รามาธิบดีคว้า 3 รางวัล ‘AMEE ASPIRE 2026’ ตอกย้ำความเป็นเลิศการศึกษาแพทย์ระดับโลก เร่งปั้นหมอรับมือโลกอนาคต
เมื่อวันที่ 2 กันยายน ที่อาคารเรียนและปฏิบัติการรวมด้านการแพทย์และโรงเรียนพยาบาลรามาธิบดี คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล จัดแถลงข่าวความสำเร็จในการคว้ารางวัล AMEE ASPIRE to Excellence Awards 2026 ระดับนานาชาติ จำนวน 3 สาขา ได้แก่ Curriculum Development, Faculty Development และ Social Accountability ซึ่งสะท้อนความเป็นเลิศด้านการพัฒนาการศึกษาวิชาชีพสุขภาพ ทั้งการออกแบบหลักสูตรให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลง การพัฒนาศักยภาพอาจารย์แพทย์อย่างเป็นระบบ และการจัดการศึกษาที่ตอบโจทย์สังคม
โดยมี ศ.คลินิก นพ.อาทิตย์ อังกานนท์ คณบดีคณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี, ศ.นพ.สามารถ ภคกษมา รองคณบดีฝ่ายการศึกษา, รศ.ดร.พญ.ปองทอง ปูรานิธี รองคณบดีฝ่ายการศึกษาระดับปริญญา, ศ.นพ.อนันต์ โฆษิตเศรษฐ หัวหน้าภาควิชากุมารเวชศาสตร์, รศ.นพ.เทอดพงษ์ ทองศรีราช หัวหน้าโครงการ, อาจารย์ ดร.นพ.ภาณุวิชช์ แก้วกำจรชัย โรงเรียนแพทย์รามาธิบดี, พญ.ชวิศา เตี่ยนซื่อ โรงเรียนแพทย์รามาธิบดี และ นศ.แพทย์เสกสรร ยอดสนิท นักศึกษาแพทย์ชั้นปีที่ 6
ศ.คลินิก นพ.อาทิตย์ กล่าวว่า ตลอดระยะเวลา 60 ปีที่ผ่านมา เราประสบความสำเร็จในการสร้างความมั่นคงด้านสาธารณสุขของประเทศ เราสร้างองค์ความรู้ออกมามากมาย และเราสร้างแพทย์ออกมาประมาณเกือบ 11,000 คน ศิษย์เก่าของเราหลายคนเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศ ไม่ว่าจะเป็นผู้บริหารในกระทรวงสาธารณสุข หรือเป็นบุคคลที่มีความสำคัญในเรื่องของการประกันสุขภาพถ้วนหน้า เช่น การสร้างหลักประกัน ก็จะมีศิษย์เก่าของเราเข้าไปมีส่วนร่วมเช่นเดียวกัน
“ขณะนี้คิดว่าคณะแพทยศาสตร์เราได้สั่งสมเรื่องราวและคุณงามความดีต่างๆ มาเป็นเวลามากกว่า 60 ปี โดยมีอาจารย์หลายๆ ท่านที่ช่วยกันผลักดันความก้าวหน้าด้านการศึกษาแพทย์และการวิจัย ต้องบอกว่าการศึกษา หากเป็นระดับปริญญาตรีก็ได้ในระดับหนึ่ง แต่เราต้องสร้างคนที่จะเป็นผู้จัดการหรือผู้ควบคุมการบริการสุขภาพและการวิจัยด้วย เพราะฉะนั้น ถ้าเราสามารถสร้างแพทย์ที่ดีได้ ในอนาคตเราก็จะมีแพทย์ที่ดีมาทำงานให้กับประเทศไทย” ศ.คลินิก นพ.อาทิตย์ กล่าว
