สพฉ. ผนึก สวทช. ทำมาตรฐานรถพยาบาลใหม่ แข็งแกร่งกว่าเดิม-ลดนำเข้าจากนอก

31.08.26 | 14:52 น.

สพฉ. ผนึก สวทช. ทำมาตรฐานรถพยาบาลใหม่ แข็งแกร่งกว่าเดิม-ลดนำเข้าจากนอก

เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม ที่สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) กระทรวงสาธารณสุข จัดงาน “พลิกโฉมรถพยาบาลมาตรฐานใหม่ สู่ระบบการแพทย์ฉุกเฉินดิจิทัล” โดยมี ดร.พิเชษฐ์ หนองช้าง เลขาธิการ สพฉ. พร้อมด้วย ดร.กัลยา อุดมวิทิต รองผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ดร.ศราวุธ เลิศพลังสันติ รองผู้อำนวยการด้านสนับสนุนการวิจัยและพัฒนา ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (MTEC) และผู้แทนจากสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) ในฐานะผู้สนับสนุนทุนวิจัย เข้าร่วมกิจกรรม สะท้อนความร่วมมือระหว่างหน่วยงานด้านการแพทย์ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และการวิจัย เพื่อยกระดับระบบการแพทย์ฉุกเฉินของประเทศ


ดร.พิเชษฐ์ กล่าวว่า สพฉ. และหน่วยงานภาคีมีความร่วมมือในการพัฒนาระบบการแพทย์ฉุกเฉินดิจิทัลมาอย่างต่อเนื่อง โดยมี สวทช. และ สวรส. เข้ามาสนับสนุนด้านองค์ความรู้และงานวิจัย ล่าสุดพัฒนา “แพลตฟอร์มกลางการแพทย์ฉุกเฉิน” หรือ NDMS เพื่อเชื่อมโยงระบบรับแจ้งเหตุ การสั่งการ และการปฏิบัติการให้ทำงานแบบเรียลไทม์ ปัจจุบันประเทศไทยมีศูนย์รับแจ้งเหตุประมาณ 80 ศูนย์ทั่วประเทศ โดยแพลตฟอร์มดังกล่าวสามารถรองรับการแจ้งเหตุได้หลายช่องทาง ทั้งข้อความและวิดีโอคอล ทำให้เจ้าหน้าที่สามารถประเมินสถานการณ์ได้รวดเร็ว รวมถึงมีระบบบริหารสายเรียกเข้าและสามารถขยายกำลังรองรับการแจ้งเหตุในกรณีภัยพิบัติ ตลอดจนรองรับการทำงานแบบ Virtual Call Center ที่สามารถย้ายจุดปฏิบัติงานไปยังพื้นที่อื่นได้ นอกจากนี้ยังมีระบบบริหารทรัพยากรที่ช่วยแสดงข้อมูลโรงพยาบาลและทรัพยากรที่มีอยู่ เพื่อช่วยเจ้าหน้าที่ตัดสินใจเลือกหน่วยปฏิบัติการและโรงพยาบาลที่เหมาะสมได้รวดเร็วยิ่งขึ้น

ดร.พิเชษฐ์ กล่าวว่า ในส่วนของการดูแลผู้ป่วย มีการพัฒนาระบบ Telemedicine เชื่อมต่อระหว่างรถพยาบาลกับโรงพยาบาล ทำให้แพทย์และพยาบาลสามารถให้คำแนะนำและติดตามข้อมูลผู้ป่วยแบบเรียลไทม์ ทั้งข้อมูลทางการแพทย์ ภาพ และวิดีโอ ตั้งแต่ระหว่างนำส่งจนถึงโรงพยาบาล พร้อมระบบ Dashboard และระบบ e-Finance สำหรับการบริหารจัดการและจ่ายค่าชดเชยแก่หน่วยบริการฉุกเฉิน

ดร.พิเชษฐ์ กล่าวว่า ขณะเดียวกัน ความร่วมมือกับ สวรส. ยังครอบคลุมการวิจัยเพื่อยกระดับความปลอดภัยของรถพยาบาล เนื่องจากที่ผ่านมาเกิดอุบัติเหตุที่ส่งผลให้บุคลากรทางการแพทย์ฉุกเฉินและผู้ป่วยได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต จึงมีการพัฒนาโครงสร้างรถพยาบาลให้มีความแข็งแรง สามารถรองรับกรณีรถชนหรือพลิกคว่ำ โดยคำนึงถึงความปลอดภัยของผู้ป่วย บุคลากร ที่นั่ง และอุปกรณ์ทางการแพทย์ พร้อมนำเทคโนโลยี 5G มาเชื่อมต่อกับระบบแพทย์อำนวยการ เพื่อให้สามารถสั่งการและส่งต่อข้อมูลไปยังโรงพยาบาลได้อย่างต่อเนื่อง

Advertisement

ด้าน ดร.ศราวุธ กล่าวว่า สวทช. ให้ความสำคัญกับการเสริมความแข็งแรงของโครงสร้างรถพยาบาล โดยพัฒนาร่วมกับผู้ประกอบการและอ้างอิงมาตรฐานสากล ทั้งรถตู้ที่นำมาดัดแปลงและเสริมโครงสร้าง รวมถึงรถกระบะ โดยผู้ประกอบการสามารถนำองค์ความรู้ไปผลิตและทดสอบได้แล้ว ต้นทุนส่วนที่เพิ่มขึ้นจากการเสริมโครงสร้างอยู่ที่ประมาณ 20% ของต้นทุนเดิม ทั้งนี้ ที่ผ่านมาปัญหาสำคัญคือผู้ประกอบการมีศักยภาพในการผลิต แต่ยังขาดองค์ความรู้ด้านวิศวกรรมสำหรับการออกแบบให้รองรับแรงกระแทกอย่างเหมาะสม

สำหรับการนำเข้าวัสดุจากต่างประเทศ ดร.ศราวุธ ระบุว่า ปัจจุบันไทยมีศักยภาพในการผลิตวัสดุและอุปกรณ์บางส่วนได้เองมากขึ้น เนื่องจากมีการวิเคราะห์และทดสอบภายในประเทศ เช่น เตียงผู้ป่วย ซึ่งสามารถผลิตโดยผู้ประกอบการไทยและช่วยลดการนำเข้าได้ ขณะที่ ดร.กัลยา กล่าวว่า การลดการพึ่งพาการนำเข้าและเพิ่มการพึ่งพาตนเองจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือในการพัฒนาองค์ความรู้ ลดต้นทุน และยกระดับมาตรฐานให้เป็นที่ยอมรับทั้งในประเทศและระดับสากล

ทั้งนี้ ดร.ศราวุธ กล่าวว่า หากงานวิจัยและนวัตกรรมสามารถพิสูจน์มาตรฐานได้ สามารถเข้าสู่ “บัญชีนวัตกรรม” ซึ่งเปิดช่องให้หน่วยงานภาครัฐจัดซื้อผลิตภัณฑ์นวัตกรรมภายใต้หลักเกณฑ์ที่กำหนด โดยมีขั้นตอนการพิจารณาและรับรองอย่างชัดเจน ขณะที่รถฉุกเฉินปัจจุบันมีผู้ประกอบการไทยประมาณ 3-4 รายที่เข้าร่วมกระบวนการพัฒนา โดยแต่ละรายมีจุดเด่นแตกต่างกัน ทั้งโครงสร้างน้ำหนักเบา ความเหมาะสมในการใช้งาน และการรองรับสถานการณ์ภัยพิบัติ

ด้าน ดร.กัลยา กล่าวว่า การลดการนำเข้าและเพิ่มการพึ่งพาตนเองของประเทศในอนาคต จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน โดยขณะนี้ประเทศไทยมีทั้งวัสดุและองค์ความรู้ที่พร้อมต่อการพัฒนาแล้ว สิ่งสำคัญคือการร่วมกันพัฒนากระบวนการผลิตเพื่อลดต้นทุน ควบคู่กับการยกระดับผลิตภัณฑ์ให้เป็นที่ยอมรับและผ่านมาตรฐานทั้งในประเทศและระดับสากล ดังนั้น หากงานวิจัยและนวัตกรรมมีแนวคิดใหม่และสามารถพิสูจน์ได้ตามมาตรฐาน ก็สามารถเข้าสู่ “บัญชีนวัตกรรม” ได้ ซึ่งจะเปิดโอกาสให้หน่วยงานภาครัฐสามารถจัดซื้อผลิตภัณฑ์นวัตกรรมภายใต้หลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่กำหนด โดยมีขั้นตอนการพิจารณาและมาตรฐานที่ชัดเจน ทั้งนี้ การผลักดันให้รถพยาบาลและนวัตกรรมที่พัฒนาขึ้นในประเทศเข้าสู่ระบบดังกล่าว จะเป็นอีกกลไกสำคัญในการสนับสนุนผู้ประกอบการไทยและลดการพึ่งพาการนำเข้าจากต่างประเทศ
ขณะที่ ดร.กิตติ วงศ์ถาวราวัฒน์ ผู้อำนวยการกลุ่มวิจัยนวัตกรรมแพลตฟอร์มดิจิทัลสุขภาพการแพทย์ สวทช. กล่าวว่า รู้สึกภูมิใจที่งานวิจัยซึ่งพัฒนาร่วมกันสามารถนำไปใช้จริงและเกิดประโยชน์ต่อประชาชน โดย NDMS ทำหน้าที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานหรือ “โครงกลาง” ของประเทศ ครอบคลุมตั้งแต่การรับแจ้งเหตุ การสั่งการ การติดตามผู้ป่วยระหว่างนำส่ง ตลอดจนการเชื่อมโยงข้อมูลไปยังประชาชนและหน่วยงานต่าง ๆ อย่างไรก็ตาม การพัฒนาระบบดังกล่าวไม่สามารถดำเนินการโดยหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากหน่วยงานภาครัฐ หน่วยงานด้านสาธารณสุข ภาคเอกชน และผู้ประกอบการ จึงมีการออกแบบระบบเชื่อมต่อข้อมูลด้วยมาตรฐานกลาง เพื่อเปิดให้ระบบและบริการจากหน่วยงานต่าง ๆ สามารถเข้ามาเชื่อมต่อและขยายบริการไปสู่ประชาชนได้หลากหลายรูปแบบ โดย สวทช. ยืนยันพร้อมทำงานร่วมกับ สพฉ. และ สวรส. เพื่อผลักดันงานวิจัยและเทคโนโลยีให้เกิดการใช้งานจริง

เมื่อถามถึงการสร้างแรงจูงใจให้ผู้ประกอบการเข้ามาพัฒนารถพยาบาลตามมาตรฐานความปลอดภัย ดร.พิเชษฐ์ กล่าวว่า จำเป็นต้องมีมาตรการสนับสนุน ทั้งด้านภาษีและกลไกต่าง ๆ เพื่อให้ผู้ประกอบการไทยสามารถแข่งขันได้ และทำให้ประเทศมีโอกาสใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพมากขึ้น โดยปัจจุบันงานวิจัยของ สพฉ. ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีองค์ความรู้เพียงพอสำหรับผู้ประกอบการแล้ว แต่อาจต้องพัฒนานวัตกรรมและกลไกทางเศรษฐกิจเพิ่มเติม ขณะที่โรงพยาบาลเอกชนบางแห่งเริ่มนำนวัตกรรมไปใช้แล้ว ส่วนโรงพยาบาลในสังกัดกระทรวงสาธารณสุข คาดว่าจะมีการจัดสรรงบประมาณเพื่อดำเนินการในระยะต่อไป

ดร.พิเชษฐ์ กล่าวต่อว่า หากไม่มีผู้ประกอบการและองค์ความรู้ การพัฒนาระบบและบริการก็ไม่สามารถเดินหน้าต่อได้ โดยเฉพาะรถพยาบาลที่ประเทศไทยส่วนใหญ่ยังใช้วิธีนำรถทั่วไปมาดัดแปลง การเสริมโครงสร้างจึงต้องอาศัยความรู้ด้านวิศวกรรม เพื่อให้สามารถรองรับแรงกระแทกและลดความเสี่ยงที่อุปกรณ์ภายในรถจะเหวี่ยงหรือกระแทกผู้ป่วยและบุคลากร ทั้งนี้ แม้ประเทศจะมีข้อจำกัดด้านงบประมาณ แต่จำเป็นต้องพัฒนารถพยาบาลให้มีคุณภาพและยกระดับเข้าสู่มาตรฐานที่ยอมรับได้ทั้งในระดับประเทศและระดับนานาชาติ เพื่อเป็นหลักประกันด้านความปลอดภัย

เมื่อถามถึงสถิติอุบัติเหตุซ้ำซ้อนของรถพยาบาล ดร.ศราวุธ กล่าวว่า แม้อุบัติเหตุรถพยาบาลจะไม่ได้เกิดขึ้นบ่อย แต่เมื่อเกิดขึ้นแต่ละครั้งส่งผลกระทบต่อทั้งบุคลากรทางการแพทย์และผู้ป่วยที่อยู่ระหว่างการรักษาฉุกเฉิน โดยจากการประเมินพบว่า มีอุบัติเหตุประมาณ 11 เคสต่อเดือน และมีบุคลากรทางการแพทย์เสียชีวิตเฉลี่ยประมาณ 1 รายต่อเดือน