‘ฟิวร์เจอร์ สกาย’ ลุยทวงค่าจ้าง e-WorkPermit 715 ล. เผย 10 เดือน กกจ.ไม่จ่าย

4.09.26 | 19:28 น.

‘ฟิวร์เจอร์ สกาย’ ลุยทวงค่าจ้าง e-WorkPermit 715 ล. เผย 10 เดือน กกจ.ไม่จ่าย


เมื่อวันที่ 4 กันยายน นายชัยรัตน์ แสงจันทร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกิจการร่วมค้า ฟิวร์เจอร์ สกาย แถลงความคืบหน้าการดำเนินโครงการจ้างเหมาเอกชนขึ้นทะเบียนและผลิตใบอนุญาตทำงานให้กับแรงงานต่างด้าว (e-WorkPermit) ที่โรงแรม ดิ เอเมอรัลด์ กรุงเทพมหานคร ว่า หลังจากฟิวร์เจอร์ สกายเริ่มดำเนินการรับขึ้นทะเบียนเพื่อออกบัตรประจำตัวให้กับคนต่างด้าวและแรงงานต่างด้าวผ่านระบบ e-WorkPermit แทนการขึ้นทะเบียนในระบบเดิม ตั้งแต่วันที่ 13 ตุลาคม 2566 ถึงเดือนสิงหาคม 2569 สามารถออกบัตรได้แล้ว 1.6 ล้านใบ นำส่งเงินสะสมจากค่าธรรมเนียมการออกบัตรให้กับกรมการจัดหางาน (กกจ.) กระทรวงแรงงาน ประมาณ 3,800 ล้านบาท รวมยอดเงินค่าจ้างที่ กกจ.ต้องจ่ายฟิวร์เจอร์สกายสะสม 715 ล้านบาท

“เราทำงานมากว่า 10 เดือน แต่ยังไม่ได้รับเงินค่าจ้างเลยแม้แต่บาทเดียว มีการทวงถาม กกจ.มาโดยตลอด แต่ยังไม่มีการตอบสนอง และยังเพิกเฉยต่อการเรียกร้องขอความเป็นธรรม ทำให้เราต้องตัดสินใจพึ่งบารมีศาลปกครอง โดยได้ยื่นฟ้องเรียกค่าจ้างที่ กกจ.ค้างจ่ายแล้ว” นายชัยรัตน์ กล่าว

Advertisement

นายชัยรัตน์ กล่าวถึงปัญหาและอุปสรรคในการดำเนินโครงการ e-WorkPermit ว่า เนื่องจากข้อกำหนดใน TOR เป็นข้อมูลทางวิชาการที่ไม่เป็นปัจจุบัน และเป็นตัวเลขประมาณการขึ้นทะเบียนคนต่างด้าวและแรงงานต่างด้าวที่ต่ำกว่าความเป็นจริง จนทำให้เกิดปัญหาคอขวดในระบบ e-WorkPermit กิจการร่วมค้า ฟิวร์เจอร์ สกาย จึงได้ทำข้อเสนอแผนและวิธีการเพิ่มประสิทธิภาพในการให้บริการ สามารถรองรับต่อปริมาณคำขอและการผลิตบัตรใบอนุญาตทำงานฯ ได้มากขึ้น โดยเฉพาะการเพิ่มจุดบริการในพื้นที่ที่มีแรงงานต่างด้าวกระจุกตัวแหนาแน่น เช่น จ.สมุทรสาคร จ.สมุทรปราการ จ.ชลบุรี รวมทั้งกรุงเทพมหานคร ซึ่งได้เคยเปิดศูนย์เฉพาะกิจ ณ ศูนย์การค้าหลักสี่พลาซ่า ชั้น T ผลิตบัตรได้ไม่ต่ำกว่าวันละ 1,000 ใบ แทนที่จะไปเพิ่มช่องบริการในทุกพื้นที่ทั่วประเทศ ซึ่งไม่สอดคล้องกับการกระจุกตัวของแรงงาน จึงเป็นการแก้ไขปัญหาไม่ตรงจุด เช่น ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ แต่หลังจากการขอขยายให้บริการศูนย์เฉพาะกิจดังกล่าว กกจ.ไม่เคยอนุมัติการจัดตั้งศูนย์บริการเฉพาะกิจในลักษณะดังกล่าวอีก แม้จะมีการนำเสนออีกหลายครั้งก็ตาม

“นอกจากนี้ ใน TOR ที่ระบุว่า ฟิวร์เจอร์ สกายจะต้องตรวจเอกสารคำขอที่ยื่นผ่านระบบ e-WorkPermit ให้แล้วเสร็จภายใน 24 ชั่วโมง หากไม่แล้วเสร็จจะถูกปรับเท่ากับค่าจ้างในการออกบัตร 1 ใบ คือ 520 บาท โดยเอกชนผู้รับจ้าง จะต้องตรวจเอกสารให้ได้วันละ 6,000 ชุด นั้น ข้อเท็จริงปรากฏว่า เอกสารในแต่ละวัน มีมากกว่าที่ระบุไว้ใน TOR คือ มีมากกว่า 10,000 ชุด และบางวันก็มีมาก 90,000 ชุด ทำให้ ฟิวร์เจอร์ สกายต้องเพิ่มจำนวนบุคลากร และค่าใช้จ่าย เพื่อตรวจเอกสารทุกชุดให้แล้วเสร็จภายใน 24 ชั่วโมง แต่ปรากฏว่า เอกสารหลังตรวจเสร็จแล้วกลับไปกองกันอยู่ในระบบ เพื่อรอการอนุมัติจากผู้ช่วยนายทะเบียนและนายทะเบียน บางกรณีเอกสารที่รอการอนุมัติจาก ผู้ช่วยนายทะเบียนและนายทะเบียน ค้างอยู่ในระบบนานถึง 4 เดือน แต่การทำงานในลักษณะนี้ ทำให้เรามีค่าใช้จ่ายถึงเดือนละ 30 ล้านบาท” นายชัยรัตน์ กล่าว

นายชัยรัตน์ กล่าวอีกว่า แม้งานรับขึ้นทะเบียนและออกบัตรประจำตัวแรงงานต่างด้าวผ่านระบบ e-WorkPermit ที่ฟิวเจอร์ สกายดำเนินการอยู่ในขณะนี้ จะเต็มไปด้วยอุปสรรคและขวากหนาม แต่ก็จะกัดฟันสู้ เพื่อให้โครงการนี้ดำเนินต่อไป เนื่องจากระบบ e-WorkPermit ได้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อเป็นศูนย์กลางของการขึ้นทะเบียนแรงงานต่างด้าวของประเทศไทย ดังนั้น ถ้าระบบนี้ไปต่อไม่ไม่ได้ อาจจะลามไปถึงการผลิตในภาคอุตสาหกรรมหรือแม้กระทั่งในภาคครัวเรือน ธุรกิจขนาดย่อมจนถึงขนาดกลาง ที่มีความต้องการแรงงานซึ่งส่งผลต่อเนื่องไปยังระบบเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ

นอกจากนี้ ระบบ e-WorkPermit ยังเป็นระบบการขึ้นทะเบียนแรงงานต่างด้าวที่ป้องกันการเรียกรับผลประโยชน์ รวมทั้งยังป้องกันระบบการทุจริตคอร์รัปชั่นของผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งภาคเอกชนและภาครัฐด้วย จึงเป็นธรรมดาที่มีคนกลุ่มหนึ่งพยายามที่จะล้มระบบนี้