ศ.คลินิก นพ.อาทิตย์ กล่าวต่อว่า เราคิดว่าตัวหลักฐาน หรือตัวหลักสำคัญในการที่จะสร้างแพทย์ให้ดีได้ จะต้องมีองค์ประกอบ 3-4 ด้าน ด้านที่ 1 คือต้องมีหลักสูตรที่ดี ด้านที่ 2 ต้องมีครูที่ดี และด้านที่ 3 ต้องมีลูกศิษย์ที่ดีเช่นเดียวกัน ประมาณ 4-5 ปีที่แล้ว เราเริ่มมองว่าหลังจากที่ได้รับมาตรฐาน WFME ซึ่งเป็นมาตรฐานที่เรียกว่าเป็นขั้นพื้นฐานที่คณะแพทย์ทุกประเทศ หรือทุกๆ ที่ของประเทศไทยต้องได้รับแล้ว เราน่าจะต้องทำอะไรให้ดีมากกว่านั้น ให้เกินมาตรฐาน และต้องมองไปที่ ASPIRE Award ของ AMEE
“เมื่อประมาณ 5 ปีก่อน เราพูดกันว่าเราอยากได้ ASPIRE Award แต่มันไม่ใช่สิ่งที่จะได้มาโดยง่าย เพราะว่าคณะแพทย์ในโลกนี้มีมากมาย และคณะที่เข้าไปถึงระดับนั้นก็มีประมาณว่าเป็นเหมือนโอลิมปิกแล้ว สเกลมันก็ประมาณนั้น เราจึงตั้งคำถามว่าเราจะทำได้จริงๆ หรือไม่ แต่ในที่สุดด้วยความร่วมมือร่วมใจกันของอาจารย์และนักศึกษาของเรา เราได้รับรางวัลครั้งแรก คือเรื่องของ Student Engagement ซึ่งเป็นเรื่องของความร่วมมือกันระหว่างอาจารย์กับนักศึกษา” ศ.คลินิก นพ.อาทิตย์ กล่าว
ศ.คลินิก นพ.อาทิตย์ กล่าวว่า นักศึกษาเป็นผู้มีส่วนร่วมและเป็นผู้ร่วมความร่วมมือ ไม่ใช่เป็นผู้ที่มารับความรู้เพียงฝ่ายเดียว ตรงนี้จึงเป็นจุดเริ่มต้น และทำให้พวกเราคิดว่า ตลอดระยะเวลา 60 ปีที่ผ่านมา เรามีสิ่งที่ดีอยู่ในหลายๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการพัฒนาอาจารย์ เราสร้างอาจารย์แพทย์มา โดยขณะนี้มีอาจารย์แพทย์อยู่ประมาณเกือบ 500 คน ซึ่งแต่ละคนผ่านการพัฒนาให้เป็นอาจารย์ที่มีความพร้อมทั้งด้านความรู้ และด้านความสามารถในการถ่ายทอดความรู้ด้วย
“เรามีหลักสูตรที่ยึดถือนักศึกษาเป็นศูนย์กลาง และเรามีการทำงานที่ยึดเอาประโยชน์ของสังคมเป็นที่ตั้ง จะเห็นว่าการทำงานที่ผ่านมาของคณะเราไม่ได้จำกัดตัวเองเฉพาะในเรื่องของคณะแพทย์เพียงอย่างเดียว แต่เราขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะหลายเรื่อง จึงคิดว่านำสิ่งดีๆ ที่เรามีเหล่านี้มาช่วยกันเขียน และนำไปสมัครเป็นแอพพลิเคชันเพื่อขอรับรางวัล และต้องขอชื่นชมคนที่เขียนด้วย เพราะถ้าเรามีของดีแต่เขียนไม่เป็น ก็คงจะไม่สามารถทำให้ผู้พิจารณามองเห็นได้ แต่ถ้าทั้งมีของดีด้วยและเขียนเป็นด้วย ก็เป็นที่มาที่ทำให้เราได้รับรางวัลเหล่านี้ในปีนี้” ศ.คลินิก นพ.อาทิตย์ กล่าว
เมื่อถามว่า ในยุคที่ AI และเทคโนโลยีทางการแพทย์เข้ามามีบทบาทมากขึ้น รามาธิบดีต้องปรับหลักสูตรแพทย์อย่างไร และทักษะอะไรที่แพทย์ในอนาคตจำเป็นต้องมีมากกว่าเดิม ศ.คลินิก นพ.อาทิตย์ กล่าวว่า AI เป็นเครื่องมือหนึ่งที่อาจจะช่วยให้เราเข้าถึงข้อมูลได้ดีขึ้น แต่ข้อควรระวังก็คือ เราไม่ควรเชื่อมันมากเกินไป จนทำให้ความสามารถในการคิดแบบมีวิจารณญาณของเราลดลง
