‘อัลกอริทึมเลี้ยงสมอง’ เมื่อความเร็วของโซเชียล กำลังเปลี่ยนวิธีคิดของคนยุคใหม่

24.09.26 | 08:00 น.

‘อัลกอริทึมเลี้ยงสมอง’ เมื่อความเร็วของโซเชียล กำลังเปลี่ยนวิธีคิดของคนยุคใหม่

ทุกวันนี้ “ความเร็ว” กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตโดยแทบไม่รู้ตัว อยากรู้อะไรไม่ต้องเปิดหนังสือหรือค้นข้อมูลจากห้องสมุด เพียงหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาแล้วถาม AI อยากรู้ข่าวสารก็เลื่อนหน้าจอไปเรื่อยๆ หากเนื้อหาไม่ถูกใจก็ปัดผ่านทันที ขณะที่คลิปสั้นๆ สามารถเปลี่ยนเรื่องราวจากประเด็นหนึ่งไปสู่อีกประเด็นหนึ่งภายในเวลาไม่กี่วินาที


เราอาจมองสิ่งเหล่านี้เป็นเพียง “ความสะดวก” ของเทคโนโลยี แต่ในอีกด้านหนึ่ง พฤติกรรมเหล่านี้กำลังสร้างสภาพแวดล้อมใหม่ให้กับสมองมนุษย์

จากเดิมที่การรับข้อมูลต้องใช้เวลาอ่าน คิด วิเคราะห์ และเชื่อมโยง วันนี้ข้อมูลจำนวนมหาศาลถูกย่อให้เหลือเพียงไม่กี่วินาที และไม่ได้มีเพียงมนุษย์เท่านั้นที่เลือกว่าจะดูอะไร แต่ “อัลกอริทึม” กำลังเรียนรู้ด้วยว่าเราชอบอะไร สนใจอะไร และมีแนวโน้มจะหยุดดูเรื่องใด คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า “เราใช้โซเชียลมีเดียมากเกินไปหรือไม่” แต่คือ เมื่อสมองของเราถูกแวดล้อมด้วยข้อมูลที่สั้น เร็ว และถูกคัดเลือกมาให้ตรงกับความสนใจอยู่ตลอดเวลา “อัลกอริทึมกำลังเลี้ยงสมองของเราแบบไหน”

รศ.นพ.สุขเจริญ ตั้งวงษ์ไชย จิตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผู้สูงอายุและหัวหน้าศูนย์ดูแลภาวะสมองเสื่อม โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย อธิบายว่า สมองมนุษย์มีความสามารถในการปรับตัวและสร้างเครือข่ายใหม่อยู่ตลอด แม้จะมีความเสียหายหรือความเสื่อมเกิดขึ้นตามวัย แต่การเสื่อมถอยกับการสร้างเสริมสมองจะต้องเกิดขึ้นอย่างสมดุล

Advertisement

ดังนั้น สิ่งแวดล้อม การเรียนรู้ และสิ่งที่เราทำซ้ำๆ ในชีวิตประจำวัน จึงมีส่วนสำคัญต่อการทำงานของสมอง

สมองไม่ได้หยุดพัฒนา แต่สิ่งที่เราให้สมองฝึกกำลังเปลี่ยนไป

รศ.นพ.สุขเจริญ กล่าวว่า ในช่วงวัยเด็กและวัยรุ่น สมองยังคงพัฒนาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะ “สมองส่วนหน้า” ซึ่งเป็นบริเวณสำคัญที่เกี่ยวข้องกับการคิดวิเคราะห์ การควบคุมอารมณ์ การยับยั้งชั่งใจ และการตัดสินใจ สมองส่วนนี้พัฒนาช้ากว่าส่วนอื่น จึงเป็นเหตุผลหนึ่งที่อธิบายว่า เหตุใดวัยรุ่นจึงอาจตัดสินใจตามอารมณ์ หุนหันพลันแล่น หรือยังวิเคราะห์สถานการณ์ได้ไม่รอบด้านเท่าผู้ใหญ่

