กรมการแพทย์ร่วมเอกชน สร้างพื้นที่ปลอดภัยให้คนสมองเสื่อม-พาผู้พลัดหลงกลับบ้าน
เมื่อวันที่ 21 กันยายน ที่ศูนย์นวัตกรรมสุขภาพผู้สูงอายุ กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) นพ.ณัฐพงศ์ วงศ์วิวัฒน์ อธิบดีกรมการแพทย์ เป็นประธานเปิดกิจกรรมวันอัลไซเมอร์โลก (World Alzheimer’s Day) ประจำปี 2569 ภายใต้แนวคิด “SEAMLESS SAFETY SOCIETY ทุกที่…ปลอดภัย เข้าใจ ผู้มีภาวะสมองเสื่อม” เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับภาวะสมองเสื่อม ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของครอบครัว ชุมชน และทุกภาคส่วนในการดูแลผู้มีภาวะสมองเสื่อม รวมถึงสร้างความตระหนักถึงความสำคัญของการพัฒนาพื้นที่สาธารณะและสภาพแวดล้อมให้ปลอดภัย เป็นมิตร และเอื้อต่อการดำเนินชีวิตของทุกคน
นพ.ณัฐพงศ์ กล่าวว่า ปัจจุบันประเทศไทยเข้าสู่สังคมผู้สูงวัยแล้ว และในอีกประมาณ 23 ปีข้างหน้าจะเข้าสู่ “สังคมผู้สูงวัยสุดยอด” หรือ Super-aged Society ซึ่งจะมีจำนวนผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สิ่งที่ตามมาคือโรคและภาวะสุขภาพที่เกิดขึ้นตามวัย โดยเฉพาะภาวะสมองเสื่อม ซึ่งจะกลายเป็นปัญหาสำคัญของประเทศในอนาคต
“เราต้องวางแผนเฝ้าระวังภาวะสมองเสื่อม เพราะผู้ที่เกี่ยวข้องไม่ได้มีเฉพาะบุคลากรทางการแพทย์ แต่มีตั้งแต่ครอบครัว ภาครัฐ ภาคเอกชน ไปจนถึงทุกภาคส่วนของสังคม ซึ่งเกือบทุกกระทรวงก็มีภารกิจที่เกี่ยวข้องกับผู้สูงอายุ” นพ.ณัฐพงศ์กล่าว
อธิบดีกรมการแพทย์กล่าวว่า สิ่งสำคัญคือการเริ่มต้นวางระบบดูแลผู้สูงอายุ โดยเฉพาะผู้ที่มีภาวะสมองเสื่อม เพื่อช่วยลดปัญหาและภาระที่จะเกิดขึ้นในอนาคต โดยประเทศไทยมีวัฒนธรรมในการดูแลผู้สูงอายุ ถือเป็นบุคคลที่มีพระคุณ จึงควรสร้างระบบที่ช่วยให้ครอบครัวและสังคมสามารถดูแลผู้สูงอายุได้อย่างเหมาะสม
สำหรับแนวทางการรักษา นพ.ณัฐพงศ์ กล่าวว่า การวินิจฉัยโรคสมองเสื่อมได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้นมีความสำคัญ เพราะสามารถช่วยชะลอการดำเนินของโรคได้ ขณะเดียวกันในอนาคตอาจมีการพัฒนาแนวทางตรวจเลือดเพื่อประเมินแนวโน้มความเสี่ยง ซึ่งจะช่วยให้สามารถเข้าสู่กระบวนการรักษาและดูแลได้เร็วขึ้น ทั้งการดูแลสุขภาพกาย สุขภาพจิต และการใช้ยาอย่างเหมาะสม
“ถ้าเราวินิจฉัยได้เร็ว ก็จะช่วยชะลอโรคได้ การรักษาในระยะเริ่มต้น ไม่ว่าจะเป็นการดูแลสภาพร่างกาย จิตใจ หรือการได้รับยา ล้วนมีความสำคัญ” นพ.ณัฐพงศ์กล่าว
นพ.ณัฐพงศ์กล่าวต่อว่า กระทรวงสาธารณสุขมีเครือข่ายหน่วยบริการในทุกภูมิภาค ทั้งโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) เกือบ 10,000 แห่ง และโรงพยาบาลอีกจำนวนมาก จึงต้องทำให้หน่วยบริการเหล่านี้เป็นจุดเริ่มต้นของกระบวนการดูแล เยียวยา รักษา และส่งต่อผู้ที่มีความเสี่ยงหรือมีภาวะสมองเสื่อมไปยังชุมชน
“ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่สาธารณะ วัด โรงเรียน หรือภาคเอกชน เช่น ร้านเซเว่นฯ หากแม้แต่หน่วยเล็กๆ สามารถสังเกตได้ว่าบุคคลหนึ่งมีความเสี่ยง และมีช่องทางสื่อสารเพื่อส่งต่อ นี่คือสิ่งสำคัญ ถ้ารู้เร็ว ก็เข้าถึงได้เร็ว และเมื่อสังคมเข้าใจ รวมถึงสร้างสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสม เราเชื่อว่าสังคมจะสามารถช่วยปกป้องและดูแลกลุ่มเปราะบางได้” นพ.ณัฐพงศ์กล่าว