“ความเป็นแพทย์ สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือความสามารถในการคิดแบบมีวิจารณญาณ การชั่งน้ำหนักหลักฐานว่าอะไรใช่ อะไรไม่ใช่ สิ่งเหล่านี้เราพยายามสั่งสอนให้คนที่จะเป็นหมอมีทักษะและมีประสบการณ์เหล่านี้” ศ.คลินิก นพ.อาทิตย์ กล่าว
ศ.คลินิก นพ.อาทิตย์ กล่าวว่า สิ่งที่อาจจะเป็นภัยคุกคามจาก AI คือ AI อาจให้คำตอบโดยที่เราอาจจะไม่ได้ทันได้คิด ซึ่งเรื่องนี้คงไม่ใช่เฉพาะวงการแพทย์ แต่เป็นทุกวงการ เราจะทำอย่างไรให้คนเรายังสามารถอยู่ในลูปหรืออยู่ในวงจรของการคิดได้ ถ้าเราสอนนักศึกษาแพทย์ของเราให้สามารถใช้ AI เป็นเพื่อนคู่คิด แทนที่จะเป็นคนคิดแทนทั้งหมด นี่ถึงจะเป็นสิ่งที่เราต้องการ
“ตอนนี้เราก็พยายามที่จะปรับตัวและพัฒนาทางด้าน AI และเราเชื่อว่า AI ในที่สุดแล้วก็จะเป็นสิ่งที่อาจจะพึงอยู่กับเราไปสักระยะหนึ่ง หากเทคโนโลยีของมนุษย์ยังคงมีอยู่ AI จะทำให้หมอทำงานได้อย่างดีขึ้น มีประสิทธิภาพมากขึ้น ผิดพลาดน้อยลง และทำให้คนไข้ได้รับประโยชน์มากขึ้น” ศ.คลินิก นพ.อาทิตย์ กล่าว
เมื่อถามว่า ในโอกาสครบรอบ 60 ปีของรามาธิบดี มองว่าโจทย์ใหญ่ที่สุดของการผลิตแพทย์ไทยในอีก 5-10 ปีข้างหน้าคืออะไร และรามาธิบดีเตรียมรับมืออย่างไรบ้าง ศ.คลินิก นพ.อาทิตย์ กล่าวว่า ผมคิดว่าสิ่งที่เป็นความท้าทายก็คือ การเปลี่ยนแปลงที่เราอาจจะยังคาดไม่ถึงและยังมองไม่เห็นว่า จะมีอะไรเกิดขึ้นเมื่อปี 2018-2019 เราอาจจะไม่คิดว่าในปี 2020 จะต้องมีการล็อกดาวน์ ทุกคนต้องอยู่กับบ้าน และต้องมีการรักษาโรคที่ไม่เคยเห็นมาก่อน แต่อย่างไรก็ตาม การปรับตัวเป็นสิ่งสำคัญ ทั้งการปรับตัวและการเรียนรู้ เราสอนเด็กของเรา ลูกของเรา ให้มีความสามารถในการปรับตัวได้ และมีความสามารถในการที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ
“อาจจะใช้คำที่เรียกว่า unlearn และ relearn คืออะไรที่เป็นความรู้ที่อาจจะล้าสมัย ก็พร้อมที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่เข้ามาทดแทน และปรับตัวให้เข้ากับการทำงานได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่มีความสำคัญที่สุด” ศ.คลินิก นพ.อาทิตย์ กล่าว
ด้าน ศ.นพ.สามารถ เปิดเผยถึงที่มาของการได้รับรางวัลในครั้งนี้ว่า รางวัลนี้จัดโดย AMEE หรือปัจจุบันชื่อว่า The International Association for Health Profession Education ซึ่งเป็นสถาบันนานาชาติที่พยายามส่งเสริมและพัฒนาการศึกษาวิทยาศาสตร์สุขภาพ โดยจะมีการจัดการประชุมทุกปี และในระหว่างการประชุม ทาง AMEE ก็จะมอบรางวัลที่เรียกว่า ASPIRE to Excellence Award เพื่อส่งเสริมหรือเชิดชูสถาบันที่ได้พัฒนาการจัดการศึกษาวิทยาศาสตร์สุขภาพในสาขาต่างๆ ซึ่งปัจจุบันมีทั้งหมด 9 สาขา ตัวอย่างเช่น Faculty Development, Curriculum Development, Assessment หรือ Student Assessment, Social Accountability และ Student Engagement เป็นต้น