เมื่อเข้าสู่วัยผู้ใหญ่ ความสามารถในการคิดอย่างมีเหตุผล การยับยั้งชั่งใจ และการวิเคราะห์สถานการณ์จะพัฒนามากขึ้น แต่การพัฒนาของสมองไม่ได้เกิดขึ้นเองโดยไม่ต้องอาศัยการกระตุ้น สมองต้องการการเรียนรู้และสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสม

ตรงนี้เองที่โลกดิจิทัลเข้ามาเป็น “สิ่งแวดล้อมใหม่” ของมนุษย์

จากการอ่านจนจบ สู่การปัดผ่านในไม่กี่วินาที

หนึ่งในลักษณะเด่นของโซเชียลมีเดียยุคปัจจุบันคือ “ความเร็ว” รศ.นพ.สุขเจริญ อธิบายว่า แพลตฟอร์มต่างๆ มีแรงจูงใจที่จะทำให้ผู้ใช้อยู่บนแพลตฟอร์มนานที่สุด เนื้อหาจึงต้องดึงดูดความสนใจได้อย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะคลิปสั้น หากเนื้อหาใช้เวลานานกว่าจะเข้าสู่ประเด็น ผู้ชมอาจเลื่อนผ่านไปก่อน เมื่อเราใช้ชีวิตอยู่กับรูปแบบดังกล่าวเป็นประจำ สมองก็ต้องรับข้อมูลที่เข้ามาอย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง

“ถ้าข้อมูลมันผ่านเข้ามาเร็วๆ มันจะบายพาสไปส่วนอื่นๆ เลย เพราะฉะนั้นมันแปลว่าเราเชื่อมโยงการทำงานของสมองระบบต่างๆ น้อยลง แล้วเราก็จะปล่อยให้อัลกอริทึมเป็นตัวชี้นำว่าเราจะรับรู้เรื่องอะไร” รศ.นพ.สุขเจริญ กล่าว

โดยปกติข้อมูลที่ผ่านเข้ามาทางการมองเห็นหรือการได้ยิน จะต้องถูกนำไปวิเคราะห์และเทียบเคียงกับองค์ความรู้เดิม สมองจะประเมินว่าข้อมูลนั้นน่าเชื่อถือหรือไม่ เหมาะสมหรือไม่ และควรจดจำเป็นความรู้ใหม่หรือไม่ แต่เมื่อข้อมูลถูกส่งเข้ามาเร็วมากและต่อเนื่อง กระบวนการดังกล่าวอาจเกิดขึ้นน้อยลง

นี่จึงเป็นจุดที่น่าสนใจ เพราะปัญหาไม่ได้อยู่ที่ “คลิปสั้น” เพียงคลิปเดียว แต่คือรูปแบบการรับข้อมูลที่เกิดซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนกลายเป็นพฤติกรรม

อัลกอริทึมไม่ได้แค่เลือกคลิป แต่กำลังเลือกสิ่งที่เราเห็น

เมื่อเราดูเนื้อหาใด อัลกอริทึมจะเรียนรู้พฤติกรรมของเรา และนำข้อมูลเหล่านั้นมาใช้ในการคัดเลือกเนื้อหาที่คาดว่าเราจะสนใจ หากดูเรื่องหนึ่งแล้วดูต่อ ระบบก็มีแนวโน้มจะนำเรื่องประเภทเดียวกันมาให้เห็นอีก เมื่อเกิดขึ้นซ้ำๆ เราจึงอาจอยู่ในพื้นที่ข้อมูลที่มีแต่เรื่องที่เราสนใจ เรื่องที่เรามีอารมณ์ร่วม หรือเรื่องที่ทำให้เราอยากดูต่อ