ด้าน พญ.บุษกร โลหารชุน ผู้อำนวยการสถาบันเวชศาสตร์สมเด็จพระสังฆราชญาณสังวร กล่าวว่า ปัจจุบันมีการดูแลสุขภาพตั้งแต่ก่อนเข้าสู่วัยสูงอายุ รวมถึงการตรวจสุขภาพและคัดกรองภาวะถดถอยด้านความคิด ความจำ และการตัดสินใจ โดยดำเนินการผ่านบุคลากรทางการแพทย์และอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) นอกจากนี้ กรมการแพทย์ยังพัฒนาเครื่องมือเพื่อให้ประชาชนเข้าถึงการคัดกรองได้ง่ายขึ้น โดยร่วมกับนักวิชาการและสมาคมโรคสมองเสื่อมแห่งประเทศไทย เนื่องจากภาวะสมองเสื่อมมีหลายกลุ่มอาการและหลายสาเหตุ บางสาเหตุสามารถรักษาหรือป้องกันได้ ขณะที่บางสาเหตุสามารถชะลอการดำเนินโรคได้ ดังนั้นการเข้าสู่กระบวนการวินิจฉัยอย่างทันท่วงทีจึงมีความสำคัญ
พญ.บุษกรกล่าวว่า กรมการแพทย์ยังให้ความสำคัญกับการสร้างความรู้แก่บุคลากรทางการแพทย์ โดยเฉพาะกรณีผู้สูงอายุที่เข้ารับบริการในห้องฉุกเฉินด้วยความผิดปกติด้านพฤติกรรมหรืออารมณ์ เพื่อให้สามารถแยกแยะและเข้าสู่กระบวนการดูแลที่เหมาะสม รวมถึงจัดทำสื่อและคู่มือให้ประชาชนเข้าใจภาวะสมองเสื่อม และเรียนรู้กิจกรรมที่ช่วยส่งเสริมความคิดและความจำ
ขณะที่ รศ.นพ.สุขเจริญ ตั้งวงษ์ไชย จิตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผู้สูงอายุและหัวหน้าศูนย์ดูแลภาวะสมองเสื่อม โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย กล่าวว่า สมาคมโรคสมองเสื่อมแห่งประเทศไทยมีบทบาทในการสร้างความรู้ความเข้าใจให้บุคลากรทางการแพทย์ รวมถึงให้ความรู้แก่ประชาชนเกี่ยวกับการดูแลและการวินิจฉัยภาวะสมองเสื่อม
รศ.นพ.สุขเจริญกล่าวว่า ปัญหาสำคัญอีกด้านคือเรื่องความปลอดภัย โดยสมาคมฯ ร่วมกับ จส.100 และซีพี ออลล์ ดำเนินโครงการเพื่อช่วยติดตามผู้ป่วยสมองเสื่อมที่พลัดหลงออกจากบ้าน และพากลับคืนสู่ครอบครัว โดยมุ่งสร้างความตื่นรู้ให้กับชุมชนและสังคม
“ผู้ป่วยสมองเสื่อมมากกว่าครึ่งเป็นโรคอัลไซเมอร์ ซึ่งเป็นโรคที่เมื่อเวลาผ่านไปผู้ป่วยจะทรุดลง แม้จะได้รับการดูแลที่ดี ดังนั้นการรักษาจึงมุ่งเน้นไปที่การมีคุณภาพชีวิตที่ดี ทั้งของผู้ป่วย ครอบครัว และผู้ดูแล เพราะผู้ดูแลเป็นหัวใจสำคัญในการดูแลผู้ป่วย” รศ.นพ.สุขเจริญกล่าว
ด้าน น.ส.กรณิศ ธนสุนทรกิจ ผู้บริหารระดับสูงสายงานทรัพยากรบุคคล บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ผู้ป่วยสมองเสื่อมที่พลัดหลงออกจากบ้านไม่ได้สร้างความทุกข์เฉพาะตัวผู้ป่วย แต่ส่งผลกระทบต่อครอบครัวและคนรอบข้างด้วย จึงต้องเร่งนำผู้ป่วยกลับคืนสู่ครอบครัวอย่างปลอดภัย โดยร้านเซเว่น อีเลฟเว่น ซึ่งมีสาขากว่า 16,000 แห่งใน 77 จังหวัด สามารถเป็นส่วนหนึ่งของพื้นที่พักคอยและช่วยประสานส่งต่อผู้ป่วยกลับสู่ครอบครัวได้
ขณะที่ น.ส.ฐานุตรา หลีวิทยานนท์ สถานีวิทยุ จส.100 กล่าวว่า สถานีวิทยุทำหน้าที่เป็นสื่อกลางในการเชื่อมโยงข้อมูลกับภาคีเครือข่าย เพื่อช่วยติดตามผู้พลัดหลงกลับบ้านอย่างปลอดภัย โดยทำงานร่วมกับซีพี ออลล์ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และชุมชน พร้อมย้ำว่าการดูแลผู้สูงอายุที่มีภาวะสมองเสื่อมไม่ใช่หน้าที่ของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง แต่เป็นความรับผิดชอบร่วมกันของทุกคนในสังคม เพื่อให้ผู้สูงอายุสามารถกลับคืนสู่ครอบครัวและพื้นที่ของตนเองได้อย่างปลอดภัย

