‘ยศชนัน’ จับมือ สสส.ขับเคลื่อนแก้ฝุ่น PM2.5 ชูบูรณาการรัฐ-วิชาการ-ประชาชน ลดปัญหา 30-40%

16.09.26 | 14:38 น.

‘ยศชนัน’ จับมือ สสส.ขับเคลื่อนแก้ฝุ่น PM2.5 ชูบูรณาการรัฐ-วิชาการ-ประชาชน ลดปัญหา 30-40%

เมื่อวันที่ 16 กันยายน ที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) กล่าวถึงแนวทางขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาฝุ่น PM2.5 ในพื้นที่ภาคเหนือว่า สิ่งที่ต้องทำต่อจากนี้คือการพูดคุยกับภาคประชาคม และทำนโยบายให้ชัดเจน รวมถึงพยายามประกาศแนวทางของคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อให้ผู้ปฏิบัติงานสามารถดำเนินการเรื่องนี้ไปในทิศทางเดียวกัน


ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวว่า ข้อเสนอที่เกิดขึ้นจากการประชุมครั้งนี้จะต้องนำไปดำเนินการต่อ โดยขณะนี้มีการสรุปข้อเสนอและมีกรอบมาให้เรียบร้อยแล้ว จากนี้จะนำไปดำเนินการให้เป็นทางการ พร้อมรับฟังเสียงเพิ่มเติมจากส่วนงานราชการ ก่อนนำกลับไปดำเนินการ

“ที่เหลือที่สุดตอนนี้ก็เป็นการพูดคุยกับภาคประชาคม แล้วก็ทำนโยบายนี้ให้ชัดเจน แล้วก็พยายามประกาศในแนวทางของ ครม. เพื่อให้ทุกคนที่เป็นคนปฏิบัติสามารถที่จะทำเรื่องนี้ได้อย่างเป็นหนึ่งเดียวกัน” ศ.ดร.ยศชนัน กล่าว

เมื่อถามถึงสิ่งที่ควรเร่งดำเนินการ ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวว่า เรื่องที่ต้องเร่งทำด่วนที่สุดคือการติดตั้งอุปกรณ์ในจุดที่สามารถทำได้ เช่น กล้องต่างๆ แต่สิ่งที่สำคัญกว่าคือการลงไปทำงานกับภาคประชาสังคมและประชาชน เพื่อสร้างความเข้าใจและบริหารจัดการเรื่องการเผา โดยต้องแยกการจัดการระหว่างพื้นที่การเกษตรกับพื้นที่ป่า

Advertisement

“สิ่งที่ทำแล้ววินเนี่ยคือการลงไปที่ภาคประชาสังคม ประชาชน ในการทำความเข้าใจ ให้เราบริหารจัดการในเรื่องเกี่ยวกับประเด็นการเผา แล้วก็การแยกส่วนระหว่างพื้นที่การเกษตรกับพื้นที่ป่า” ศ.ดร.ยศชนัน กล่าว

ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวว่า การแก้ปัญหาฝุ่นต้องทำควบคู่ไปกับการบริหารจัดการน้ำ เนื่องจากยังมีทั้งฝนตกและความเสี่ยงน้ำท่วม โดยต้องคิดว่าจะสามารถกักเก็บน้ำบางส่วนเพื่อนำไปใช้ในการดับไฟได้อย่างไร รวมถึงการบริหารจัดการนำน้ำขึ้นไปในพื้นที่ด้านบน และการจัดการพื้นที่กันไฟ ซึ่งเป็นสิ่งที่จำเป็นต้องทำขนานกันไป

เมื่อถามถึงข้อเสนอเรื่องการประกาศเขตห้ามเผาเด็ดขาด ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวว่า จะนำข้อเสนอดังกล่าวไปพูดคุยกับหน่วยงานที่รับผิดชอบ และดูแนวทางที่มีอยู่แล้วว่าจะสามารถนำประเด็นดังกล่าวเข้ามาปรับใช้และหาทางเดินไปด้วยกันได้อย่างไร เพราะปัญหานี้เป็นเรื่องที่ต้องแก้ในระยะยาว

