‘สุนี’ จี้รัฐเคาะงบปี 2570 ดันเงินอุดหนุนเด็ก 600 บาทถ้วนหน้า ชี้โอกาสสุดท้ายใช้งบกลางไม่ถึง 5 พันล้าน

31.08.26 | 09:00 น.

‘สุนี’ จี้รัฐเคาะงบปี 2570 ดันเงินอุดหนุนเด็ก 600 บาทถ้วนหน้า ชี้โอกาสสุดท้ายใช้งบกลางไม่ถึง 5 พันล้าน

เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม ผศ.สุนี ไชยรส อดีตกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) กล่าวถึงแนวทางการส่งเสริมการมีบุตรและระบบสวัสดิการเด็กของประเทศไทยว่า การเพิ่มเงินอุดหนุนเด็กเพียงอย่างเดียวไม่ใช่คำตอบทั้งหมด แต่เป็น “หลักประกันขั้นพื้นฐาน” ที่รัฐต้องทำให้เกิดขึ้นก่อน โดยเฉพาะการจ่ายเงินอุดหนุนเด็กแบบถ้วนหน้า ซึ่งผลักดันกันมานานกว่า 10 ปี แต่ยังไม่สามารถเดินหน้าได้อย่างเป็นรูปธรรม โดยปัญหาใหญ่ของประเทศไทยในขณะนี้ แม้แต่แนวคิดเรื่องการให้เงินอุดหนุนเด็กแบบถ้วนหน้า รัฐบาลก็ยังไม่ยอมรับอย่างเต็มที่ เพราะเรื่องนี้ติดอยู่ในภาวะชะงักงันมาประมาณ 10 ปีแล้ว มีมติซ้ำแล้วซ้ำอีก แต่ยังไม่มีการจัดสรรงบประมาณให้เกิดขึ้นจริง แม้แต่ข้อเสนอให้เงินอุดหนุนเด็กถ้วนหน้าเดือนละ 600 บาท ซึ่งเป็นจำนวนไม่มาก ก็ยังไม่สามารถผ่านด่านได้ จึงไม่แน่ใจว่าจะสามารถพูดไปถึงนโยบายที่ใหญ่กว่านี้ได้อย่างไร อย่างไรก็ตาม หากจะมองเรื่องการส่งเสริมการมีบุตรจริงๆ ต้องมองว่ามีหลายองค์ประกอบร่วมกัน ไม่ใช่เฉพาะตัวเงิน


ผศ.สุนี กล่าวว่า สิ่งแรกคือการให้สวัสดิการแบบถ้วนหน้า เพื่อไม่ให้เด็กตกหล่น เพราะปัจจุบันยังมีเด็กตกหล่นจากระบบมากกว่า 30% เนื่องจากใช้ระบบคัดกรองความยากจน ขณะที่เงินอุดหนุนก็อยู่ที่ 600 บาท ซึ่งน้อยมาก สิ่งที่ 2 คือ ต้องมีระบบแวดล้อมที่เอื้อต่อการเลี้ยงดูเด็ก เช่น การดูแลเด็กตั้งแต่อายุ 3-4 เดือน ซึ่งเป็นช่วงที่พ่อแม่จำนวนมากจำเป็นต้องกลับไปทำงาน เด็กควรได้อยู่ในสถานที่ที่มีการดูแลเรื่องพัฒนาการ อาหาร นม และการเรียนรู้

“ปัจจุบันเด็กเล็กมีมากกว่า 4 ล้านคน แต่ศูนย์เด็กเล็กของรัฐรองรับได้ประมาณ 2 ล้านคนเท่านั้น อีกทั้งเวลาเปิด-ปิดยังเป็นระบบราชการ ขณะที่พ่อแม่จำนวนมากไม่ได้ทำงานราชการ บางคนทำงานเป็นกะ เป็นแม่ค้าขายของ หรือทำงานกลางคืน จึงมีปัจจัยอีกมากที่ยังไม่เอื้อให้คนตัดสินใจมีลูก” ผศ.สุนี กล่าว

