‘พัฒนา’ พร้อมให้ตรวจสอบธรรมาภิบาล สธ. ยันโยกย้าย-จัดซื้อทำตามกฎหมาย ชี้เลือกผู้บริหารดูรอบด้าน ต้องการคนแอคทีฟ คนรุ่นใหม่ ‘can-do person’ ไม่ใช่ดูแค่อายุ
จากอดีตผู้บริหารกระทรวงสาธารณสุข รวมตัวกันตั้งชมรมรักษ์สาธารณสุข เพื่อตรวจสอบธรรมาภิบาลในกระทรวงฯ เช่น คำสั่งแต่งตั้งโยกย้าย หรือการจัดซื้อจัดหาที่ไม่เหมาะสม รวมถึงกรณีอดีตผู้บริหารบางรายทำหนังสือถึงปลัดกระทรวงสาธารณสุข ขอให้ทบทวนกระบวนการแต่งตั้งนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดและผู้อำนวยการโรงพยาบาลต่างๆ ว่าอาจมีบางกรณีที่ไม่เป็นธรรม
เมื่อวันที่ 3 กันยายน ที่โรงแรมเดอะ เฮอริเทจ แกรนด์ จ.ขอนแก่น นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ให้สัมภาษณ์ประเด็นดังกล่าวว่า การเข้ามาตรวจสอบเรื่องความโปร่งใสถือเป็นเรื่องที่ดี และกระทรวงสาธารณสุขพร้อมให้มีการตรวจสอบ โดยไม่ว่าจะเป็นรัฐมนตรี ปลัดกระทรวง หรือผู้บริหารและผู้รับผิดชอบในส่วนต่างๆ พร้อมให้ข้อมูลตามกรอบและอำนาจที่กฎหมายกำหนด หากพบว่ามีการดำเนินการที่ไม่ถูกต้องก็ต้องเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบตามขั้นตอน
“การตรวจสอบความโปร่งใสเป็นเรื่องที่ดี ทางกระทรวงสาธารณสุข ไม่ว่าจะเป็นรัฐมนตรี ท่านปลัด หรือผู้ดูแลทุกท่าน ก็พร้อมให้การตรวจสอบ พร้อมให้ข้อมูลตามกฎหมาย หากมีข้อไม่ถูกต้องเกิดขึ้นจริง” นายพัฒนา กล่าว
อย่างไรก็ตาม นายพัฒนา ระบุว่า ในกรณีที่ชมรมหรือบุคคลใดเข้ามาขอข้อมูลหรือขอให้ดำเนินการในเรื่องต่างๆ จะต้องพิจารณาด้วยว่าอยู่ภายใต้อำนาจหน้าที่และข้อกำหนดตามกฎหมายหรือไม่ โดยยืนยันว่าการดำเนินการของกระทรวง ทั้งเรื่องการแต่งตั้งโยกย้ายบุคลากร รวมถึงการจัดซื้อจัดจ้าง ล้วนดำเนินการตามกฎหมายและหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง
นายพัฒนา กล่าวว่า การบริหารกระทรวงสาธารณสุขในปัจจุบันมีภารกิจและนโยบายหลายด้านที่ต้องเร่งขับเคลื่อนเพื่อแก้ไขปัญหาให้เกิดผลเป็นรูปธรรม ดังนั้น การพิจารณาบุคลากรที่จะเข้ามารับตำแหน่งบริหาร จึงไม่ได้พิจารณาเพียงเรื่องอายุหรืออาวุโส แต่ต้องพิจารณาถึงความเหมาะสมกับภารกิจ ความตั้งใจที่จะเข้ามาแก้ปัญหา และความสามารถในการขับเคลื่อนนโยบายของกระทรวงด้วย
“เรามีนโยบายที่ได้ให้สัญญากับประชาชนไว้ มีภารกิจหลายอย่างที่ต้องการแก้ไขให้ดีที่สุด เพราะฉะนั้นการคัดเลือกบุคลากรก็ต้องเลือกคนที่มีเจตนาและมีแรงขับที่จะไปแก้ปัญหาเหล่านั้นจริงๆ และเหมาะสมกับการนำนโยบายต่างๆ ไปขับเคลื่อน” นายพัฒนา กล่าว
