ครั้งแรกพัสดุมีเขี้ยว! ไปรษณีย์ไทย ส่งด่วน งูพิษ ถึง สถานเสาวภา เปิดเบื้องหลังความยาก ช่วยชีวิตคนไทย
งูพิษที่ถูกจับได้จากพื้นที่หนึ่ง อาจไม่ได้จบลงเพียงการนำออกจากชุมชน แต่ยังสามารถเดินทางต่อไปอีกหลายร้อยกิโลเมตร เพื่อเข้าสู่กระบวนการผลิตเซรุ่มต้านพิษงูที่สถานเสาวภา สภากาชาดไทย ต่อชีวิตผู้ป่วยได้อีกหลายคน แต่การจะส่ง “พัสดุมีเขี้ยว” ออกไปนั้น แน่นอนไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะเป็นการขนส่งสิ่งมีชีวิตที่มีความเสี่ยง และยังเกี่ยวข้องกับโจทย์สำคัญระบบสาธารณสุข นั่นคือการจัดหาพิษงูจากแหล่งต่าง ๆ ให้เพียงพอและหลากหลาย เพื่อใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตเซรุ่มสำหรับผู้ที่ถูกงูพิษกัด
เป็นที่มาของความร่วมมือระหว่างสถานเสาวภา สภากาชาดไทย และบริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด ในโครงการ “ส่งงูพิษ ต่อชีวิตคนไทย” หรือ “Venom Express Thailand” ที่นำเครือข่ายการขนส่งเข้ามาเป็นกลไกเชื่อมโยงงูพิษจากพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศเข้าสู่กระบวนการผลิตเซรุ่ม

เพราะพิษงูไม่ได้เหมือนกันทุกพื้นที่
หลายคนอาจจะรู้ว่า การผลิตเซรุ่มต้านพิษงู ต้องใช้งูชนิดนั้นๆ แต่แท้ที่จริงแล้ว ไม่ได้สำคัญแค่ชนิด แต่แต่แหล่งที่มาของงูก็มีความสำคัญ ศ.นพ.สุทธิพงศ์ วัชรสินธุ ผู้ช่วยเลขาธิการสภากาชาดไทย และผู้อำนวยการสถานเสาวภา กล่าวว่า หนึ่งในความท้าทายสำคัญของการผลิตและพัฒนาเซรุ่มต้านพิษงู คือการมีพิษงูจากหลายชนิดและหลายแหล่ง เพื่อให้สามารถนำมาพัฒนาและผลิตเซรุ่มที่เหมาะสมกับพิษงูที่พบในแต่ละพื้นที่
โจทย์จึงไม่ได้อยู่ที่สถานเสาวภามีงูพิษหรือไม่ แต่อยู่ที่การทำอย่างไรให้สามารถเข้าถึงงูพิษจากพื้นที่ต่าง ๆ ได้อย่างต่อเนื่อง
ที่ผ่านมา การนำงูจากพื้นที่ต่าง ๆ มายังสถานเสาวภาอาศัยทั้งผู้รวบรวมงูในพื้นที่เป็นผู้จัดส่ง และการที่เจ้าหน้าที่สถานเสาวภาเดินทางลงพื้นที่ด้วยตนเอง แต่ทั้งสองวิธีมีข้อจำกัด ทั้งจำนวนผู้รวบรวมงูที่ลดลง รวมถึงความยากในการเดินทางเข้าไปยังพื้นที่ต่าง ๆ
ขณะที่ ดร.น.สพ.ทักษะ เวสารัชชพงศ์ ผู้ช่วยเลขาธิการสภากาชาดไทยและผู้อำนวยการสถานเสาวภา กล่าวว่า แม้ปัจจุบันสถานเสาวภายังมีเซรุ่มเพียงพอสำหรับการผลิต แต่การมีระบบรวบรวมงูพิษที่มีประสิทธิภาพจะช่วยป้องกันปัญหาการขาดแคลนวัตถุดิบในอนาคต เพราะสถานเสาวภายังคงต้องการพิษสดจากงูพิษแต่ละชนิดสำหรับกระบวนการผลิต ข้อจำกัดจึงไม่ได้อยู่แค่ที่ “งู” แต่คือการนำงูจากพื้นที่ต่าง ๆ มาถึงสถานเสาวภา ตัวกลางสำคัญจึงกลายเป็นระบบขนส่ง