รศ.นพ.สุขเจริญ กล่าวว่า ปรากฏการณ์ดังกล่าวไม่ได้ส่งผลเฉพาะต่อการทำงานของสมอง แต่ยังเกี่ยวข้องกับอารมณ์และสุขภาพจิต เพราะโซเชียลมีเดียสามารถสร้างความพึงพอใจผ่านระบบรางวัลของสมอง ซึ่งเกี่ยวข้องกับสารสื่อประสาทอย่างโดพามีน เมื่อเราได้รับเนื้อหาที่ถูกใจ เกิดความสนุก หรือได้รับความรู้สึกเหมือนได้รับ “รางวัล” สมองก็มีแนวโน้มที่จะต้องการประสบการณ์นั้นอีก จึงอาจอธิบายได้ว่าทำไมเราจึงเลื่อนหน้าจอต่อไปเรื่อยๆ ทั้งที่ตั้งใจว่าจะดูเพียงไม่กี่นาที

ในอีกด้านหนึ่ง เนื้อหาที่มีความเข้มข้นทางอารมณ์ก็มีโอกาสดึงดูดความสนใจสูง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องดราม่า ความขัดแย้ง ข่าวที่ทำให้โกรธ หรือประเด็นที่ทำให้เกิดความกลัวและความเครียด เมื่ออัลกอริทึมเรียนรู้ว่าเราสนใจเรื่องเหล่านี้ ก็อาจนำเสนอเนื้อหาในลักษณะเดียวกันเพิ่มขึ้น

จาก “เราเลือกดู” จึงอาจกลายเป็น “ระบบเลือกให้เราดู”

เมื่อสิ่งที่เห็นในจอ เริ่มมีผลกับอารมณ์

ผลของโซเชียลไม่ได้หยุดอยู่ที่สมอง แต่ยังเกี่ยวข้องกับสภาพจิตใจ รศ.นพ.สุขเจริญ ยกตัวอย่างว่า แม้บางคนจะไม่ได้ใช้ เฟซบุ๊ก หรือแพลตฟอร์มใดแพลตฟอร์มหนึ่งมากนัก แต่หากอยู่ในระบบที่นำเสนอเนื้อหาซึ่งมีผลกระทบทางอารมณ์สูง ก็สามารถทำให้เกิดความรู้สึกตามเนื้อหานั้นได้ อีกตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือการเปรียบเทียบชีวิต

เมื่อเห็นคนอื่นกินอาหารดีๆ ไปเที่ยว มีความสุข ประสบความสำเร็จ หรือมีชีวิตที่ดูสมบูรณ์แบบ ก็อาจเกิดคำถามว่า “ทำไมชีวิตคนอื่นดูดีจัง แล้วทำไมชีวิตเราถึงเป็นแบบนี้” ขณะเดียวกัน หากเสพเนื้อหาที่มีความขัดแย้งหรือประเด็นทางสังคมอย่างต่อเนื่อง ก็อาจทำให้เกิดความเครียด เพราะเมื่อเราให้ความสนใจกับเรื่องใด อัลกอริทึมก็มีแนวโน้มป้อนเรื่องนั้นกลับมาอีก

และนั่นทำให้สมองของเราไม่ได้เพียง “รับข้อมูล” แต่กำลังถูกหล่อหลอมด้วยสภาพแวดล้อมข้อมูลที่เราอยู่ด้วยทุกวัน

AI เข้ามาอีกชั้น เมื่อเราไม่ต้องค้นเอง ไม่ต้องอ่านเอง

ถ้าโซเชียลมีเดียเปลี่ยนวิธีที่เรารับข้อมูล AI ก็กำลังเปลี่ยนวิธีที่เรา “ค้นหาคำตอบ” ในอดีต เมื่ออยากรู้เรื่องใดเรื่องหนึ่ง เราต้องค้นข้อมูลจากหลายแหล่ง อ่านข้อมูลจำนวนมาก วิเคราะห์ว่าอะไรจริงหรือไม่จริง และเปรียบเทียบข้อมูลจากหลายแหล่ง กระบวนการทั้งหมดนี้ใช้ทั้งเวลาและการคิด