รมว.สาธารณสุข กล่าวว่า โดยส่วนตัวมองว่าผู้บริหารที่เหมาะสมกับการทำงานในปัจจุบันควรเป็นผู้ที่มีความทันสมัย มีความเป็นคนรุ่นใหม่ มีความกระตือรือร้น และพร้อมลงมือทำ โดยไม่จำเป็นต้องเป็นบุคคลที่พูดมาก แต่ต้องสามารถรับโจทย์และนำไปแก้ไขปัญหาให้เกิดผลได้
โดยนายพัฒนาใช้คำว่า “can-do person” หรือผู้ที่มีทัศนคติว่า “ทำได้” เป็นหนึ่งในคุณสมบัติที่ต้องการเห็นในผู้บริหารกระทรวงสาธารณสุข โดยเมื่อได้รับโจทย์แล้วต้องพร้อมลงมือดำเนินการ ส่วนเมื่อพบปัญหาก็ต้องหาทางแก้ไขร่วมกัน
“โดยส่วนตัว ผมมักจะมองไปที่ผู้บริหารที่มีความทันสมัย มีความเป็นรุ่นใหม่ และ active ไม่จำเป็นต้องพูดเยอะ แต่พร้อมที่จะลงมือทำ มีทัศนคติแบบ can-do person คือได้รับโจทย์ไปแล้วมีทัศนคติว่าสามารถทำได้ ส่วนเจอปัญหาเราก็ไปแก้กัน นั่นคือสเปกและแนวคิดที่พวกเรามองหาผู้บริหารสำหรับกระทรวงสาธารณสุข” นายพัฒนา กล่าว
เมื่อถามว่ามีข้อกังวลว่าการเลือกผู้บริหารอายุน้อยบางราย อาจเป็นการข้ามขั้นตอนหรือข้ามตำแหน่ง เพราะไม่ได้ผ่านตำแหน่งรองมาก่อน เรื่องนี้กระทรวงพิจารณาอย่างไร นายพัฒนา กล่าวว่า ยืนยันว่าการพิจารณาแต่งตั้งบุคลากรไม่ได้ดูเฉพาะเรื่องอายุ และการที่บุคลากรคนหนึ่งมีอายุน้อยไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีคุณสมบัติหรือไม่เหมาะสมกับตำแหน่ง เพราะระบบราชการมีหลักเกณฑ์และปัจจัยหลายด้านที่ต้องนำมาประกอบการพิจารณา ทั้งอายุ ประสบการณ์การทำงาน อายุราชการ ตลอดจนวิสัยทัศน์ (vision) และทัศนคติ (attitude) ในการทำงาน โดยเฉพาะความสามารถในการรับมือกับปัญหาที่เกิดขึ้นจริง
“ระบบราชการผมเชื่อว่าเรามี criteria หรือมีจุดที่ต้องดูหลายอย่าง อายุและประสบการณ์ทำงานคงเป็นส่วนหนึ่ง แต่ไม่ได้หมายความว่ารวมทั้งหมด ไม่ได้มีลักษณะว่าอายุเยอะหรืออายุมากจะต้องได้รับตำแหน่งก่อน” นายพัฒนา กล่าว
นายพัฒนา กล่าวต่อว่า การแต่งตั้งผู้บริหารจำเป็นต้องพิจารณาอย่างรอบด้าน ไม่ว่าจะเป็นนโยบาย ประสบการณ์การทำงาน อายุงาน อายุของบุคคล วิสัยทัศน์ และทัศนคติ โดยเฉพาะในช่วงที่กระทรวงสาธารณสุขกำลังเผชิญปัญหาสำคัญหลายด้าน ซึ่งบางเรื่องเป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง และจำเป็นต้องได้ผู้บริหารที่สามารถเข้ามาขับเคลื่อนงานอย่างต่อเนื่อง
ถามต่อว่ากรณีที่ชมรมต้องการเห็นข้อมูลและกระบวนการแต่งตั้ง โดยเฉพาะว่าบุคคลที่ได้รับตำแหน่งมีคุณสมบัติและผ่านขั้นตอนอย่างไร กระทรวงสามารถเปิดเผยข้อมูลให้ชมรมตรวจสอบได้หรือไม่ นายพัฒนา กล่าวว่า เรื่องการบริหารงานและการคัดเลือกบุคลากรเป็นอำนาจหน้าที่ของปลัดกระทรวงสาธารณสุขตามระบบราชการ โดยการจะเปิดเผยข้อมูลใดหรือดำเนินการอย่างไร