เมื่อถามว่าแสดงว่าเงินยังไม่ใช่ปัจจัยแรกในการตัดสินใจมีลูก ผศ.สุนี กล่าวว่า เงินเป็นปัจจัยสำคัญและเป็นหลักประกันขั้นพื้นฐาน แต่ต้องทำควบคู่กับเรื่องอื่นด้วย เราเรียกร้องเรื่องนี้มานาน 10 ปี เพราะเห็นว่ามันเป็นหลักประกันขั้นพื้นฐานที่จะเปลี่ยนแนวคิดของรัฐ หลักการคือ การดูแลเด็กตั้งแต่ครรภ์มารดาจนถึงเชิงตะกอนที่พูดกันในทางทฤษฎี ต้องเริ่มจากการทำให้เด็กทุกคนได้รับการดูแล เพราะขณะนี้ทุกช่วงวัยมีสวัสดิการถ้วนหน้า ยกเว้นเด็กเล็ก ดังนั้น ขั้นแรกต้องทำให้เด็กทุกคนได้รับหลักประกันขั้นพื้นฐาน ไม่ว่าจะเป็นเงินอุดหนุนตั้งแต่ตั้งครรภ์ หรือเงินอุดหนุนเด็ก เพราะหากยังไม่ยอมรับหลักการถ้วนหน้า ก็จะวนกลับไปสู่การสงเคราะห์คนจน ซึ่งไม่ใช่ทางออก แม้กระทั่งมติเรื่องเงินอุดหนุนหญิงตั้งครรภ์ก็มีการเสนอให้ได้รับเดือนละ 3,000 บาท เป็นเวลา 5 เดือน แต่สุดท้ายก็ยังไม่สามารถจัดสรรงบประมาณให้เกิดขึ้นจริงได้ เช่นเดียวกับเงินอุดหนุนเด็ก 600 บาท ที่มีมติเรื่องถ้วนหน้าแล้ว แต่หากไม่จัดงบประมาณ ก็ไม่สามารถเดินหน้าได้

Advertisement

เมื่อถามว่าปัจจุบันสวัสดิการเด็กของไทยยังไม่สามารถดึงดูดให้คนอยากมีลูกเพิ่มขึ้นใช่หรือไม่ ผศ.สุนี กล่าวว่า ใช่ เพราะกระบวนการทำงานของรัฐยังไม่จบเป็นจริงเป็นจัง และไม่ได้คิดอย่างเป็นระบบ เรื่องนี้ต้องทำควบคู่กัน ทั้งการดูแลเด็ก โภชนาการ เด็กพิเศษ และการสร้างระบบดูแลเด็กทั้งหมด อย่างน้อยต้องเปลี่ยนหลักการและแนวคิดของหน่วยงานรัฐให้ถือว่าเด็กเล็กทุกคนจำเป็นต้องได้รับสิทธิ เช่นเดียวกับเบี้ยผู้สูงอายุ คนพิการ หรือการเรียนฟรี ซึ่งกลุ่มเหล่านี้รัฐไม่ได้ถามว่าจนหรือไม่จน แต่กลับมีเพียงเด็กที่ต้องผ่านการคัดกรองความจน จากนั้นต้องกระจายอำนาจให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสามารถดูแลเด็กได้จริง เพราะศูนย์เด็กเล็กยังไม่ทั่วถึง และส่วนใหญ่รับเด็กอายุ 2-3 ปีขึ้นไป ขณะที่พ่อแม่จำนวนมากจำเป็นต้องกลับไปทำงานตั้งแต่ลูกอายุเพียงไม่กี่เดือน หากไม่มีสถานที่ที่รัฐสนับสนุน พ่อแม่ก็ต้องลาออกจากงานมาเลี้ยงลูก ทำให้รายได้ลดลง และเกิดคำถามว่า หากมีลูกแล้วจะเอาลูกไปไว้ที่ไหน

เมื่อถามว่าปัญหาเรื่องศูนย์เด็กเล็กมีความสำคัญมากแค่ไหน ผศ.สุนี กล่าวว่า สำคัญมาก เพราะศูนย์เด็กเล็กต้องสามารถรองรับเด็กตามความจำเป็นของแต่ละพื้นที่ ไม่ใช่กำหนดรูปแบบเดียวกันทั้งหมด ปัจจุบันบางพื้นที่ต้องการรับเด็กอายุน้อยกว่า 2 ขวบ แต่ติดระเบียบและอำนาจหน้าที่ของหน่วยงานรัฐ บางแห่งแม้มีเงินก็ยังไม่สามารถนำมาใช้ดูแลเด็กต่ำกว่า 2 ขวบได้ เพราะติดข้อจำกัดด้านระเบียบ อีกเรื่องคือเวลาเปิด-ปิด หากยังใช้ระบบราชการ เช่น เปิดถึงบ่าย 3 โมง และหยุดเสาร์-อาทิตย์ ก็ไม่ตอบโจทย์พ่อแม่ที่ทำงานเป็นกะ ทำงานกลางคืน หรือทำงานนอกระบบ จึงต้องปรับระบบให้ยืดหยุ่นขึ้น พร้อมจัดสรรงบประมาณ อัตรากำลัง และครูให้เพียงพอ และต้องกระจายอำนาจด้านงบประมาณและกำลังคนให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอย่างจริงจัง