ศ.นพ.สามารถ กล่าวว่า หลักการประเมินของการยื่นเรื่องเพื่อขอรับรางวัลนี้จะไม่เหมือนกับการ Accreditation โดยทั่วไป เพราะการ Accreditation โดยทั่วไป หากสถาบันผ่านมาตรฐานในระดับที่เป็นพื้นฐาน ทุกคนก็จะได้รับการ Accreditation แต่สำหรับรางวัลนี้ มาตรฐานจะอยู่ในระดับสูงสุด หรือเรียกว่าเป็นระดับ Excellence เท่านั้น จึงจะผ่านและได้รับรางวัล
“การยื่นเรื่องเพื่อขอรับรางวัลนี้ก็ไม่ใช่ระบบการแข่งขัน เพราะฉะนั้น หากสถาบันใดสามารถทำได้ถึงเกณฑ์ในระดับ Excellence ก็จะได้รับรางวัลทั้งหมด” ศ.นพ.สามารถ กล่าว
ศ.นพ.สามารถ กล่าวว่า ประโยชน์ที่เห็นได้ชัด คือ 1.การที่เราส่งข้อมูลของเราไป เราจะได้รับ Feedback หรือได้รับคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญทางด้านการศึกษาในระดับโลกกลับมา เพื่อใช้ในเรื่องการพัฒนาของเราอย่างต่อเนื่องต่อไป 2.ทำให้เกิดการมองเห็นจากนานาชาติถึงสถาบันของเรา ในด้านการจัดกระบวนการเรียนการสอนที่เป็นมาตรฐานในระดับสูง และ 3.เราจะมีตัวแทนที่ได้รับเชิญเข้าไปอยู่ใน ASPIRE Academy ซึ่ง ASPIRE Academy จะเป็นกลุ่มตัวแทนที่จะไปทำงานเพื่อพัฒนาความเป็นเลิศทางการจัดการเรียนการสอนทางวิทยาศาสตร์สุขภาพทั้ง 9 สาขาต่อไป
รศ.ดร.พญ.ปองทอง กล่าวว่า สำหรับในอนาคต ทางรามาธิบดีเองก็จะยังมุ่งมั่นและไม่หยุดที่จะสร้างแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญทางด้านการแพทย์และการวิจัย แต่เราไม่ได้ต้องการเพียงแค่แพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญทางด้านการเป็นแพทย์ หรือเป็นผู้วิจัยที่ดีเท่านั้น แต่ในอนาคต แพทย์ของเราจะต้องพร้อมที่จะเติบโตในสังคมอนาคต ซึ่งจะมีลักษณะเป็นสังคมที่ไร้พรมแดน มีความหลากหลายทางด้านเชื้อชาติ ศาสนา และวัฒนธรรม รวมไปถึงมีความเปิดกว้างไปถึงการมองเรื่องสุขภาพในมิติที่กว้างขึ้น ทั้งเรื่องสุขภาพโลก หรือ One Health
“คุณลักษณะของแพทย์ในอนาคตจะต้องมีความสามารถในการยืดหยุ่นและปรับตัวได้ มีความสามารถในการประยุกต์ใช้ความรู้กับสถานการณ์ใหม่ ๆ ที่ไม่อาจคาดเดาได้ในอนาคต อย่างเช่น อาจจะต้องรับมือกับโรคระบาด หรือภัยพิบัติต่าง ๆ ที่อาจจะเกิดขึ้น และยังจะต้องสามารถร่วมขับเคลื่อนระบบสุขภาพในระดับประเทศและในระดับสากลได้ด้วย เนื่องจากในอนาคตจะเป็นสังคมโลกที่ไร้พรมแดน” รศ.ดร.พญ.ปองทอง กล่าว