แต่ปัจจุบัน เพียงพิมพ์คำถามลงใน ChatGPT ก็สามารถได้คำตอบทันที ความสะดวกนี้จึงมีคำถามตามมาว่า หากเราให้ AI ค้นข้อมูล สรุป วิเคราะห์ หรือแม้กระทั่งทำงานแทนทั้งหมด เรากำลังลดโอกาสที่สมองจะได้ฝึกทักษะเหล่านั้นหรือไม่

รศ.นพ.สุขเจริญ กล่าวว่า ไม่ได้หมายความว่าไม่ควรใช้ ChatGPT หรือ AI แต่คนรุ่นใหม่ต้องมีทักษะในการจัดการข้อมูล รู้ว่าข้อมูลใดควรเชื่อหรือไม่ควรเชื่อ และรู้จักตรวจสอบข้อมูลจากแหล่งอื่น เพราะหากผู้ใช้รับคำตอบโดยไม่ตรวจสอบ ก็เท่ากับลดกระบวนการคิดของตัวเองลง

“ประเด็นสำคัญของคนรุ่นใหม่ คือจะต้องรู้ว่าจะจัดการข้อมูลที่ได้มาจาก AI ยังไง จะเชื่อแค่ไหน จะตรวจสอบยังไง ไม่ให้เราถูกชักจูงมาก” รศ.นพ.สุขเจริญ กล่าว

“AI ไม่ได้ผิด แต่ต้องไม่ให้มันคิดแทนเราทุกเรื่อง”

อีกประเด็นที่ รศ.นพ.สุขเจริญ ให้ความสำคัญคือ แชตบอตถูกออกแบบมาเพื่อให้เกิดประสบการณ์ที่ดีแก่ผู้ใช้ เมื่อระบบเรียนรู้ว่าเราสนใจอะไร หรืออยากได้คำตอบในลักษณะใด ก็สามารถนำเสนอข้อมูลที่สอดคล้องกับความต้องการของเราได้

สิ่งนี้อาจกลายเป็นปัญหาได้ หากผู้ใช้ขาดทักษะในการตรวจสอบและวิเคราะห์ข้อมูล โดยเฉพาะเด็กและเยาวชนที่สมองส่วนหน้าซึ่งเกี่ยวข้องกับการคิดวิเคราะห์และการยับยั้งชั่งใจยังอยู่ในช่วงพัฒนา

ดังนั้น ทักษะสำคัญในยุค AI อาจไม่ใช่เพียง “ใช้ AI เป็น” แต่ต้องรวมถึงการรู้ว่า เมื่อไรควรเชื่อ เมื่อไรควรสงสัย และเมื่อไรต้องค้นข้อมูลเพิ่มเติมด้วยตัวเอง

ทำไมคนยุคนี้รู้สึกว่า “ความจำสั้นลง”

เมื่อพูดถึงเทคโนโลยีกับสมอง อีกเรื่องที่หลายคนสังเกตได้กับตัวเองคือ “จำอะไรไม่ค่อยได้” รศ.นพ.สุขเจริญ กล่าวว่า มีแนวโน้มว่าคนเราจดจำรายละเอียดบางอย่างน้อยลง เพราะเทคโนโลยีเข้ามาช่วยทำหน้าที่แทนความจำ ลองนึกถึงยุคที่ยังไม่มีโทรศัพท์มือถือ ทุกคนอาจมีสมุดจดหมายเลขโทรศัพท์ ต้องจำเบอร์ของคนในครอบครัว เพื่อน หรือคนที่ติดต่อเป็นประจำ เมื่อถึงเวลาจะโทรออก ก็ต้องกดหมายเลขด้วยตัวเอง

