวมทั้งสถาบันได้ผลักดันให้เกิดการถ่ายโอนให้องค์กรปกครองท้องถิ่น มี 2,021 แห่ง คิดเป็นร้อยละ 56% เป้าหมายเพื่อให้ท้องถิ่นดูแลบำรุงรักษาและต่อยอดใช้ประโยชน์ได้ต่อเนื่อง
2.งานพัฒนาและส่งเสริมอาชีพ โดยภาคเหนือ มีมะนาวบ้านยอด จ.น่าน ภาคกลาง มีทุเรียน และกล้วยน้ำว้า จ.เพชรบุรี ไม้ดอกเมืองหนาว จ.อุทัยธานี ภาคตะวันเฉียงเหนือ มีผักปลอดภัย มะพร้าวน้ำหอม จ.ขอนแก่น เมล่อน จ.ศรีสะเกษ และภาคใต้ มีทุเรียนคุณภาพ อ้อย และข้าวพันธุ์พื้นเมืองจังหวัดชายแดนภาคใต้
3.ได้ร่วมกับการไฟฟ้าภูมิภาคทำป่าชุม ในโครงการเสริมสร้างศักยภาพชุมชนอนุรักษ์ป่าไม้ แผ่นระยะยาว 15 ปี นำร่องี่ หมู่บ้านโคกล่าม และแสงอร่าม ที่จ.อุดรธานี ด้วยงบประมาณ 5 แสนบาท และการประเมินป่าชายเลนเพื่อประโยชน์จากคาร์บอนเครดิต ที่อ.หนองจิก และอ.ยะหริง จ.ปัตตานี ขณะนี้อยู่ระหว่างปตท.พิจารณาข้อเสนอแนะและลงพื้นที่สำรวจ