ถามต่อว่าค่านิยมของผู้หญิงไทยในปัจจุบันที่ไม่อยากมีลูก หรืออยากมีลูกแต่รอจนมีอายุมากขึ้น มองอย่างไร ผศ.สุนี กล่าวว่า จากที่สอนนักศึกษาและพูดคุยกับเยาวชน พบว่าคนจำนวนมากไม่ได้ไม่อยากมีลูกเพราะไม่ชอบเด็ก แต่พวกเขามองว่าหากมีลูกแล้วต้องรับผิดชอบให้เด็กได้รับการดูแลอย่างดี เยาวชนจำนวนมากไม่รู้ว่าเรียนจบแล้วจะตกงานหรือไม่ เงินเดือนเท่าไหร่ จะมีบ้านหรือไม่ และจะดูแลลูกอย่างไร ดังนั้นเพื่อความรับผิดชอบจึงเลือกที่จะยังไม่มีลูก

ในกลุ่มคนทำงานก็เห็นภาพชัด โดยเฉพาะคนทำงานในโรงงานจำนวนมากที่เป็นโสดยาวนาน เพราะหากมีลูกแล้วจะเอาลูกไปไว้ที่ไหน หากหยุดงานก็อาจตกงานและไม่มีรายได้ ส่วนคนชั้นกลางก็ต้องการความก้าวหน้าในการทำงาน จึงเลือกสร้างความมั่นคงก่อน ทำให้เมื่อพร้อมจริงๆ ก็อาจมีอายุมากขึ้น บางคนเมื่อพร้อมแล้วจึงต้องพึ่งเทคโนโลยีช่วยการมีบุตร แต่ค่าใช้จ่ายก็สูงมาก บางคนเสียเงินเป็นล้านบาทก็ยังไม่ประสบความสำเร็จ

“รัฐไม่ควรปล่อยให้เรื่องนี้เป็นไปตามธรรมชาติแล้วค่อยประกาศว่าจะส่งเสริมการมีบุตร เพราะการมีลูกเป็นเรื่องที่กดดันกันไม่ได้ ต้องเกิดจากความสมัครใจและความพร้อม แต่รัฐต้องสร้างระบบนิเวศสำหรับการเลี้ยงดูเด็กให้พ่อแม่รู้สึกอุ่นใจ” ผศ.สุนี กล่าว

เมื่อถามว่าเงิน 600 บาทต่อเดือนมีความหมายกับครอบครัวมากน้อยแค่ไหน ผศ.สุนี กล่าวว่า สำหรับคนที่มีฐานะดี เงิน 600 บาทอาจดูน้อยมาก แต่สำหรับพ่อแม่ที่ไม่มีเงินเลย อย่างน้อยเงินจำนวนนี้ทำให้รู้สึกอุ่นใจว่าในแต่ละเดือนมีเงินเข้ามาเพื่อซื้อของให้ลูก เช่น นม หรือสิ่งของจำเป็น แต่เงิน 600 บาทไม่ใช่คำตอบเดียว คำตอบสำคัญคือการดูแลตั้งแต่ตั้งครรภ์จนถึงอายุ 6 ปี เพราะเป็นช่วงรอยต่อสำคัญของการเติบโตทั้งทางร่างกายและสมอง รวมถึงการคัดกรองพัฒนาการ เด็กออทิสติก และเด็กพิเศษ แต่กลไกของรัฐในปัจจุบันยังมีช่องโหว่จำนวนมาก

ถามต่อว่าข้อเสนอเงินอุดหนุนเด็ก 600 บาทแบบถ้วนหน้า ซึ่งระบุว่าจะเริ่มในปี 2570 ยังมีโอกาสหรือไม่ ผศ.สุนี กล่าวว่า ยังไม่แน่นอน ต้องรอว่าคณะรัฐมนตรีจะดำเนินการอย่างไร ขณะนี้ยังมีโอกาสสุดท้ายคือการใช้งบกลางปี 2570 โดยใช้งบประมาณไม่ถึง 4,000-5,000 ล้านบาท เรื่องนี้น่าคิดว่า หากเป็นเรื่องเล็กๆ ยังไม่สามารถเดินหน้าได้ แล้วเราจะคาดหวังเรื่องใหญ่ได้อย่างไร ข้อเสนอเงิน 600 บาทมีการผลักดันมานานแล้ว และเมื่อประมาณ 10 ปีก่อนประเมินว่าจะใช้งบประมาณประมาณ 7,000 ล้านบาท แต่ปัจจุบันเด็กเกิดน้อยลง งบประมาณที่ต้องใช้เหลือไม่ถึง 5,000 ล้านบาท จึงอยากให้รัฐบาลตัดสินใจทำ เพราะหากปล่อยไปเรื่อยๆ รัฐบาลอาจคิดว่า เด็กเกิดน้อยลงเรื่อยๆ เดี๋ยวงบประมาณก็ลดลงเอง ซึ่งไม่ใช่เรื่องที่ควรดีใจ เพราะการที่เด็กเกิดน้อยลงสะท้อนปัญหาอีกด้านหนึ่งของประเทศ

