‘ยศชนัน’ ชี้ ไม่ต้องรอ พ.ร.บ.อากาศสะอาด แนะใช้ประกาศกระทรวงแก้ปัญหา PM2.5 ได้

16.09.26 | 10:53 น.

‘ยศชนัน’ ชี้ ไม่ต้องรอ พ.ร.บ.อากาศสะอาด แนะใช้ประกาศกระทรวงแก้ปัญหา PM2.5 ได้ ลั่นพร้อมช่วยทุกพรรคดันนโยบายฝุ่นพิษ

เมื่อวันที่ 16 กันยายน ที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นประธานการประชุมเชิงวิชาการ “ถอดบทเรียนและพัฒนายุทธศาสตร์ภัยพิบัติและฝุ่นควันภาคเหนือ จากบทเรียนหน้างานสู่นโยบายที่ทำได้จริง” จัดโดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับกระทรวง อว. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง


ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวว่า การประชุมครั้งนี้ไม่ใช่ว่าอยู่ดีๆ เรามาจัดประชุมเสร็จ แล้วก็รับข้อเสนอแล้วกลับไปทำ แต่สิ่งที่ต้องทำคือเราต้องฟังไปแล้วก็ทำไป ถ้าทำแล้วไม่เวิร์กก็ปรับๆ ไปเรื่อยๆ และตรงไหนที่เป็นงบประมาณที่ติดขัด ก็จะใช้ในสิ่งที่สามารถทำได้แล้วก็ทำไปเลย เรื่องพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) อากาศสะอาด (Clean Air Act) ที่บอกว่าต้องรอ ความจริงไม่ต้องรอก็ได้ ถ้าวันนี้เรามีฉันทามติ (Consensus) บางส่วน ก็สามารถออกเป็นกฎกระทรวง หรือเป็นประกาศบางอย่างเฉพาะกิจสำหรับบางโซนได้ และจะนำเสนอให้นายกรัฐมนตรีพิจารณา

“ความหวังต้องเกิด แล้วก็ต้องทำ อะไรก็ต้องทำ” ศ.ดร.ยศชนัน กล่าว พร้อมระบุว่า อาจจะไม่รู้ว่าต้องทำอะไร หรือทำแล้วต้องทำให้ครบ แต่สิ่งหนึ่งคือการสะท้อนแล้วทำไปเรื่อยๆ ซึ่งเป็นเป้าหมาย

ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวว่า ปัจจุบันทำเรื่องนี้อยู่พอสมควร และเมื่อตนมารับตำแหน่งก็เดินเรื่องทันที เพราะตอนที่เข้ามาเป็นช่วงที่ฝุ่นมาแล้ว สิ่งที่ทำอะไรได้สักนิดก็ต้องทำ ในช่วงนั้นได้ชวนทางมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (มช.) และหน่วยงานต่างๆ มาร่วมทำ โดยนำเครื่องไปติดตั้งเป็นกลุ่มมอนิเตอร์ (Monitor) ซึ่งมีประมาณ 80 กว่าแห่ง ขณะที่ มช.ทำไว้ก่อนล่วงหน้าแล้ว และหลายพื้นที่ก็กระจายกันช่วยกันทำ จากนั้นเริ่มทำโครงการที่พยายามให้แต่ละพื้นที่สามารถทำเองได้ และเริ่มทำเรื่องเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) เพราะมองว่าควรต้องใช้เรื่องเศรษฐศาสตร์มาแก้ปัญหาเรื่องนี้อย่างยั่งยืน ประกอบกัน นอกจากนั้นยังมีเรื่องเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) มีการรับซื้อหรือใช้วัสดุต่างๆ ทางการเกษตร และเริ่มเอาเอกชนเข้ามา โดยเดือนหน้าจะมีเอกชนขนาดใหญ่เพิ่มเติมเข้ามา เพื่อดูว่าเขารับได้เท่าไหร่ และดูเรื่องค่าโลจิสติกส์ (Logistics) เพื่อให้เขาอยากทำในปริมาณมากและทำอย่างยั่งยืน

Advertisement

ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวว่า สำหรับเชียงใหม่ไม่ได้มีแค่พื้นที่เกษตร แต่เชียงใหม่เกาะอยู่ในป่า และมีการเผาใหญ่ในป่า ขณะเดียวกันก็มีการเผาในพื้นที่เกษตรด้วย เรื่องนี้จึงต้องนำมาพูดคุยกัน นอกจากเรื่องดาวเทียมแล้ว ต้องตั้งกล้องเพื่อมอนิเตอร์ (Monitor) โดยกล้องต้องสามารถมองทะลุได้ และจะกระจายให้มากขึ้น รวมถึงการใช้บอลลูนเพื่อช่วยในการตรวจสอบ และประสานกับทีมจังหวัดและทีมอาสาในพื้นที่ เพื่อดูว่าพื้นที่ไหนมีถนนตัดผ่าน พื้นที่ไหนมีทางกั้นไฟ และต้องเพิ่มเติมอะไรอีก