ไปรษณีย์ไทย ช่วยคอนเน็ก นำร่อง จันทบุรี
นี่เองที่ทำให้ไปรษณีย์ไทยเข้ามามีบทบาท จากเดิมที่เครือข่ายไปรษณีย์ถูกใช้เพื่อขนส่งสิ่งของทั่วไป ครั้งนี้ต้องปรับระบบการขนส่งให้รองรับ “งูพิษ” ซึ่งมีความเสี่ยงเฉพาะตัว
ดร.ดนันท์ สุภัทรพันธุ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด กล่าวว่า ไปรษณีย์ไทยในฐานะหน่วยงานขนส่งแห่งชาติ มีเครือข่ายที่ครอบคลุมพื้นที่ทั่วประเทศ นำศักยภาพดังกล่าวมาสนับสนุนภารกิจด้านการแพทย์ โดยร่วมกับสถานเสาวภาออกแบบระบบรองรับการขนส่งงูพิษจากแหล่งต่าง ๆ ไปยังสถานเสาวภา ระบบดังกล่าวต้องคำนึงถึงตั้งแต่บรรจุภัณฑ์ การควบคุมสภาพแวดล้อมระหว่างการขนส่ง ความปลอดภัย ไปจนถึงการติดตามสถานะ เพื่อให้สามารถตรวจสอบเส้นทางของงูตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทางได้
นางสาวปิลันธนี สุวรรณบุบผา ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานธุรกิจและการตลาด บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด กล่าวว่า ภารกิจนี้แตกต่างจากการขนส่งทั่วไป เนื่องจากงูพิษเป็นต้นทางสำคัญของกระบวนการผลิตเซรุ่มที่นำไปใช้ช่วยชีวิตประชาชน การขนส่งจึงต้องอาศัยทั้งความรู้เกี่ยวกับสิ่งที่กำลังขนส่ง การบริหารความเสี่ยง และมาตรฐานความปลอดภัยในทุกขั้นตอน
ระยะแรก โครงการจะนำร่องในพื้นที่ไปรษณีย์นายายอาม จังหวัดจันทบุรี โดยรับมอบงูพิษจากอาสาสมัครหรือทีมกู้ภัยที่ผ่านการอบรมการจับงู และได้รับใบอนุญาตส่งงูจากสถานเสาวภา ก่อนเข้าสู่ระบบขนส่งไปยังศูนย์ไปรษณีย์ด่วนพิเศษ กรุงเทพฯ และสถานเสาวภาเข้ามารับต่อไป

เปิดรูท “พัสดุมีเขี้ยว”
ก่อนที่กล่องหนึ่งใบจะเข้าสู่ระบบไปรษณีย์ งูพิษต้องผ่านขั้นตอนการเตรียมความพร้อมตั้งแต่ต้นทาง เพราะสิ่งที่อยู่ภายในไม่ใช่พัสดุที่สามารถเปิดได้ตามปกติ นายธนพงษ์ ตวัน นักวิทยาศาสตร์การแพทย์ 6 สวนงู สถานเสาวภา สภากาชาดไทย ได้เล่าถึงการขนส่งงูตั้งแต่การเตรียมภาชนะ โดยว่า การขนส่งเริ่มตั้งแต่การเตรียมภาชนะสำหรับบรรจุ โดยงูจะถูกใส่ไว้ในถุงผ้าที่สามารถให้อากาศถ่ายเทได้ ก่อนปิดปากถุงด้วยเคเบิลไทร์ 2 ชั้น

