เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม นพ.สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยว่า ตนได้นำผู้บริหารจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการสาธารณสุข สภาผู้แทนราษฎร ณ อาคารรัฐสภา เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม ที่ผ่านมา กรณีประชาชนร้องเรียนพบข้อมูลสุขภาพในแอพพลิเคชัน “หมอพร้อม” ที่สงสัยคลาดเคลื่อนหรือไม่ตรงกับความจริง หรือไม่เข้าใจ โดยมีผู้เข้าร่วมจากหลายภาคส่วน ได้แก่ ตัวแทนผู้ร้องเรียน กระทรวงสาธารณสุข กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) กรมบัญชีกลาง สำนักงานประกันสังคม กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ผู้แทนสื่อมวลชน และหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง
นพ.สมฤกษ์ ชี้แจงว่า ข้อมูลที่ประชาชนเห็นในหมอพร้อม มีต้นทางจากการบันทึกข้อมูลของหน่วยบริการในพื้นที่ เมื่อประชาชนเข้ารับบริการตรวจรักษา คัดกรอง ส่งเสริมสุขภาพ หรือป้องกันโรค ก่อนที่จะส่งข้อมูลนั้นเข้าสู่ระบบ MOPH PHR เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงประวัติสุขภาพของตนเองผ่านแอพพลิเคชันหมอพร้อม ดังนั้น เมื่อประชาชนพบข้อมูลที่คิดว่าไม่ถูกต้องหรือสงสัย สามารถที่จะขอตรวจสอบย้อนกลับไปยังหน่วยบริการต้นทาง ทั้งหลักฐานการบันทึกข้อมูล การยืนยันโดยผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่ การตรวจสอบข้อมูลการเบิกจ่าย และการทวนสอบก่อนการปรับปรุงหรือแก้ไขข้อมูล เพื่อให้ข้อมูลที่อยู่ในระบบเป็นปัจจุบันและตรงกับข้อเท็จจริง 
นพ.สมฤกษ์ กล่าวว่า จากข้อมูล ณ วันที่ 20 สิงหาคม 2569 มีจำนวนรายการที่ประชาชนแจ้งให้ตรวจสอบ 24,346 รายการ จากประชาชน 9,289 คน เกี่ยวข้องกับสถานพยาบาล 2,783 แห่ง ประมาณ 76% เป็นข้อมูลด้านการคัดกรอง ส่งเสริมสุขภาพ และป้องกันโรค เมื่อเทียบกับข้อมูลทั้งหมดที่มีการส่งเข้าสู่ระบบประมาณ 204 ล้านรายการต่อปี รายการที่มีการร้องเรียนคิดเป็นสัดส่วนที่น้อยกว่า 0.01% โดยกระทรวงสาธารณสุขได้แถลงผลการตรวจสอบรายละเอียดของข้อมูลชุดแรก เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2569 จำนวน 16,346 รายการ พบว่า 35.8% เป็นข้อมูลถูกต้องและมีการรับบริการจริง, 32.9% อาจเกี่ยวข้องกับการดำเนินงานตามตัวชี้วัด, 24.8% เป็น Human Error, 6.2% เป็นกรณีอื่นๆ และ 0.3% อาจเกี่ยวข้องกับการเบิกจ่าย
นพ.สมฤกษ์ กล่าวต่อว่า สาเหตุของข้อมูลคลาดเคลื่อนที่ตรวจพบ อาทิ การบันทึกชื่อบางกิจกรรมที่อาจทำให้ประชาชนตีความว่าเป็นการวินิจฉัยหรือรักษาโรค เช่น การประเมินความเครียดแต่บันทึกเป็น “คัดกรองสุขภาพจิต” หรือการส่งเสริมการคัดกรองเชิงรุก เช่น การตรวจเต้านมด้วยตนเองแต่บันทึกเป็น “คัดกรองมะเร็งเต้านม” รวมถึงการเตรียมข้อมูลกลุ่มเป้าหมายไว้ล่วงหน้าแต่ประชาชนไม่ได้มารับบริการจริง ส่วนกรณี Human Error พบมีการกรอกหรือพิมพ์ข้อมูลผิด การนำข้อมูลจากแบบฟอร์มกระดาษมาบันทึกในระบบภายหลัง การเลือกช่องหรือรายการจาก drop-down ผิด และการคัดลอกข้อมูลเดิมโดยไม่ได้แก้ไขให้ตรงกับผู้รับบริการรายปัจจุบัน
