บอร์ดโรคติดต่อฯ มีมติเพิ่ม 4 โรค ‘ลีเจียนแนร์-เอสเอฟทีเอส-อาร์เอสวี-งูสวัด’ เป็นโรคติดต่อที่ต้องเฝ้าระวัง
เมื่อวันที่ 18 กันยายน ที่กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติ ครั้งที่ 5/2569 โดยมี นพ.มณเฑียร คณาสวัสดิ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค และคณะกรรมการจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม
นายพัฒนา กล่าวว่า การประชุมครั้งนี้มีประเด็นพิจารณาที่สำคัญ คือ 1.ร่างประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง การสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคตามแผนงานสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคแห่งชาติ เพื่อรับรองฐานะทางกฎหมายของแผนงานเสริมความมั่นคงที่เป็นระบบเดียวกันแบบบูรณาการ ด้วยการเชื่อมโยงข้อมูลวัคซีนของสถานพยาบาลรัฐทั้งในและนอกกระทรวงสาธารณสุข องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น รวมถึงโรงพยาบาลและคลินิกเอกชน โดยขอความร่วมมือสถานพยาบาลทุกแห่งโดยเฉพาะภาคเอกชนรายงานข้อมูลการให้วัคซีนในระบบรายงานข้อมูลวัคซีน และยังได้พิจารณาร่างคำสั่งคณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติ เรื่อง แต่งตั้งคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนแผนงานสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคแห่งชาติ เพื่อเป็นกลไกขับเคลื่อนการประสานงานระหว่างหน่วยงาน
นายพัฒนา กล่าวว่า 2.ร่างประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง ชื่อและอาการสำคัญของโรคติดต่อที่ต้องเฝ้าระวัง โดยกำหนดโรคติดต่อที่ต้องเฝ้าระวังเพิ่มเติม 4 โรค ได้แก่ โรคลีเจียนแนร์ ไข้ร่วมกับภาวะเกล็ดเลือดต่ำชนิดรุนแรง (SFTS) โรคติดเชื้อไวรัสทางเดินหายใจจากเชื้ออาร์เอสวี (RSV) และโรคงูสวัด
ด้าน นพ.มณเฑียร กล่าวว่า สำหรับสถานการณ์โรคที่สำคัญทั้งในและต่างประเทศ ได้แก่ โรคติดเชื้อระบบทางเดินหายใจ พบโรคโควิด-19 และอาร์เอสวี มากในเด็กเล็กอายุ 0-4 ปี และโรคไข้หวัดใหญ่ในเด็กอายุ 5-9 ปี ขอให้หมั่นสังเกตอาการ ดูแลสุขอนามัย หากป่วยหลีกเลี่ยงการใกล้ชิดผู้อื่น สวมหน้ากากอนามัยทุกครั้ง และเข้ารับการตรวจวินิจฉัยหรือพบแพทย์ สำหรับโรคโปลิโอ แม้จะไม่มีผู้ป่วยในประเทศไทย แต่ยังคงเฝ้าระวังติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง ล่าสุด เดือนสิงหาคม 2569 พบการระบาดในประเทศเพื่อนบ้าน จึงขอให้ผู้ที่มีบุตรหลานอายุต่ำกว่า 1 ปี เข้ารับวัคซีนให้ครบตามเกณฑ์ เพื่อเพิ่มความครอบคลุมของวัคซีนโดยเฉพาะพื้นที่จังหวัดชายแดน 
นพ.มณเฑียร กล่าวว่า ส่วนโรคไข้เลือดออก ปีนี้พบผู้ป่วยสะสมแล้ว 25,948 ราย เสียชีวิต 39 ราย ปัจจัยเสี่ยงสำคัญ คือ มีโรคประจำตัวและไปโรงพยาบาลช้า ดังนั้น หากมีไข้สูงเกิน 38.5 องศา ต่อเนื่องเกิน 2 วัน ร่วมกับปวดศีรษะ ปวดกระบอกตา หน้าแดง กระหายน้ำ มีจุดเลือดออกใต้ผิวหนังบริเวณแขน ขาและลำตัว ให้รีบไปโรงพยาบาล ไม่ควรซื้อยามารับประทานเอง และโรคฝีดาษวานร ปีนี้พบผู้ป่วยแล้ว 338 ราย เสียชีวิต 2 ราย ขอให้ป้องกันโดยลดพฤติกรรมเสี่ยงและสังเกตอาการตนเองอย่างสม่ำเสมอ หากมีอาการสงสัยหรือมีประวัติเสี่ยง ควรเข้ารับการตรวจโดยเร็ว
นพ.มณเฑียร กล่าวว่า ที่ประชุมได้รับทราบ เรื่อง การยกเลิกสาธารณรัฐยูกันดาจากการเป็นเขตติดโรคติดต่ออันตราย กรณีโรคติดเชื้อไวรัสอีโบลา ตามที่องค์การอนามัยโลกได้ประกาศให้สาธารณรัฐยูกันดาเป็นประเทศปลอดโรคติดเชื้อไวรัสอีโบลาตั้งแต่วันที่ 27 สิงหาคม 2569 เนื่องจากไม่พบผู้ป่วยรายใหม่เป็นระยะเวลา 42 วัน นับจากการพบผู้ป่วยรายสุดท้าย และการประชุมคณะกรรมการด้านวิชาการ เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2569 มีมติเห็นชอบให้ยกเลิกสาธารณรัฐยูกันดาเป็นประเทศเขตติดโรคฯ


