เกิดน้อย เสี่ยงมาก เด็กไทยในวงล้อมปัจจัยอบายมุข

26.09.26 | 08:00 น.

เกิดน้อย เสี่ยงมาก เด็กไทยในวงล้อมปัจจัยอบายมุข

ประเทศไทยกำลังเผชิญโจทย์ด้านประชากรครั้งใหญ่ เมื่อจำนวนเด็กเกิดใหม่ลดลงต่อเนื่อง ขณะที่สังคมกำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างเต็มรูปแบบ แต่ท่ามกลางจำนวนเด็กที่ลดลง ปัญหาสุขภาพและปัจจัยเสี่ยงที่กระทบเด็กและเยาวชนกลับไม่ได้ลดลงตาม ทั้งยาเสพติด บุหรี่ไฟฟ้า แอลกอฮอล์ กัญชา และกระท่อม ซึ่งเชื่อมโยงไปถึงปัญหาสุขภาพจิต ความรุนแรง และการหลุดออกจากระบบการศึกษา


ประเด็นดังกล่าวถูกหยิบยกขึ้นในโอกาสวันเยาวชนแห่งชาติ พ.ศ.2569 เมื่อวันที่ 22 กันยายน โดยสภาเด็กและเยาวชนแห่งประเทศไทย สภาเด็กและเยาวชนกรุงเทพมหานคร เครือข่ายเยาวชนลดปัจจัยเสี่ยง เครือข่ายเยาวชน YSDN เครือข่ายสร้างเสริมสุขภาพเยาวชน (ขสย.) มูลนิธิเด็ก เยาวชนและครอบครัว และเครือข่ายเยาวชนชุมชนลดปัจจัยเสี่ยง เข้ายื่นข้อเสนอด้านการคุ้มครองเด็กและเยาวชนจากอบายมุขต่อนายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี

เด็กเกิดน้อย แต่เผชิญความเสี่ยงมากขึ้น

นายธีรภัทร์ คหะวงศ์ ผู้ประสานงานเครือข่ายสร้างเสริมสุขภาพเยาวชน กล่าวว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญวิกฤตเด็กเกิดน้อย โดยในปี 2568 มีเด็กเกิดประมาณ 4.1 แสนคน ขณะที่มีผู้เสียชีวิตประมาณ 5.59 แสนคน ทำให้ดุลประชากรติดลบ และส่งผลต่อโครงสร้างประชากรในระยะยาว ทั้งฐานภาษี กำลังแรงงาน และภาระการดูแลประชากรสูงอายุ ข้อมูลสำนักงานสถิติแห่งชาติสะท้อนแนวโน้มการเกิดที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยจำนวนเกิดมีชีพของไทยลดจากกว่า 809,000 คนในปี 2548 เหลือประมาณ 499,000 คนในปี 2566 แต่โจทย์ไม่ได้อยู่เพียงว่า “จะทำอย่างไรให้คนมีลูกมากขึ้น” เพราะในอีกด้านหนึ่ง เด็กและเยาวชนที่เติบโตอยู่ในสังคมปัจจุบันกำลังเผชิญปัจจัยเสี่ยงที่ซับซ้อนขึ้น และหลายปัจจัยสามารถเชื่อมโยงกันเป็นปัญหาสุขภาพในระยะยาว

หนึ่งในปัญหาที่เครือข่ายเยาวชนจับตาคือยาเสพติด โดยข้อมูลจากฐานผู้ป่วยในโรงพยาบาลธัญญารักษ์ สงขลา ช่วงปี 2564-2568 พบว่า ในกลุ่มเด็กนอกระบบการศึกษาอายุต่ำกว่า 18 ปี มีประวัติใช้ยาเสพติดถึง 4 ใน 10 คน และมักพบการใช้สารหลายชนิดร่วมกัน ที่น่ากังวลคือ เยาวชนจำนวนมากเริ่มใช้ยาเสพติดตั้งแต่อายุ 13-15 ปี แต่กลับเข้าสู่กระบวนการบำบัดเมื่ออายุมากขึ้น โดยผู้เข้ารับการบำบัดส่วนใหญ่เข้าสู่ระบบในช่วงอายุ 18-24 ปี คิดเป็นประมาณ 66-68% ของกลุ่มที่ศึกษา ช่องว่างระหว่าง “อายุที่เริ่มใช้” กับ “อายุที่เข้าสู่การบำบัด” จึงกลายเป็นโจทย์สำคัญ เพราะยิ่งปล่อยให้การใช้สารเสพติดดำเนินต่อไปนานเท่าไร ก็ยิ่งมีความเสี่ยงต่อการใช้แบบเรื้อรัง รวมถึงปัญหาสุขภาพจิตและโรคร่วมทางจิตเวช

