‘พัฒนา’ สวนปมหมอเรียกคนป่วยบัตรทอง ‘ชนชั้นล่าง’ ย้ำคนไข้ไม่ได้เลือกป่วย จี้ตรวจคลินิก-ยกระดับมาตรฐานบริการ
เมื่อวันที่ 3 กันยายน ที่โรงแรมเดอะ เฮอริเทจ แกรนด์ จ.ขอนแก่น นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่มีบุคลากรทางการแพทย์ในคลินิกเอกชนแห่งหนึ่งที่พูดกับผู้ป่วยที่เข้ารับบริการด้วยสิทธิบัตรทอง โดยผู้เสียกายอ้างว่าตนเองไปขอใบส่งตัวจากคลินิก แต่บุคลากรดังกล่าวกลับว่าด้วยคำว่า “คนชั้นล่างใช้สิทธิบัตรทอง” ว่า ในส่วนของคลินิกดังกล่าว คงต้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เข้าไปตรวจสอบข้อเท็จจริงว่า การปฏิบัติงานของคลินิกและบุคลากรเป็นไปตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขของระบบหรือไม่ รวมถึงพิจารณาการดำเนินงานของแพทย์รายดังกล่าวตามขั้นตอนที่เหมาะสม
นายพัฒนา กล่าวว่า สำหรับระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือ 30 บาทรักษาทุกที่ เป็นระบบที่จัดตั้งขึ้นมานานกว่า 20 ปี และมีบทบาทสำคัญในการสร้างหลักประกันด้านสุขภาพให้กับประชาชน โดยผู้ที่ไม่มีสิทธิจากระบบประกันสังคมหรือสิทธิการรักษาอื่น สามารถเข้าถึงบริการภายใต้ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติได้ จึงถือเป็นกลไกสำคัญในการลดภาระค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพและป้องกันไม่ให้ประชาชนต้องเผชิญปัญหาทางเศรษฐกิจเมื่อเกิดการเจ็บป่วย โดยตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติได้มีการปรับตัวให้สอดคล้องกับสถานการณ์ในแต่ละช่วงเวลา และเมื่อบริบทของสังคมและระบบบริการสุขภาพเปลี่ยนแปลงไป ก็จำเป็นต้องมีการทบทวนและปรับปรุงระบบให้เหมาะสม โดยในฐานะประธานบอร์ด สปสช. ได้หารือร่วมกับปลัดกระทรวงสาธารณสุข เลขาธิการ สปสช. และคณะกรรมการ สปสช. อย่างต่อเนื่อง
“สิ่งที่ผมให้ความสำคัญที่สุดในเวลานี้ คือ เราต้องทำให้ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติมีความมั่นคงและสามารถเดินต่อไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะหัวใจของระบบไม่ได้อยู่ที่ตัวเลขงบประมาณเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ว่าประชาชนเมื่อเจ็บป่วยแล้วสามารถเข้าถึงการรักษาได้หรือไม่ ได้รับบริการที่เหมาะสมหรือไม่ และที่สำคัญคือไม่ควรมีใครต้องกังวลว่า เมื่อเจ็บป่วยแล้วจะต้องนำเงินจำนวนมากมาจ่ายค่ารักษาจนกระทบต่อชีวิตหรือครอบครัวของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นการเจ็บป่วยเล็กน้อย