สปสช.ย้ำยังไม่สรุปเงินเยียวยา ‘น้องยูฟ่า’ ชงให้คณะอนุกรรมการ ม.41 ชี้ประเภท-วงเงิน
จากกรณีเด็กชายวัย 1 ขวบ เข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชเลิงนกทา จังหวัดยโสธร และนิ้วชี้ข้างขวาได้รับบาดเจ็บระหว่างการถอดสายน้ำเกลือ เมื่อวันที่ 11 กันยายน ที่ผ่านมา ก่อนส่งต่อไปรับการรักษาและผ่าตัดต่อนิ้วที่โรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ จังหวัดอุบลราชธานี นั้น
ล่าสุด เมื่อวันที่ 14 กันยายน นางมลุลี แสนใจ ผู้อำนวยการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เขต 10 อุบลราชธานี กล่าวว่า ภายหลังได้รับทราบกรณีดังกล่าว สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดยโสธร (สสจ.ยโสธร) และ สปสช. เขต 10 อุบลราชธานี ได้ร่วมประสานติดตามเพื่อเร่งให้ความช่วยเหลือเด็กและครอบครัว จากตรวจสอบพบว่า เด็กชายเป็นผู้มีสิทธิในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือสิทธิบัตรทอง 30 บาท ซึ่งสามารถยื่นคำร้องขอรับเงินช่วยเหลือเบื้องต้นตามมาตรา 41 แห่งพระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2545 ได้ ขณะนี้ทาง สสจ.ยโสธร อยู่ระหว่างรวบรวมข้อเท็จจริง เอกสารทางการแพทย์ และข้อมูลที่เกี่ยวข้อง เพื่อยื่นคำร้องขอรับเงินช่วยเหลือเบื้องต้นตามมาตรา 41 แล้ว และจะเสนอให้ “คณะอนุกรรมการพิจารณาวินิจฉัยคำร้องขอรับเงินช่วยเหลือเบื้องต้นระดับจังหวัด” หรือคณะอนุกรรมการมาตรา 41 ระดับจังหวัด พิจารณาวินิจฉัยตามหลักเกณฑ์โดยเร็ว
นางมลุลี กล่าวว่า การพิจารณาว่าความเสียหายเข้าหลักเกณฑ์หรือไม่ รวมถึงการจัดประเภทความเสียหายและกำหนดจำนวนเงินช่วยเหลือ เป็นอำนาจของคณะอนุกรรมการมาตรา 41 ระดับจังหวัด โดยจะพิจารณาจากข้อเท็จจริง เอกสารทางการแพทย์ ความสัมพันธ์ระหว่างความเสียหายกับการรักษาพยาบาล ตลอดจนระดับและผลกระทบของความเสียหายที่เกิดขึ้น จึงยังไม่สามารถระบุประเภทหรือจำนวนเงินช่วยเหลือในกรณีนี้ได้จนกว่าจะมีผลการพิจารณาอย่างเป็นทางการ
“สปสช. มีความห่วงใยเด็กและครอบครัว และได้เร่งดำเนินการกับ สสจ.ยโสธร ประสานหน่วยงานในพื้นที่เพื่อติดตามให้ความช่วยเหลืออย่างเต็มที่ ขณะนี้อยู่ระหว่างรวบรวมข้อมูลเพื่อเข้าสู่กระบวนการพิจารณาตามมาตรา 41 ซึ่งคณะอนุกรรมการระดับจังหวัดจะเป็นผู้พิจารณาข้อเท็จจริง ประเภทความเสียหาย และจำนวนเงินช่วยเหลือตามหลักเกณฑ์ต่อไป” ผอ.สปสช.เขต 10 อุบลราชธานี กล่าว
นางมลุลี กล่าวว่า เงินช่วยเหลือเบื้องต้นตามมาตรา 41 เป็นกลไกคุ้มครองสิทธิและบรรเทาความเดือดร้อนแก่ผู้รับบริการหรือครอบครัว กรณีได้รับความเสียหายจากการรักษาพยาบาลของหน่วยบริการในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ โดยไม่ต้องรอพิสูจน์ถูกผิด ไม่ถือเป็นการชดเชยความผิด และไม่ตัดสิทธิในการดำเนินการตามกฎหมาย ทั้งนี้ ไม่รวมความเสียหายจากพยาธิสภาพหรือภาวะแทรกซ้อนตามธรรมชาติของโรค
นางมลุลี กล่าวว่า เงินช่วยเหลือแบ่งเป็น 3 กรณี ได้แก่ เสียชีวิตหรือทุพพลภาพถาวร หรือเจ็บป่วยเรื้อรังที่มีผลกระทบรุนแรงต่อการดำรงชีวิต 240,000-400,000 บาท สูญเสียอวัยวะหรือพิการ 100,000-240,000 บาท และบาดเจ็บหรือเจ็บป่วยต่อเนื่องไม่เกิน 100,000 บาท โดยขึ้นอยู่กับผลการพิจารณาของคณะอนุกรรมการมาตรา 41 ระดับจังหวัด ผู้มีสิทธิยื่นคำร้องได้ภายใน 2 ปีนับแต่วันที่ทราบความเสียหาย สอบถามเพิ่มเติมที่สายด่วน สปสช. 1330 ตลอด 24 ชั่วโมง