แต่ปัจจุบัน เราแทบไม่จำหมายเลขโทรศัพท์อีกแล้ว เพราะเพียงค้นหาชื่อจากรายชื่อในโทรศัพท์ก็โทรออกได้ทันที ในมุมหนึ่ง นี่คือความสะดวก แต่ในมุมการทำงานของสมอง หมายความว่า สมองไม่ได้ถูกฝึกให้จดจำหมายเลขเหมือนเดิม

“สมองไม่เคยถูกเทรนเรื่องนี้เลย” รศ.นพ.สุขเจริญ อธิบาย

ปัจจุบันเราจึงอาจฝึกสมองในเรื่องอื่นแทน เช่น วิธีใช้เทคโนโลยี วิธีค้นข้อมูล หรือทักษะด้านดิจิทัล แต่การจดจำรายละเอียดบางอย่างอาจลดลง เพราะเรารู้สึกว่า “ไม่จำเป็นต้องจำ เพราะค้นได้”

แต่ “จำได้น้อยลง” ไม่เท่ากับ “สมองเสื่อม”

ประเด็นนี้ต้องแยกออกจากกันอย่างชัดเจน การที่คนยุคใหม่จำเบอร์โทรศัพท์ไม่ได้ ไม่ได้หมายความว่ากำลังเป็นโรคสมองเสื่อม และยังไม่สามารถสรุปว่า AI หรือโซเชียลมีเดียทำให้เกิดโรคสมองเสื่อมเร็วขึ้น รศ.นพ.สุขเจริญ ระบุว่า เทคโนโลยีเหล่านี้เพิ่งมีบทบาทอย่างมากในช่วงประมาณ 10 ปีที่ผ่านมา จึงยังไม่สามารถนำมาเชื่อมโยงโดยตรงกับการเกิดโรคสมองเสื่อมในระยะยาวได้ เพราะภาวะสมองเสื่อมมีปัจจัยที่สะสมมาตลอดช่วงชีวิต ทั้งวัยเด็ก วัยกลางคน และวัยสูงอายุ

“โดยเฉพาะปัจจัยเสี่ยงด้านหลอดเลือด เช่น ไขมันในเลือดสูง ความดันโลหิตสูง เบาหวาน และโรคอ้วน ซึ่งล้วนมีความสัมพันธ์กับสุขภาพสมอง ดังนั้น หากพบว่าคนวัยทำงานหรือคนอายุน้อยมีปัญหาเรื่องความจำหรือสมาธิ ก็ไม่ควรรีบด่วนสรุปว่าเป็นอัลไซเมอร์ หรือเป็นผลจากการใช้โซเชียลมีเดีย” รศ.นพ.สุขเจริญ กล่าว

รศ.นพ.สุขเจริญ กล่าวว่า ภาวะสมองเสื่อมมีหลายสาเหตุ โดยโรคอัลไซเมอร์เป็นสาเหตุที่พบได้บ่อย และมักพบในผู้ที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไป ส่วนผู้ที่มีอาการตั้งแต่อายุน้อย เช่น ประมาณ 50 ปี อาจเป็นกลุ่มที่มีปัจจัยทางพันธุกรรมหรือประวัติครอบครัว ขณะที่ความผิดปกติของหลอดเลือดสมองก็สามารถทำให้เกิดปัญหาความจำและสมาธิได้ ดังนั้น คำว่า “สมองเสื่อม” จึงไม่ได้หมายถึงอัลไซเมอร์เพียงอย่างเดียว และที่สำคัญคือ ไม่ใช่ว่าคนอายุมากทุกคนจะต้องสมองเสื่อม

ไทยอาจมีผู้สูงอายุสมองเสื่อม 6 แสน-กว่า 1 ล้านคน แต่เข้าถึงการวินิจฉัยเพียง 1 ใน 3