“ที่สำคัญ ปัจจุบันยังมีเด็กตกหล่นจากเงิน 600 บาทมากกว่า 30% แม้แต่ในกรุงเทพมหานครก็ยังมีเด็กที่อยู่ในครอบครัวระดับกลางไปจนถึงยากจนที่เข้าไม่ถึงสิทธิ เพราะขั้นตอนการตรวจสอบรายได้มีความยุ่งยาก ต้องมีคนรับรองอีก 2 คน ซึ่งคนจนจำนวนมากไม่มีบุคคลที่สามารถรับรองตามระบบราชการได้ วิธีที่จะทำให้เด็กไม่ตกหล่นคือการให้แบบถ้วนหน้า เมื่อเด็กเกิดก็เข้าสู่ระบบและสามารถจัดทำฐานข้อมูลเพื่อดูแลต่อได้ รวมถึงหญิงตั้งครรภ์ก็จะมีโอกาสได้รับการดูแลตั้งแต่ต้น” ผศ.สุนี กล่าว

เมื่อถามว่าหากปี 2570 เงิน 600 บาทไม่ผ่านงบกลาง หรือรัฐบาลยังเพิกเฉย จะเกิดอะไรขึ้น ผศ.สุนี กล่าวว่า ต้องกลับมาถามว่า แล้วจะมีกลไกเหล่านี้ไปเพื่ออะไร เพราะคณะกรรมการส่งเสริมการพัฒนาเด็กและเยาวชนแห่งชาติ ซึ่งมีรองนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน มีมติมาตั้งแต่ปี 2563 แต่ก็ไม่ดำเนินการ และล่าสุดในปี 2569 ก็มีมติให้เงินอุดหนุนเด็กแบบถ้วนหน้า 600 บาทอีก แต่ก็ยังไม่ถึงมติคณะรัฐมนตรีและไม่จัดงบประมาณ หากเป็นเช่นนี้ก็ต้องกลับมาทบทวนกลไกเหล่านี้ว่า จำเป็นต้องรื้อหรือไม่ เพราะไม่ควรมีการประชุม มีมติ และแถลงข่าวซ้ำๆ หากสุดท้ายไม่มีการนำไปปฏิบัติจริง ตลอด 10 ปีที่ผ่านมา มีทั้งองค์กรภาครัฐ นักวิชาการ และองค์กรระหว่างประเทศติดตามเรื่องนี้ และพบปัญหาเด็กตกหล่นอยู่ตลอด ดังนั้นจึงมีเหตุผลชัดเจนว่าต้องใช้ระบบถ้วนหน้า

“การพูดถึงตัวอย่างที่ดีจากต่างประเทศเป็นเรื่องที่ทำได้ แต่ประเทศไทยต้องทำพื้นฐานของตัวเองให้ได้ก่อน ไม่ใช่ประกาศว่าเรื่องเด็กเป็นวาระแห่งชาติ แต่ไม่มีการจัดสรรงบประมาณหรือกลไกให้เกิดผลจริง นอกจากรัฐบาลแล้ว ต้องผลักดันไปถึงองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพราะส่วนกลางไม่มีทางเข้าถึงเด็กได้ทุกกลุ่ม โดยเฉพาะเด็กในพื้นที่ห่างไกล เด็กในป่า เด็กบนดอย หรือเด็กในชุมชนแออัด การกระจายอำนาจจึงเป็นหัวใจสำคัญ เพื่อให้ท้องถิ่นสามารถออกแบบระบบดูแลเด็กให้สอดคล้องกับบริบทของพื้นที่ และทำให้เด็กทุกคนเข้าถึงสวัสดิการและการดูแลอย่างทั่วถึง ไม่ใช่ปล่อยให้คำว่าวาระแห่งชาติ เป็นเพียงคำประกาศที่ไม่มีการลงมือทำ” ผศ.สุนี กล่าว