“ประเด็นคือเราควรจะทำให้เรื่องนี้ลดลงเรื่อยๆ” ศ.ดร.ยศชนัน กล่าว

เมื่อถามถึงเป้าหมายการลดปัญหุ่นในภาคเหนือ ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวว่า การทำงานร่วมกันของทุกฝ่ายต้องเดินหน้าให้เร็วที่สุด และเป้าหมายในปีนี้คือพยายามทำให้สถานการณ์ดีขึ้นจากปีที่ผ่านมา โดยมีการตั้งเป้าหมายว่าต้องการให้ดีขึ้นอย่างน้อยประมาณ 30-40 เปอร์เซ็นต์

“อย่างน้อยสัก 30 ถึง 40 เปอร์เซ็นต์เนี่ย เราพยายามที่จะทำเพื่อแก้ให้ได้” ศ.ดร.ยศชนัน กล่าว

ขณะที่ นพ.พงศ์เทพ วงศ์วัชรไพบูลย์ ผู้จัดการกองทุน สสส. กล่าวว่า ปัญหาฝุ่น PM2.5 ในภาคเหนือเกิดจากหลายปัจจัย ทั้งการเผาป่าและการเผาวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร เมื่อประกอบกับสภาพอากาศปิดจึงทำให้ฝุ่นสะสมและส่งผลกระทบต่อประชาชน ที่ผ่านมา สสส.สนับสนุนภาคประชาชน โดยเฉพาะสภาลมหายใจและศูนย์วิชาการต่างๆ ให้ทำงานร่วมกัน และเห็นว่าปีนี้ควรนำงานวิจัยของกระทรวง อว.มาใช้ร่วมกับการบริหารจัดการในพื้นที่มากขึ้น“ผมคิดว่า ถ้าเราสามารถใช้งานวิจัยต่างๆ ซึ่งได้สาธิตในการประชุมวันนี้ ร่วมกับการบริหารจัดการของทางท่านผู้ว่าราชการจังหวัด ลงไปถึงท่านนายอำเภอ และก็กำนันผู้ใหญ่บ้าน และการที่จะบริหารจัดการแบบรู้จุดเสี่ยง และความร่วมมือของประชาชน ก็น่าจะทำให้สถานการณ์เรื่องของฝุ่น PM2.5 และการเผาในภาคเหนือดีขึ้น” นพ.พงศ์เทพ กล่าว

นพ.พงศ์เทพ กล่าวว่า การแก้ปัญหาไม่ควรเหมารวมว่าทุกหมู่บ้านหรือทุกชุมชนเป็นต้นเหตุ แต่ควรใช้เทคโนโลยีระบุจุดเสี่ยงและทำงานกับชุมชนแบบเฉพาะเจาะจง เพื่อให้เกิดความเข้าใจและข้อตกลงร่วมกัน โดยต้องคำนึงถึงบริบทของภาคเหนือที่เป็นพื้นที่ภูเขาและมีข้อจำกัดด้านน้ำ รวมถึงต้นทุนของเกษตรกรในการจัดการวัสดุเหลือใช้ ซึ่งการเผาเป็นวิธีที่มีต้นทุนต่ำ ดังนั้นจึงไม่ควรพึ่งการบังคับใช้กฎหมายเพียงอย่างเดียว แต่ต้องหาทางเลือกในการจัดการเศษวัสดุทางการเกษตรด้วย ทั้งนี้ สสส.มีการดำเนินงานด้านสุขภาพ เช่น “ห้องเรียนสู้ฝุ่น” เพื่อช่วยลดผลกระทบในระยะสั้น แต่การแก้ปัญหาที่ต้นทางมีความสำคัญกว่า เพราะประชาชนไม่สามารถอยู่ในห้องหรือพื้นที่ปิดได้ตลอดเวลา