Advertisement

ปีเดียวเด็ก-เยาวชนเข้าบำบัดกว่า 5 หมื่นราย

ตัวเลขระดับประเทศยิ่งสะท้อนขนาดของปัญหา โดยในปี 2568 มีผู้เข้ารับการบำบัดยาเสพติดประมาณ 250,000 คน เพิ่มขึ้น 29.56% จากช่วงก่อนหน้า ในจำนวนนี้เป็นเด็กและเยาวชนอายุต่ำกว่า 25 ปีมากกว่า 50,000 คน หรือประมาณ 20% ขณะเดียวกัน กรมสุขภาพจิตมีระบบติดตามผู้ป่วยจิตเวชจากยาเสพติดหลังสิ้นสุดการบำบัดอย่างต่อเนื่อง สะท้อนว่าโจทย์ของยาเสพติดไม่ได้จบลงเพียงการนำผู้ใช้เข้าสู่ระบบบำบัด แต่ต้องมีการดูแลด้านกาย จิต และสังคมต่อเนื่องหลังการรักษาด้วย

นายธีรภัทร์กล่าวว่า ปัญหายังไม่ได้จำกัดอยู่ที่ยาเสพติดแบบเดิม แต่พบการใช้กัญชาและกระท่อมในกลุ่มเด็กและเยาวชนด้วย โดยมีเด็กและเยาวชนเข้ารับการบำบัดกัญชา 5,551 คน คิดเป็น 11.16% และประมาณ 3 ใน 4 เป็นผู้เข้ารับการบำบัดรายใหม่ ส่วนกระท่อมพบผู้มีอายุต่ำกว่า 25 ปีเข้ารับการบำบัด 1,830 คน ที่สำคัญคือพบพฤติกรรมนำกัญชาและกระท่อมไปใช้ร่วมกับสารเสพติดชนิดอื่น ซึ่งเครือข่ายมองว่าเป็นความเสี่ยงต่อทั้งสุขภาพกายและสุขภาพจิต

บุหรี่ไฟฟ้า จุดเริ่มต้นที่เข้าถึงง่าย

อีกปัจจัยที่เครือข่ายเยาวชนจับตาคือบุหรี่ไฟฟ้า เพราะไม่ได้เป็นเพียงปัญหาการสูบบุหรี่ แต่ยังเกี่ยวข้องกับการเข้าถึงสารอื่น โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กและเยาวชน นายธีรภัทร์ระบุว่า บุหรี่ไฟฟ้าถูกมองว่าเป็นหนึ่งในจุดเริ่มต้นที่อาจนำไปสู่การใช้สารเสพติดประเภทอื่น ขณะที่การลักลอบจำหน่ายพอตและหัวน้ำยาผ่านช่องทางออนไลน์ยังทำให้เด็กเข้าถึงผลิตภัณฑ์ได้ง่ายขึ้น รวมถึงพบการลักลอบนำสารหรือยาเสพติดชนิดอื่นมาผสมในผลิตภัณฑ์บางประเภท ปัญหาจึงไม่ได้อยู่เฉพาะที่ “ตัวผลิตภัณฑ์” แต่รวมถึงช่องทางการจำหน่ายที่เปลี่ยนไปตามพฤติกรรมของคนรุ่นใหม่ ทำให้การบังคับใช้กฎหมายต้องตามให้ทันทั้งหน้าร้านและโลกออนไลน์

เหล้าเชื่อมปมความรุนแรง

ขณะที่เครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นอีกปัจจัยเสี่ยงที่เครือข่ายมองว่าเชื่อมโยงกับปัญหาสังคมหลายด้าน น.ส.ปาลิณี ต่างสี ผู้ประสานงานเครือข่ายเยาวชนลดปัจจัยเสี่ยง กล่าวว่า ข้อมูลสำนักงานสถิติแห่งชาติปี 2567 ระบุว่า คนไทยอายุ 15 ปีขึ้นไปเป็นนักดื่มประมาณ 20 ล้านคน โดยกลุ่มอายุ 20-24 ปีมีสัดส่วน 37.8% และกลุ่มอายุ 15-19 ปี 9.6% ขณะเดียวกัน ข้อมูลกรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนระบุว่า เยาวชนที่ก่อคดีและเข้าสถานพินิจฯ 40.8% ก่อเหตุขณะดื่มหรือหลังดื่มไม่เกิน 5 ชั่วโมง ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่า การดื่มไม่ได้เป็นเพียงประเด็นสุขภาพส่วนบุคคล แต่มีความเชื่อมโยงกับพฤติกรรมเสี่ยง อาชญากรรม และความรุนแรง โดยเฉพาะเมื่อแอลกอฮอล์และยาเสพติดกลายเป็นปัจจัยกระตุ้นความรุนแรงในครอบครัว

เครือข่ายจึงมองว่าการเปิดพื้นที่ให้เด็กและเยาวชนเข้ามามีส่วนร่วมในกลไกควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นพัฒนาการสำคัญ โดย พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ฉบับที่ 2 พ.ศ.2568 เปิดทางให้ผู้แทนสภาเด็กและเยาวชนเข้ามามีส่วนร่วมในคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ซึ่งเครือข่ายมองว่าเป็นการยกระดับบทบาทของเยาวชนจาก “ผู้รับผลกระทบ” ไปสู่ “ผู้ร่วมกำหนดนโยบาย”