รศ.ดร.พญ.ปองทอง กล่าวว่า นอกจากนี้ แพทย์ในอนาคตยังต้องพร้อม มีคุณธรรม และมีสุขภาวะที่ดี เปี่ยมด้วยความเมตตากรุณาในหัวใจและมีความเป็นมนุษย์ มีสุขภาวะทั้งทางด้านกายและใจที่เข้มแข็งและแข็งแกร่ง สามารถใช้เทคโนโลยีอย่างรับผิดชอบ กำกับและใช้ประโยชน์จากปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI และสารสนเทศทางคลินิกอย่างมีธรรมาภิบาลได้
“สำหรับนวัตกรรมต่างๆ ทางด้านการศึกษาที่จะนำมาใช้เพื่อดึงความสามารถและดึงศักยภาพสูงสุดในการหล่อหลอมนักศึกษาแพทย์ ให้เตรียมพร้อมสู่การเป็นแพทย์ในอนาคต ทางคณะก็ได้นำแนวคิดการศึกษาสมัยใหม่เข้ามาประยุกต์ใช้ บางส่วนก็ได้นำมาใช้แล้ว เช่น Personalized Education หรือการออกแบบการเรียนรู้เฉพาะบุคคล เปิดโอกาสให้นักศึกษาสามารถออกแบบเส้นทางการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับตัวเอง และเหมาะสมกับความสนใจได้ ผ่านรายวิชาต่างๆ เช่น รายวิชาเลือก และโครงการ 2 ปริญญา” รศ.ดร.พญ.ปองทอง กล่าว
รศ.ดร.พญ.ปองทอง กล่าวว่า อีกนวัตกรรมหนึ่งที่จะนำมาใช้เพื่อให้มีการพัฒนานวัตกรรมในด้านการศึกษาก็คือ การจัดการศึกษาแบบที่มีความแม่นยำสูง หรือ Precision Education คือการใช้ข้อมูลสารสนเทศและ AI ในการติดตามและวิเคราะห์ความก้าวหน้าของผู้เรียน เพื่อให้มีการสนับสนุนนักศึกษาให้เติบโตและมีศักยภาพอย่างที่เราตั้งเป้าไว้ได้อย่างตรงจุด แม่นยำ และทันท่วงที โดยที่ยังอยู่ภายใต้การดูแลอย่างใกล้ชิดและอบอุ่นของคณาจารย์ของคณะแพทยศาสตร์รามาธิบดี
“นอกจากนี้ คณะเองก็ยังให้การสนับสนุนรอบด้าน เป็นการส่งเสริมที่นอกเหนือจากห้องเรียน เช่น มีโครงการต้นกล้าที่สนับสนุนทุนวิจัยทางด้านการทำวิจัย หรือการให้ทุนเสนอผลงานและแลกเปลี่ยน ณ ต่างประเทศ รวมถึงทุนการศึกษา และการเรียนภาษาต่างๆ” รศ.ดร.พญ.ปองทอง กล่าว
รศ.ดร.พญ.ปองทอง กล่าวว่า จากความสำเร็จและรางวัลที่ได้รับในครั้งนี้ สะท้อนถึงรากฐานอันแข็งแกร่ง และความสามัคคีของศิษย์เก่า คณาจารย์ บุคลากร นักศึกษา และผู้ป่วย ตลอด 60 ปีที่ผ่านมารามาธิบดีมุ่งหวังว่า ความเป็นเลิศนี้จะไม่ได้หยุดอยู่แค่การยอมรับบนเวทีโลกในครั้งนี้ แต่จะต่อยอดเป็น ระบบนิเวศการเรียนรู้ที่ยั่งยืน สำหรับนักศึกษาแพทย์ สำหรับศิษย์เก่า และสำหรับแพทย์ทั่วไป ทั้งในระดับประเทศและต่างประเทศ เพื่อที่จะผลิตแพทย์และส่งเสริมศักยภาพของแพทย์ให้สามารถตอบสนองความต้องการของผู้ป่วย ของชุมชน ของระบบสุขภาพในประเทศ และระบบสุขภาพในต่างประเทศหรือนานาชาติด้วย แล้วก็จะก้าวไกลไปยังสังคมในอนาคตได้อย่างแท้จริง