โรคเรื้อรัง โรครุนแรง อุบัติเหตุ หรือเหตุฉุกเฉินต่างๆ ระบบหลักประกันสุขภาพต้องเป็นหลักประกันที่ประชาชนเชื่อมั่นได้จริง เพราะเมื่อคนไทยเข้าสู่โรงพยาบาล สิ่งที่ควรคิดเป็นเรื่องแรกคือการรักษาตัว ไม่ใช่ความกลัวว่าจะต้องล้มละลายจากค่ารักษาพยาบาล” นายพัฒนา กล่าว
นายพัฒนา กล่าวต่อว่า ตนก็เห็นว่าระบบที่ดำเนินการมานานกว่า 20 ปี ย่อมมีบางเรื่องที่ต้องปรับให้ทันกับสถานการณ์ในปัจจุบัน เพราะรูปแบบการให้บริการสุขภาพเปลี่ยนไป ประชาชนมีความคาดหวังมากขึ้น และโครงสร้างของระบบบริการทั้งภาครัฐและเอกชนก็มีความซับซ้อนมากขึ้น ดังนั้น สิ่งที่เรากำลังทำไม่ใช่การตั้งคำถามว่าระบบ 30 บาทดีหรือไม่ดี แต่เป็นการดูว่าจะทำอย่างไรให้ระบบที่มีอยู่สามารถทำหน้าที่ได้ดีขึ้น มีความคล่องตัวมากขึ้น และทำให้ทั้งประชาชน ผู้ให้บริการ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถทำงานร่วมกันได้โดยไม่เกิดช่องว่างจนกระทบต่อผู้ป่วย
เมื่อถามว่าจะมีการหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการปรับทัศนคติของผู้ให้บริการทางการแพทย์หรือไม่ นายพัฒนา กล่าวว่า เบื้องต้นตนมองว่าเป็นเรื่องเฉพาะบุคคล และตนยังไม่ได้ดูคลิปเหตุการณ์ดังกล่าวด้วยตัวเอง เพียงแต่รับทราบข้อมูลที่เกิดขึ้น อย่างไรก็ตาม ได้กำชับมาโดยตลอดว่าผู้ป่วยทุกคนที่เดินทางมาพบแพทย์ล้วนมาด้วยความทุกข์จากปัญหาสุขภาพ ทั้งด้านร่างกายและจิตใจ บุคลากรทางการแพทย์จึงควรให้ความสำคัญกับการสื่อสารและการดูแลผู้ป่วยอย่างเหมาะสม
นายพัฒนา กล่าวว่า ขณะเดียวกันต้องยอมรับภาระงานของแพทย์และบุคลากรทางการแพทย์ในหลายพื้นที่ที่มีจำนวนมาก และบางครั้งอาจเกิดความเครียดหรือความเหนื่อยล้าจากการทำงาน แต่การแสดงออกต่อผู้ป่วยยังจำเป็นต้องอยู่บนพื้นฐานของความเหมาะสมและความเป็นมืออาชีพ หากมีเหตุการณ์ที่ไม่เหมาะสมเกิดขึ้น ก็ควรนำมาทบทวนและปรับปรุง ไม่ใช่ปล่อยให้กลายเป็นความขัดแย้งระหว่างผู้ให้บริการกับประชาชน
“ผมอยากให้มองเรื่องนี้ด้วยความเข้าใจทั้งสองด้าน ประชาชนที่เดินเข้ามาหาหมอไม่ได้เดินเข้ามาเพราะเขาอยากมีปัญหากับหมอ แต่เขามาเพราะเขามีความทุกข์และต้องการความช่วยเหลือ ขณะเดียวกันหมอ พยาบาล และบุคลากรที่อยู่หน้างานก็ทำงานหนัก มีคนไข้จำนวนมาก มีข้อจำกัดของระบบ และบางครั้งอาจมีความกดดันสะสม สิ่งเหล่านี้เราต้องยอมรับความจริงทั้งสองด้าน