5 ข้อเสนอ ดึงพลังเยาวชนแก้ปัจจัยเสี่ยง

จากปัญหาที่เกิดขึ้น เครือข่ายเยาวชนเสนอรัฐบาล 5 ข้อ ได้แก่ หนึ่ง สนับสนุนนโยบายปราบปรามยาเสพติดและคุ้มครองเด็กและเยาวชน โดยจัดการอย่างจริงจังกับสถานบริการหรือร้านจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่ปล่อยให้เด็กและเยาวชนเข้าใช้บริการ รวมถึงสถานที่ที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติด สอง คงไว้ซึ่งกฎหมายควบคุมบุหรี่ไฟฟ้า และบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง

สาม เร่งผลักดันกฎหมายควบคุมกัญชา โดยมุ่งใช้ประโยชน์ทางการแพทย์และป้องกันไม่ให้เด็กและเยาวชนเข้าถึงกัญชาโดยไม่เหมาะสม สี่ สนับสนุนการเปิดพื้นที่สร้างสรรค์และพื้นที่ทำกิจกรรมสำหรับเด็กและเยาวชนในระดับจังหวัดและท้องถิ่น เพื่อเพิ่มทางเลือกให้เยาวชนใช้เวลาไปกับกิจกรรมที่สร้างประโยชน์ และห้า บังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับเด็กและเยาวชนอย่างจริงจัง เพื่อป้องกันไม่ให้ปัจจัยเสี่ยงเข้าถึงเด็กในทุกรูปแบบ

รัฐบาลรับลูก กระจายงบฯ-คุมกัญชา-เพิ่มโทษยาเสพติด

นายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รัฐบาลเห็นความสำคัญของการมีส่วนร่วมของเด็กและเยาวชนในการแก้ปัญหา โดยเฉพาะยาเสพติด ซึ่งมองผู้เสพเป็นผู้ป่วยที่ต้องได้รับการบำบัด ขณะเดียวกันต้องจัดการที่ต้นทาง โดยอยู่ระหว่างพิจารณาเพิ่มโทษผู้ลักลอบนำยาเสพติดเข้าประเทศ ส่วนข้อเสนอเปิดพื้นที่สร้างสรรค์ นายทรงศักดิ์เห็นด้วย และในฐานะผู้กำกับดูแล สสส. กำลังพิจารณาแนวทางกระจายงบประมาณจากภาษีสุราและยาสูบไปยังระดับจังหวัดมากขึ้น โดยอาจให้ผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธาน และเปิดให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรวมถึงสภาเด็กและเยาวชนมีส่วนร่วม

สำหรับกัญชา นายทรงศักดิ์ระบุว่า รัฐบาลมีความกังวลเรื่องการใช้ที่ไม่เหมาะสม และ ครม.มีมติเดินหน้ากฎหมายควบคุมกัญชาให้ใช้เพื่อประโยชน์ทางการแพทย์ ก่อนเสนอเข้าสู่สภาต่อไป พร้อมกำชับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องบังคับใช้กฎหมายกับยาเสพติด แอลกอฮอล์ และบุหรี่ไฟฟ้าอย่างเข้มงวด โดยเห็นว่าการแก้ปัญหาต้องทำควบคู่ทั้งการป้องกัน การบำบัด และการสร้างพื้นที่ปลอดภัยให้เด็กและเยาวชน เพื่อให้คนรุ่นใหม่มีทางเลือกในการใช้เวลาที่สร้างสรรค์และเติบโตอย่างมีคุณภาพ

ท้ายที่สุด วิกฤตเด็กเกิดน้อยอาจไม่ได้มีเพียงคำถามว่า “จะทำอย่างไรให้คนไทยมีลูกมากขึ้น” แต่ยังต้องถามต่อว่า เมื่อเด็กเกิดมาแล้ว สังคมจะสร้างสภาพแวดล้อมแบบใดให้พวกเขาเติบโตอย่างมีคุณภาพ ท่ามกลางยาเสพติด บุหรี่ไฟฟ้า แอลกอฮอล์ กัญชา และความรุนแรงที่ยังเป็นปัจจัยเสี่ยงรอบตัว การป้องกันตั้งแต่ต้นทาง การเข้าถึงการบำบัดและสุขภาพจิต ตลอดจนการเปิดพื้นที่สร้างสรรค์และให้เยาวชนมีส่วนร่วมในการออกแบบนโยบาย จึงเป็นอีกโจทย์สำคัญของประเทศไทย เพราะในวันที่ “เด็กมีน้อยลง” ทุกคนที่เกิดมาอาจยิ่งมีความหมายต่ออนาคตของประเทศมากขึ้น