นายธนพงษ์ กล่าวต่อว่า จากนั้นถุงงูจะถูกนำใส่ลงในกล่องไม้ที่ออกแบบมาสำหรับการขนส่งโดยเฉพาะ สามารถบรรจุได้ 1–2 ถุง ขึ้นอยู่กับชนิดและขนาดของงู ก่อนล็อกกล่องด้วยกุญแจรหัสเฉพาะทุกครั้ง แล้วจึงส่งมอบให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องและนำเข้าสู่ระบบขนส่งของไปรษณีย์ไทย จุดสำคัญคือ เจ้าหน้าที่ไปรษณีย์จะไม่สัมผัสตัวงูโดยตรง แต่รับมอบเฉพาะกล่องนิรภัยที่ผ่านการบรรจุและปิดผนึกจากต้นทางแล้ว พร้อมสัญลักษณ์เตือนเพื่อให้ผู้ปฏิบัติงานทราบว่าเป็นพัสดุที่ต้องใช้มาตรการความปลอดภัยเป็นพิเศษ จากนั้นกล่องจะเดินทางผ่านระบบขนส่งของไปรษณีย์ไทยไปยังศูนย์ไปรษณีย์ด่วนพิเศษ กรุงเทพฯ ก่อนส่งต่อไปยังสถานเสาวภา โดยมีระบบติดตามสถานะการขนส่งแบบเรียลไทม์ตลอด 24 ชั่วโมง


จากงูพิษ สู่เซรุ่มช่วยชีวิต
หลังจากที่ไปรษณีย์ไทยได้ส่งงูมาถึงสถานเสาวภาแล้ว ก็ยังมีขั้นตอนอีกไม่น้อย ศ.นพ.สุทธิพงศ์ กล่าวว่า งูที่ได้รับมาจะเข้าสู่กระบวนการตรวจสุขภาพและแยกเลี้ยงในระบบปิดที่ได้มาตรฐาน จากนั้นเข้าสู่กระบวนการรีดพิษ เพื่อนำพิษงูสดที่ได้ไปใช้เป็นสารตั้งต้นในการผลิตเซรุ่มแก้พิษงูชนิดฉีดจำเพาะสายพันธุ์ เพราะงูชนิดเดียวกันอาจมีองค์ประกอบพิษแตกต่างกันตามพื้นที่ ดังนั้นการมีแหล่งพิษจากหลากหลายภูมิภาคจึงเป็นส่วนสำคัญต่อการพัฒนาเซรุ่มให้ครอบคลุมและมีประสิทธิภาพ ทั้งงูเห่า งูจงอาง งูแมวเซา งูกะปะ และงูเขียวหางไหม้ ซึ่งเป็นสายพันธุ์งูพิษที่มีความสำคัญต่อการผลิตเซรุ่มในระบบสาธารณสุข
อย่างไรก็ตามในอนาคตไปรษณีย์ไทยมีแผนขยายพื้นที่จัดส่งต้นทางให้ครอบคลุมภูมิภาคมากขึ้น ขณะที่ความร่วมมือกับสถานเสาวภายังมีเป้าหมายต่อยอดไปสู่การศึกษาวิจัยและพัฒนาเซรุ่มแก้พิษงูสายพันธุ์ใหม่ที่ประเทศไทยยังไม่เคยมีมาก่อนอีกด้วย
“ Venom Express Thailand ” จึงไม่ได้เป็นเพียงโครงการขนส่งพิษ แต่คือการเชื่อมต่อ “เครือข่าย องค์ความรู้ นวัตกรรม ระบบสาธารณสุข” เข้าด้วยกัน โดยมีไปรษณีย์ไทยเป็นกลไกสำคัญในการเชื่อมโยงทรัพยากรจาก พื้นที่ต่าง ๆ เข้าสู่ระบบการแพทย์อย่างเป็นระบบ เพื่อร่วมสร้างความมั่นคงด้านสาธารณสุข และยกระดับศักยภาพประเทศไทยให้สามารถพัฒนาองค์ความรู้และผลิตภัณฑ์จากพิษสัตว์ได้อย่างมีมาตรฐานและยั่งยืน
อย่าลืมว่าสำหรับผู้ที่ถูกงูพิษกัด สิ่งที่อยู่ปลายทางของการขนส่งครั้งนี้ไม่ใช่เพียง “พัสดุ” แต่คือ “วัตถุดิบ” ที่เข้าสู่กระบวนการผลิตเซรุ่ม ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการรักษาที่อาจมีความสำคัญต่อชีวิตของผู้ป่วย