สำหรับประเทศไทย รศ.นพ.สุขเจริญ กล่าวว่า ข้อมูลผู้ป่วยสมองเสื่อมยังไม่ได้มีความสมบูรณ์มากนัก ส่วนใหญ่เป็นข้อมูลประมาณการ ปัจจุบันประเทศไทยมีผู้สูงอายุประมาณ 22% หรือราว 14 ล้านคน และคาดว่าผู้ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไปประมาณ 6-8% อาจมีภาวะสมองเสื่อม คิดเป็นตัวเลขคร่าวๆ ประมาณ 600,000 คนถึงกว่า 1 ล้านคน

แต่ผู้ที่ได้รับการวินิจฉัยและเข้าถึงบริการอาจมีเพียงประมาณ 1 ใน 3 เท่านั้น สาเหตุส่วนหนึ่งมาจากความเข้าใจของสังคมที่ว่า เมื่ออายุมากขึ้นแล้วหลงลืมเป็นเรื่องธรรมชาติ แต่ในทางการแพทย์ หากมีความผิดปกติด้านความจำหรือการทำงานของสมอง ควรได้รับการประเมิน เพราะไม่ใช่ทุกคนที่อายุมากขึ้นแล้วจะต้องสมองเสื่อม

รู้เร็ว สำคัญกว่ารอจนมีปัญหา

รศ.นพ.สุขเจริญ กล่าวว่า แม้ปัจจุบันโรคอัลไซเมอร์ยังไม่สามารถรักษาให้หายขาด แต่มีการพัฒนายาที่ช่วยชะลอการดำเนินของโรคมากขึ้น ขณะเดียวกันการรักษาใหม่ๆ ยังมีข้อจำกัดเรื่องค่าใช้จ่ายและความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึง การรู้ตัวตั้งแต่ระยะเริ่มต้นจึงมีความสำคัญ เพราะผู้ป่วยและครอบครัวจะมีเวลาวางแผนการดูแล เตรียมความพร้อม และจัดการเรื่องต่างๆ ก่อนที่อาการจะรุนแรงขึ้น ในทางกลับกัน หากรอจนเข้าสู่ระยะกลางหรือมีปัญหามากแล้ว ผู้ป่วยอาจเสียโอกาสในการเตรียมตัวและรับการดูแลตั้งแต่เนิ่นๆ

ท้ายที่สุดแล้ว คำถามว่า “โซเชียลมีเดียทำให้สมองเสื่อมเร็วขึ้นหรือไม่” อาจยังไม่มีคำตอบที่ชัดเจน และยังเร็วเกินไปที่จะกล่าวโทษเทคโนโลยี แต่สิ่งหนึ่งที่เห็นได้ชัดคือ เทคโนโลยีกำลังเปลี่ยน “สิ่งที่สมองต้องทำ” ในชีวิตประจำวัน จากการอ่านยาวๆ มาเป็นการดูคลิปสั้น จากการค้นข้อมูลหลายแหล่งมาเป็นการถาม AI จากการจำหมายเลขโทรศัพท์มาเป็นการค้นชื่อในมือถือ และจากการเลือกข้อมูลด้วยตัวเองมาเป็นการที่อัลกอริทึมเรียนรู้ว่าเราน่าจะอยากเห็นอะไร

เทคโนโลยีจึงอาจไม่ได้กำลังทำลายสมอง แต่กำลังสร้าง “สภาพแวดล้อมใหม่” ให้สมองเรียนรู้และปรับตัว คำถามที่สำคัญกว่าจึงอาจไม่ใช่ “อัลกอริทึมทำร้ายสมองหรือไม่” แต่คือ ในวันที่ “อัลกอริทึมเลี้ยงสมอง” ของเราอยู่ทุกวัน เรากำลังเลือกด้วยตัวเองมากแค่ไหน และยังเหลือพื้นที่ให้สมองได้หยุด คิด วิเคราะห์ ตั้งคำถาม และค้นหาคำตอบด้วยตัวเองมากพอหรือไม่