“ช่วงเวลานี้ต้องเร่งทำ เพราะน่าจะเริ่มเผากันตั้งแต่เดือนธันวาคม มกราคม และกุมภาพันธ์ ดังนั้นจึงต้องทำล่วงหน้า” ศ.ดร.ยศชนัน กล่าว

ในเรื่องฝุ่นกับสุขภาพ ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวว่า เวลาจะดูเรื่องการรักษาแต่ละคน ต้องดูว่าฝุ่นที่แต่ละคนสูดเข้าไปอาจไม่เหมือนกัน “ไม่ใช่ว่า One size fits all” เพราะฝุ่นที่เชียงใหม่กับฝุ่นที่ภาคอีสานอาจเป็นคนละฝุ่นกัน ดังนั้นเรื่องนี้จะมีการวิเคราะห์อนุภาค (Particle) ว่ามาจากไหนบ้าง ซึ่งมหาวิทยาลัยต่างๆ สามารถทำได้ และข้อมูลจะถูกส่งต่อไปยัง สสส. หรือโครงการที่ดูแล เพื่อเตรียมตัวในเรื่องนี้ และทำเรื่องเกี่ยวกับสุขภาพให้ชัดเจนว่าเกิดจากเรื่องไหนบ้าง เพราะไม่ได้เกิดจากการเผาอย่างเดียว แต่อาจเกิดจากเรื่องปุ๋ยด้วย นอกจากนั้นยังมีโมเดล (Model) ที่ทำเรื่องการเปลี่ยนธรรมชาติให้เป็นเงิน โดยธรรมชาติสามารถสร้างเงินกลับมาได้ และต้องมีการดูเรื่องความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity) ให้ครบ ใครสามารถรักษาตรงนั้นได้ เงินก็ไหลเข้ามา ซึ่งพยายามทำให้เกิดการจัดหาเงินทุนในวงกว้าง (Major Financing) เพื่อให้เรื่องนี้ยั่งยืนขึ้น

ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวถึงการทำงานร่วมกับภาคประชาสังคม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) อดีต สส. และทุกฝ่ายว่า เรื่องอากาศต้องเป็นเรื่องที่ทุกคนเข้ามาช่วยกัน ไม่ควรถูกแบ่งด้วยเรื่องของพรรคการเมือง

“เรื่องอากาศไม่ใช่เรื่องของพรรคการเมือง พยายามบอกทุกคนว่า หากพรรคการเมืองใดมีสิ่งที่ดีและเป็นประโยชน์ต่อการแก้ปัญหา ผมพร้อมที่จะช่วย ทุกพรรคทำดี ผมโอเคหมด และพร้อมช่วยหมด ไม่มีปัญหา” ศ.ดร.ยศชนัน กล่าว

ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวอีกว่า ไม่ต้องกลัวว่าหากอยู่คนละพรรคกับตนแล้วจะไม่สามารถเข้ามาทำงานร่วมกันได้ หรือจะไม่กล้าเข้ามาพูดคุย เพราะเรื่องนี้ไม่ควรนำความแตกต่างทางการเมืองมาเป็นอุปสรรคในการแก้ปัญหา

ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวว่า เรื่องอากาศไม่ควรเป็นเวทีที่คนจะมาหาในเรื่องส่วนตัว แต่ควรเป็นเรื่องที่ทุกฝ่ายช่วยกัน เพราะปัญหาฝุ่นและภัยพิบัติเป็นเรื่องที่ต้องทำต่อเนื่อง และอาจไม่ได้เห็นผลในระยะสั้น

“ปีนี้เราทำเรื่องนี้ อาจจะทำได้ 10 ปี เพราะฉะนั้นต้องทำ ต้องช่วยกัน” ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวพร้อมระบุว่า สิ่งสำคัญคือทำให้เห็นว่าการทำงานมีการปรับปรุงดีขึ้น และทุกฝ่ายต้องช่วยกันสร้างกำลังใจในการทำงาน เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง

“วันนี้ให้เห็นว่ามันมีอิมพรูฟเมนต์ (Improvement) ขึ้นมา และกำลังใจก็ต้องทำด้วยกัน” ศ.ดร.ยศชนัน กล่าว