แต่ไม่ว่าจะมีความกดดันมากแค่ไหน ความสัมพันธ์ระหว่างผู้ป่วยกับผู้ให้บริการก็ต้องอยู่บนพื้นฐานของความเคารพซึ่งกันและกัน เพราะคนไข้ไม่ได้เลือกที่จะป่วย และบุคลากรทางการแพทย์เองก็ไม่ได้เลือกที่จะอยู่ในสถานการณ์ที่มีความกดดัน เราจึงต้องช่วยกันทำให้ระบบลดความตึงเครียดตรงนี้ลง ไม่ใช่ปล่อยให้ความขัดแย้งของคนสองฝ่ายกลายเป็นภาพสะท้อนว่าระบบสาธารณสุขไม่สามารถดูแลประชาชนได้” นายพัฒนา กล่าว
นายพัฒนา กล่าวว่า ส่วนกรณีที่มีการใช้ถ้อยคำรุนแรง ตนยังไม่อยากตัดสินโดยไม่ได้เห็นข้อเท็จจริงทั้งหมด แต่หลักการของเราชัดเจนว่า บุคลากรทุกคนต้องตระหนักว่าคนที่อยู่ตรงหน้าเป็นผู้รับบริการและเป็นประชาชนที่เรามีหน้าที่ดูแล หากมีสิ่งใดที่ไม่เหมาะสมก็ต้องมีการตรวจสอบตามกระบวนการ และต้องนำบทเรียนจากเหตุการณ์เหล่านี้กลับไปปรับปรุงระบบด้วย เพราะการแก้ปัญหาไม่ควรจบแค่การตำหนิบุคคล แต่ต้องดูด้วยว่ามีปัญหาเชิงระบบอะไรอยู่เบื้องหลังหรือไม่
เมื่อถามว่ากรณีที่เกิดขึ้นอาจจะเกี่ยวกับปัญหาเรื่องการส่งตัวของคลินิก ทำให้บุคลากรต้องแบกรับภาระในเรื่องนี้ นายพัฒนากล่าวว่า ปัญหาการส่งต่อผู้ป่วย โดยเฉพาะในพื้นที่กรุงเทพมหานคร อาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับข้อจำกัดด้านงบประมาณของระบบบัตรทอง จนทำให้เกิดปัญหาระหว่างคลินิกกับประชาชนว่า ขณะนี้ปัญหาระบบส่งต่อในพื้นที่ กทม. ถือว่ามีประเด็นที่ต้องเร่งแก้ไข โดยได้หารือเรื่องดังกล่าวในการประชุมคณะกรรมการ สปสช. แล้ว
นายพัฒนา กล่าวว่า โดยหนึ่งในแนวทางสำคัญคือการพัฒนาระบบอิเล็กทรอนิกส์สำหรับการส่งต่อ เพื่อให้กระบวนการส่งต่อระหว่างหน่วยบริการมีความชัดเจนและเป็นระบบมากขึ้น โดยคาดว่าจะสามารถจัดระบบและเริ่มนำมาใช้งานได้ภายในปี 2570 และหากสามารถเร่งดำเนินการได้ อาจเริ่มใช้งานได้ภายในเดือนธันวาคม 2569
นายพัฒนา กล่าวว่า ตนได้เน้นย้ำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งรัดการดำเนินการ เนื่องจากปัญหาการส่งต่อเป็นเรื่องที่กระทบโดยตรงต่อประชาชน โดยเฉพาะในพื้นที่ กทม. ซึ่งมีโครงสร้างการให้บริการที่แตกต่างจากพื้นที่อื่น นอกจากนี้ ยังได้กำชับให้คลินิกทุกแห่ง รวมถึงหน่วยบริการปฐมภูมิ ต้องมีข้อตกลงร่วมกับโรงพยาบาลที่เป็นหน่วยรับส่งต่ออย่างชัดเจน โดยควรกำหนดกระบวนการส่งต่อ ระยะเวลา และหลักเกณฑ์การรับผู้ป่วยให้ชัดเจน เพื่อไม่ให้ประชาชนต้องเป็นผู้รับภาระจากความไม่ชัดเจนระหว่างหน่วยบริการ