“ผมยังคิดว่า การที่ไปแก้ที่ต้นทางเนี่ยสำคัญกว่า เพราะว่าตราบใดที่คนไม่สามารถอยู่ในห้องได้ตลอด คนก็ออกไปทำกิจกรรม ก็ไปทำงานเข้าไปในพื้นที่โล่งเปิด การที่จะจัดการกลุ่มที่ต้นทางจึงเป็นลำดับความสำคัญต้นๆ สำหรับการจัดการ” นพ.พงศ์เทพ กล่าวผู้จัดการกองทุน สสส. กล่าวว่า สิ่งสำคัญที่ยังขาดคือการทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐ ภาควิชาการ ภาคประชาสังคม และชุมชน โดยผู้ว่าราชการจังหวัดและนายอำเภอต้องมีบทบาทในการจัดการพื้นที่ ขณะที่ข้อมูลและเทคโนโลยีจะช่วยให้ฝ่ายปกครองมีเครื่องมือทำงานกับประชาชนได้ตรงจุด สำหรับบทบาทของ สสส.จะเน้นการบูรณาการและประสานงาน เชื่อมภาคประชาชน ภาคประชาสังคม และภาควิชาการเข้ากับภาคราชการ เพื่อให้เกิดการนำความรู้ไปปฏิบัติจริงในพื้นที่

“การขับเคลื่อนในเชิงการบูรณาการประสานงาน ให้ภาคประชาชน ภาคประชาสังคม ภาควิชาการมาได้ร่วมพูดคุยเรียนรู้และพัฒนา และไปทำงานร่วมกับภาคราชการ อันนี้คือจุดแข็งของ สสส. ที่เป็นบทบาทหลักเลย” นพ.พงศ์เทพ กล่าว

นพ.พงศ์เทพ กล่าวว่า สสส.จะทำหน้าที่เชื่อมสภาลมหายใจ นักวิชาการในพื้นที่ และนักวิชาการของกระทรวง อว.เข้ากับกลไกราชการ โดยเฉพาะผู้ว่าราชการจังหวัด เพื่อให้เกิดการทำงานจริง และหากพบปัญหาจะนำข้อมูลกลับมาพัฒนางานวิชาการ ก่อนนำกลับไปใช้ในพื้นที่อีกครั้ง “ถ้ามีปัญหาตรงไหนก็ฟีดแบ็กกลับมาเป็นวิชาการ มาทำงานร่วม วนกลับไปกลับมา เพื่อในที่สุดแล้วแก้ปัญหาให้สำเร็จให้ได้” นพ.พงศ์เทพ กล่าว

ข้อเสนอเชิงนโยบาย ยุทธศาสตร์การจัดการฝุ่นควัน PM2.5 จังหวัดภาคเหนือ

เสาหลักที่ 1: การปฏิรูปโครงสร้างบริหารจัดการและโมเดลพื้นที่ทดลอง (Governance & Sandbox)

1.จัดตั้งโมเดล “ผู้ว่าฯ CEO Sandbox” ให้อำนาจผู้ว่าราชการจังหวัดบูรณาการงบประมาณและการทำงานข้ามหน่วยงานในพื้นที่
2.จัดตั้งหน่วยงานขับเคลื่อนเชิงยุทธศาสตร์เต็มเวลา (Strategic Think Tank) เพื่อประสานข้อมูลและขับเคลื่อนงานข้ามกระทรวงอย่างต่อเนื่อง
3.ปรับจากนโยบายห้ามเผาเด็ดขาด (Zero Burning) เป็นการบริหารจัดการเชื้อเพลิงแบบควบคุม (Prescribed Burning) ตามโมเดล 8-3-1
4.กำหนดเป้าหมายการลด PM2.5 รายภาคส่วน (Sectoral Targets) และกระจายความรับผิดชอบไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

เสาหลักที่ 2: ระบบข้อมูลเปิด นวัตกรรมเทคโนโลยี และการต่อต้านการทุจริต (Open Data, Tech & Anti-Corruption)