ทั้งนี้ นพ.สมฤกษ์ ได้ยกตัวอย่างกรณีผู้ร้องเรียนพบข้อมูลเบิกจ่ายเป็น “การนวดประคบเพื่อการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ป่วยอัมพฤกษ์/อัมพาต” รหัส 58131 โดยเป็นความผิดพลาดที่ไม่ตั้งใจ ทั้งที่มารับบริการจริง โดยที่ถูกต้องควรบันทึกรหัส 58130 คือ “การนวดประคบเพื่อการบำบัดรักษาทั่วไป” โดยอัตราค่าบริการของทั้งสองรหัสเท่ากัน สำหรับรายการที่อาจเกี่ยวข้องกับการเบิกจ่าย จำนวน 19 รายการ หรือ 0.3% ได้มีการตรวจสอบร่วมกับ สปสช. พบการเบิกจ่ายจริง 2 รายการ ตรวจสอบรายละเอียดแล้วพบว่า ผู้ร้องเรียนมารับบริการจากต่างจังหวัดและได้รับการตรวจรักษาจริง แต่ประสงค์ให้มีการตรวจสอบ ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ชี้แจงแก่ผู้ร้องเรียนทราบแล้ว
“คณะกรรมาธิการฯ ยังได้ซักถามกรณีร้องเรียนในพื้นที่จังหวัดปทุมธานีและสุพรรณบุรี ซึ่งผู้บริหารและผู้ปฏิบัติงานจากหน่วยบริการได้ร่วมชี้แจงข้อเท็จจริง โดยจังหวัดปทุมธานี มีการตรวจสอบ 333 รายการ ข้อมูลการรับบริการคลาดเคลื่อน 39 รายการ พบเบิกจ่ายโดยไม่มีบริการจริง 5 ราย อยู่ขั้นตอนเตรียมเงินคืนและได้ชี้แจงผู้ร้องเรียนแล้ว ส่วนจังหวัดสุพรรณบุรี พบว่าข้อมูลการรับบริการคลาดเคลื่อนส่วนใหญ่เป็นกิจกรรมการคัดกรองโดยวาจา” นพ.สมฤกษ์กล่าว
นพ.สมฤกษ์ กล่าวอีกว่า อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ทำงานกับโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) ความผิดพลาดที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องของ Human Error ยืนยันว่าไม่มีเจตนา จึงต้องดูแลขวัญกำลังใจของคนทำงานด้วย ส่วนประเด็นการทุจริตที่เป็นข้อกังวล จะมีการตรวจสอบ ถ้าพบข้อมูลว่ามีการเบิกเงินก็จะต้องสอบสวนต่อ ขอให้มั่นใจว่ายังไม่มีใครเจตนาทุจริต แต่ถ้าพบจะดำเนินการอย่างแน่นอน
นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้หารือถึงข้อจำกัดเชิงระบบของบริการสาธารณสุข ทั้งปริมาณบริการที่มีจำนวนมาก ประกอบกับบุคลากรที่มีจำกัด และข้อจำกัดด้านงบประมาณ นับเป็นความท้าทายต่อการบันทึกและบริหารจัดการข้อมูลให้มีความถูกต้องครบถ้วน
โดย นพ.สมฤกษ์ ได้ชี้แจงว่า ได้วางแนวทางรองรับในหลายด้าน ได้แก่ การปรับปรุงระบบงาน การนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้เพื่อลดภาระและเพิ่มความถูกต้องแม่นยำของข้อมูล การทบทวนจำนวนตัวชี้วัดหรือ KPI ให้น้อยลงเหมาะสมกับภาระงาน ตลอดจนเดินหน้าตรวจสอบและสืบค้นสาเหตุของข้อมูลคลาดเคลื่อนตามที่ประชาชนร้องเรียนอย่างต่อเนื่อง โดยให้ความสำคัญเรื่องการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลและความปลอดภัยไซเบอร์ของระบบข้อมูล ตามแนวทางของสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล และสำนักงานคณะกรรมการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ

