กรมควบคุมโรคเผย ‘โควิด-19’ ยังพบต่อเนื่อง แต่ไม่รุนแรง ยอดป่วยยังต่ำกว่าช่วง 3 ปีก่อน

1.09.26 | 16:38 น.

กรมควบคุมโรคเผย ‘โควิด-19’ ยังพบต่อเนื่อง แต่ไม่รุนแรง ยอดป่วยยังต่ำกว่าช่วง 3 ปีก่อน

เมื่อวันที่ 1 กันยายน กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) จัดแถลงข่าวรายงานและชี้แจงข้อมูลเกี่ยวกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 หลังพบการเผยแพร่ข้อมูลเท็จ (Fake News) เกี่ยวกับการแพร่ระบาดและความรุนแรงของโรคผ่านสื่อสังคมออนไลน์ จนสร้างความกังวลแก่ประชาชน โดยมี พญ.จุไร วงศ์สวัสดิ์ และ นพ.วีรวัฒน์ มโนสุทธิ นพ.ทรงคุณวุฒิ โฆษกกรมควบคุมโรค ร่วมให้ข้อมูล


พญ.จุไร กล่าวว่า สถานการณ์ของโรคโควิดในประเทศไทย ปี 2566-2569 (ข้อมูล ณ วันที่ 31 สิงหาคม 2569) ขณะนี้จำนวนเคสของผู้ป่วยโควิดกำลังเพิ่มขึ้น แต่จำนวนเคสที่เพิ่มขึ้นในขณะนี้ยังน้อยกว่าเมื่อ 3 ปีก่อน ซึ่งจะเป็นในช่วงเข้าฤดูฝน พบผู้ป่วยสะสม 99,691 ราย อัตราป่วย 151.34 ต่อประชากรแสนคน มีผู้เสียชีวิต 15 ราย อัตราป่วยตายอยู่ที่ 0.02 % แต่ถ้าเทียบกับปีที่แล้ว ช่วงหลังสงกรานต์เจอเคสโควิดค่อนข้างเยอะขึ้น ยังมากกว่าอัตราการป่วยในขณะนี้

“เพราะฉะนั้น สิ่งที่เป็นอยู่ขณะนี้ จำนวนผู้ป่วยเพิ่มขึ้น แต่ไม่ได้มากกว่าก่อนหน้านี้และความรุนแรงลดลง ซึ่งเรายังต้องเฝ้าระวังกันต่อไป” พญ.จุไร กล่าว

พญ.จุไร กล่าวว่า ข้อมูลล่าสุด 10 จังหวัดที่มีอัตราการป่วยสูงสุด คำนวณต่อประชากรแสนคน ได้แก่ กรุงเทพมหานคร ชลบุรี ภูเก็ต ลำพูน นนทบุรี นครปฐม ระยอง สระบุรี เชียงใหม่ และอ่างทอง ซึ่งพบทุกช่วงอายุ แต่ที่พบมากที่สุดคือเด็กน้อยกว่า 1 ปี 686 รายต่อประชากรแสนคน ซึ่งในขณะนี้การระบาดอาจจะเป็นคุณพ่อ คุณแม่ หรือผู้ปกครอง ที่อาจจะติดเชื้อจากในชุมชน อาการจะเหมือนไข้หวัดทั่วไป เป็นเหตุให้นำเชื้อกลับมาให้น้องเล็กที่อยู่ที่บ้าน จึงเป็นเหตุที่พบว่าอัตราป่วยสูงสุด แต่อาการไม่ได้รุนแรงมาก ในส่วนของอัตราการป่วยตาย พบผู้เสียชีวิตสะสม 15 ราย ตั้งแต่อายุ 40 ปีขึ้นไปโดยเฉพาะผู้สูงอายุ ซึ่งผู้ป่วยก็จะมีโรคประจำตัวต่างๆ เช่น โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน โรคไขมันในเลือดสูง

Advertisement

“สำหรับข้อมูลสถานที่ของการระบาดในปีปัจจุบัน เป็นการระบาดแบบกลุ่มก้อน จำนวน 20 เหตุการณ์ คือ เรือนจำ สถานศึกษา โรงพยาบาล ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ สถานประกอบการ และค่ายทหาร” พญ.จุไร กล่าว

ด้าน นพ.วีรวัฒน์ กล่าวว่า ในแง่ของสายพันธุ์ ได้มีการติดตามรหัสพันธุกรรมของไวรัสที่ทำให้เกิดโรคโควิด ตั้งแต่ช่วงกรกฎาคม-สิงหาคม 2569 ร้อยละ 50 สายพันธุ์ที่เกิดขึ้น เป็นสายพันธุ์ NB.1.8.1 พบว่าเริ่มมีการระบาดตั้งแต่ช่วงปลายปีที่แล้ว และเพิ่มขึ้นเป็นสัดส่วนที่มากขึ้นเรื่อยๆ ส่วนที่เหลือจะเป็นสายพันธุ์ JN.1 และ BA.3.2 ซึ่งเป็นสายพันธุ์เดิมที่เคยมีการระบาดเกิดขึ้น

“สายพันธุ์ NB.1.8.1 เป็นลูกหลานของสายพันธุ์โอไมครอน เพียงแต่ว่าตำแหน่งของการกลายพันธุ์ของเขาสามารถแพร่กระจายเชื้อได้รวดเร็วขึ้น และติดง่ายมากขึ้น แต่ความรุนแรงไม่ได้เพิ่มขึ้น จากตัวเลขของอัตราการเสียชีวิตพบว่าอยู่ที่ร้อยละ 0.02 ในช่วงปัจจุบันนี้” นพ.วีรวัฒน์ กล่าว

นพ.วีรวัฒน์ กล่าวว่า อาการยังคล้ายคลึงกับโควิด-19 จากสายพันธุ์อื่นๆ ที่ผ่านมา เพียงแต่ว่าอาจจะไม่พบอาการของจมูกไม่ค่อยได้กลิ่น ริ้นไม่รับรส อาการนี้ก็จะลดน้อยลง แต่ก็ยังคงเป็นอาการของระบบทางเดินหายใจส่วนบน คือมีการไอ เจ็บคอ มีน้ำมูก บางท่านอาจจะมีไข้ต่ำๆ ซึ่งเป็นอาการเหมือนกับไข้หวัดทั่วไปหรือคล้ายกับไข้หวัดใหญ่ ซึ่งอาการในแต่ละคนก็จะมีความแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับสุขภาพของบุคคลนั้นๆ แต่ภาพรวมก็จะเป็นอาการของไข้หวัดทั่วไป

“ระยะฟักตัวก็จะอยู่ที่ 2-3 วันเป็นหลัก ส่วนน้อยที่จะมีระยะฟักตัวนานกว่า 3 วัน การติดต่อจากการสัมผัส ไอ จาม ซึ่งใช้แอลกอฮอลล์ล้างมือ สามารถช่วยได้ ถ้าเป็นกลุ่มเสี่ยงควรจะหลีกเลี่ยงไปพื้นที่ที่มีการรวมตัวของคนหมู่มาก เช่น ในพื้นที่ที่การถ่ายเทของอากาศไม่สะดวก” นพ.วีรวัฒน์ กล่าว