ต้องพิจารณาตามอำนาจหน้าที่และกรอบของกฎหมาย ไม่ใช่ว่าบุคคลหรือกลุ่มใดร้องขอข้อมูลแล้วจะสามารถเปิดเผยข้อมูลทั้งหมดได้โดยอัตโนมัติ ทั้งนี้ กระทรวงยืนยันหลักการเดิมว่าพร้อมให้ตรวจสอบ และหากมีประเด็นที่มีข้อสงสัยหรือพบความไม่ถูกต้องก็สามารถเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบตามกฎหมายได้ แต่การเปิดเผยข้อมูลต้องดำเนินการภายใต้หลักเกณฑ์และอำนาจหน้าที่ที่กำหนดไว้
นายพัฒนา กล่าวว่า ยกตัวอย่างปัญหาการบริหารโรงพยาบาล ซึ่งเป็นหนึ่งในภารกิจที่ต้องการผู้บริหารที่มีความสามารถในการแก้ปัญหา โดยเฉพาะปัญหาด้านการเงินของโรงพยาบาลที่หลายแห่งประสบภาวะขาดทุน
“ปัญหาเรื่องการเงิน หรือการบริหารโรงพยาบาลที่เกิดการขาดทุนค่อนข้างเยอะ ปัญหาเหล่านี้เป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง หลายครั้งต้องการบุคลากรที่เข้ามาทำงานแล้วเกิดความต่อเนื่องจริงๆ” นายพัฒนา กล่าว
นายพัฒนา กล่าวด้วยว่า การเดินทางมา จ.ขอนแก่น ในครั้งนี้ นอกจากภารกิจในการประชุมและงานของกระทรวงแล้ว ยังมีภารกิจติดตามการแก้ไขปัญหาทางการเงินของโรงพยาบาลขอนแก่น ซึ่งก่อนหน้านี้เมื่อประมาณ 1 ปีที่ผ่านมา เคยเข้ามาติดตามสถานการณ์และแนวทางแก้ไขปัญหาโรงพยาบาลที่มีผลขาดทุนประมาณ 1,000 ล้านบาท ปัจจุบันสถานการณ์ของโรงพยาบาลขอนแก่นปรับตัวดีขึ้น โดยผลขาดทุนลดลงเกือบ 30% ซึ่งนายพัฒนามองว่าเป็นตัวอย่างของการขับเคลื่อนงานที่ต้องอาศัยผู้บริหารและบุคลากรที่สามารถเข้ามาแก้ปัญหาได้อย่างต่อเนื่อง
“วันนี้มาที่ขอนแก่นก็มีอีก mission หนึ่งที่จะมาดู คือหนึ่งปีที่แล้วมาดูการแก้ปัญหาความขาดทุนของโรงพยาบาลขอนแก่นที่ติดลบน่าจะราวๆ พันล้านบาท สถานการณ์ตอนนี้ดีขึ้น ติดลบน้อยลงตั้งเกือบ 30%” นายพัฒนา กล่าว
นายพัฒนา ย้ำว่า สิ่งที่กระทรวงพยายามผลักดันไม่ใช่เพียงการแต่งตั้งบุคลากรให้ดำรงตำแหน่ง แต่ต้องการให้ผู้บริหารสามารถนำภารกิจและนโยบายไปสู่การปฏิบัติ และแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นจริงในพื้นที่ โดยเฉพาะปัญหาที่มีผลกระทบต่อระบบสาธารณสุขและประชาชน
ทั้งนี้ กรณีที่อดีตผู้บริหารกระทรวงสาธารณสุขรวมตัวกันตั้งชมรมรักษ์สาธารณสุข และเสนอให้มีการตรวจสอบกระบวนการบริหารงานของกระทรวงนั้น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขยืนยันหลักการว่า พร้อมรับการตรวจสอบในเรื่องความโปร่งใส แต่ทุกการขอข้อมูลหรือการดำเนินการต้องอยู่ภายใต้ขอบเขตอำนาจหน้าที่และกฎหมาย ขณะเดียวกัน การแต่งตั้งบุคลากรจะพิจารณาจากคุณสมบัติและความเหมาะสมรอบด้าน ไม่ได้ใช้เพียงอายุหรือความอาวุโสเป็นเกณฑ์ตัดสิน