1.เปิดเผยข้อมูลการจัดสรรงบประมาณและการจัดซื้อจัดจ้างให้ตรวจสอบได้
2.เปิดข้อมูลการขออนุญาตบริหารจัดการเชื้อเพลิง สถานีตรวจวัดคุณภาพอากาศ และการปล่อยมลพิษจากภาคอุตสาหกรรม
3.ยกระดับระบบเฝ้าระวังด้วยกล้อง 5G และโดรนตรวจจับความร้อน เพื่อระบุจุดเกิดไฟได้รวดเร็วและแม่นยำ
4.นำเทคโนโลยีและ AI มาใช้สนับสนุนการตรวจสอบงบประมาณและการจัดการข้อมูล

เสาหลักที่ 3: การปฏิรูปเขตป่า สิทธิที่ทำกิน (คทช.) และยกระดับป่าชุมชน (Forest Land, Rights & Community Forests)

1.เร่งรัดการจัดทำสิทธิ คทช. และพัฒนาสู่ระบบสิทธิที่ดินดิจิทัล
2.ขับเคลื่อนการใช้ประโยชน์ป่าอนุรักษ์อย่างยั่งยืน ควบคู่กับการสร้างรายได้ให้ชุมชน
3.ยกระดับป่าชุมชนและสร้างแรงจูงใจให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการดูแลพื้นที่ป่า
4.สนับสนุนงบประมาณและจัดตั้งชุดปฏิบัติการดับไฟประจำองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.)

เสาหลักที่ 4: นวัตกรรมกลไกการเงินเพื่อสิ่งแวดล้อม (Innovative Green Finance)

1.พัฒนากลไกการระดมทุนเพื่อสนับสนุนการแก้ปัญหาไฟป่าและฝุ่นควันในระยะยาว
2.ศึกษาการออกพันธบัตรเชื่อมโยงความยั่งยืน (Sustainability-Linked Bonds: SLB) โดยผูกการระดมทุนกับเป้าหมายการลด PM2.5 และการเพิ่มพื้นที่ป่า
3.ปรับโครงสร้างกองทุนไฟป่าและฝุ่นในระดับจังหวัด เพื่อเปิดช่องทางให้ภาครัฐ เอกชน และประชาชนมีส่วนร่วมสนับสนุน

เสาหลักที่ 5: สิทธิมนุษยชน สุขภาพประชาชน และการจัดการฝุ่นข้ามแดน (Human Rights, Public Health & Transboundary Airshed)

1.สนับสนุนนวัตกรรมและอุปกรณ์ป้องกันสุขภาพจาก PM2.5 ที่มีต้นทุนต่ำและเข้าถึงประชาชนได้
2.ปลดล็อกข้อจำกัดด้านระเบียบ เพื่อให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสามารถใช้งบกองทุนสุขภาพในการจัดหาอุปกรณ์ป้องกันได้อย่างถูกต้อง
3.พัฒนาการบริหารจัดการฝุ่นในลักษณะ “แอ่งอากาศ” (Airshed) โดยเชื่อมโยงพื้นที่ข้ามจังหวัด
4.ส่งเสริมความร่วมมือระดับประชาชนในพื้นที่ชายแดน (People-to-People: P2P) เพื่อร่วมป้องกันไฟและจัดการหมอกควันข้ามแดน

ชุดข้อเสนอ “สิ่งที่ควรต้องหยุดทำ” (Stop-Doing List)

1.หยุดการกล่าวโทษประชาชนว่าเป็นต้นเหตุของปัญหาฝุ่นและไฟป่าเพียงฝ่ายเดียว
2.หยุดการประกาศห้ามเผาเด็ดขาด (Zero Burning Ban) แบบเหมารวม โดยปรับเป็นการบริหารจัดการเชื้อเพลิงตามบริบทพื้นที่
3.หยุดการออกคำสั่งที่ขัดแย้งกันระหว่างหน่วยงาน และปรับให้การทำงานเป็นไปในทิศทางเดียวกัน
4.หยุดการใช้งบประมาณกับการอบรมที่เน้นการสร้างภาพ และเปลี่ยนไปสู่การฝึกปฏิบัติจริงในพื้นที่ร่วมกับชุมชน