“เรื่องการส่งต่อ ผมมองว่าเราไม่ควรปล่อยให้ประชาชนต้องเป็นคนกลางระหว่างหน่วยบริการสองแห่ง ถ้าคลินิกเห็นว่าคนไข้จำเป็นต้องได้รับการรักษาที่โรงพยาบาลที่มีศักยภาพสูงกว่า ระบบต้องสามารถทำให้การส่งต่อเกิดขึ้นได้อย่างชัดเจน ตั้งแต่รู้ว่าจะส่งไปที่ไหน ต้องใช้เอกสารอะไร โรงพยาบาลปลายทางรับอย่างไร และคนไข้ต้องรอนานแค่ไหน เพราะทุกนาทีของคนที่กำลังเจ็บป่วยมีความหมาย โดยเฉพาะผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรง เราต้องไม่ทำให้เขาต้องเดินทางไปหลายแห่งหรือถูกส่งกลับไปกลับมาเพียงเพราะระบบระหว่างหน่วยบริการยังตกลงกันไม่ได้ ดังนั้น สิ่งที่ผมย้ำกับ สปสช. คือ ต้องทำให้เกิดมาตรฐานกลางขึ้นมาให้ได้ หน่วยบริการปฐมภูมิกับโรงพยาบาลรับส่งต่อควรต้องมีข้อตกลงร่วมกันอย่างชัดเจนว่าโรคหรืออาการประเภทใดส่งต่อได้ทันที ต้องใช้ระยะเวลาเท่าไร และใครเป็นผู้รับผิดชอบในแต่ละขั้นตอน เมื่อมีระบบอิเล็กทรอนิกส์เข้ามาช่วย ก็จะทำให้ข้อมูลการส่งต่อไม่ต้องอาศัยการประสานงานแบบเดิมเพียงอย่างเดียว และสามารถติดตามได้ว่าผู้ป่วยอยู่ในขั้นตอนไหน ปัญหาอยู่ที่ใคร ซึ่งทั้งหมดนี้มีเป้าหมายเดียวคือทำให้ผู้ป่วยได้รับการรักษาเร็วขึ้น” นายพัฒนา กล่าว
นายพัฒนา ขอย้ำว่า คลินิกทุกแห่งที่เป็นหน่วยบริการปฐมภูมิ ต้องทำสัญญากับรพ.รับรีเฟอร์ ว่ามีข้อตกลง กระบวนการรีเฟอร์อย่างไรบ้าง การออกใบส่งตัวขั้นต่ำต้องกี่วัน ส่วนขั้นสูงได้กำหนดโดยสปสช.อยู่แล้ว เมื่อปี 2548 หากจำไม่ผิดประมาณไม่เกิน 90-120 วัน ตัวเลขไม่คอนเฟิร์ม แต่ไม่มีขั้นต่ำที่ 7 วัน หรือโรคอะไรบ้าง ตนได้ย้ำที่ประชุม ผ่าน นพ.วิชัย ในฐานะประธานอปสข. ให้ทำเรื่องนี้ออกมาเร็วที่สุด เพราะเป็นความเดือดร้อนของประชาชน ขณะเดียวกัน นางมานิดา ภู่เจริญ ประธานอนุกรรมการด้านการเงินการคลัง สปสช. ได้ให้ข้อมูลที่ตนขอไว้ คือ การแยกบรรทัดว่า รพ.เอกชน กับคลินิกเอกชน หรือชุมชนอบอุ่นที่ได้งบไปกว่า 1.7 หมื่นกว่าล้านบาท โดยพบว่าเป็นรพ.เอกชนราว 200 กว่าแห่ง กระจายทั่วประเทศราว 8 พันล้านบาท และคลินิกเอกชนรวม 800 กว่าแห่ง ได้งบอีก 8 พันกว่าล้านบาท ตรงนี้ก็ต้องนำไปดูต่อไปว่า การจัดบริการในปฐมภูมิ คลินิกชุมชนอบอุ่นจะแบ่งการจัดบริการอย่างไร เพราะข้อจำกัดของรพ.ในสธ.มีเพียง 8 แห่งเท่านั้น ซึ่งเป็นพื้นที่พิเศษ ที่สธ.จะเข้าไปดูแลประชาชนไม่เต็มที่นัก โดยประชากรในกทม.อีก 2-3 ล้านคน เรายังดูแลเป็นเครือข่ายครอบคลุมไม่ทั่วถึง

