รวมให้แล้ว! เปิดรายชื่อ-นโยบายผู้สมัครชิงบอร์ดประกันสังคม 27 ก.ย. เช็กก่อนเข้าคูหา
เหลืออีกไม่กี่วันสำหรับการเลือกตั้งคณะกรรมการประกันสังคม หรือ “บอร์ดประกันสังคม” วันที่ 27 กันยายน 2569 โดยสำนักงานประกันสังคมตรวจสอบคุณสมบัติผู้สมัครแล้ว มีผู้สมัครรวม 180 คน แบ่งเป็นฝ่ายผู้ประกันตน 102 คน และฝ่ายนายจ้าง 78 คน เพื่อเลือกกรรมการฝ่ายละ 7 คน
การเลือกตั้งครั้งนี้เปิดให้ผู้ประกันตนและนายจ้างที่มีคุณสมบัติตามเกณฑ์ใช้สิทธิเลือกผู้แทน โดยผู้มีสิทธิสามารถเลือกผู้สมัครได้ ไม่เกิน 7 หมายเลขต่อฝ่าย ในวันที่ 27 กันยายน เวลา 08.00–16.00 น. ขณะที่ผู้สมัครทั้ง 2 ฝ่ายต้องมีคุณสมบัติตามกฎหมาย อาทิ มีสถานะเป็นผู้ประกันตนหรือนายจ้างในประเภทที่สมัคร ส่งเงินสมทบตามระยะเวลาที่กำหนด มีสัญชาติไทย และอายุไม่ต่ำกว่า 25 ปี
ก่อนถึงวันเข้าคูหา “มติชน” รวบรวมข่าว บทสัมภาษณ์ และนโยบายของผู้สมัคร พบว่าการเลือกตั้งครั้งนี้มีข้อเสนอหลากหลาย ตั้งแต่ การปฏิรูปโครงสร้างสำนักงานประกันสังคม สูตรบำนาญ CARE การใช้เงินชราภาพ “สลากออมทรัพย์แรงงาน” การกู้เงินจากเงินสะสมของตัวเอง ไปจนถึง “ธนาคารประกันสังคม”
ฝ่ายผู้ประกันตน เปิดนโยบายจากทีมใหญ่ถึงผู้สมัครอิสระ
สำหรับฝ่ายผู้ประกันตน มีผู้สมัครผ่านคุณสมบัติ 102 คน โดยมีกลุ่มผู้สมัครที่ประกาศตัวชัดเจนเป็น 6 กลุ่มหลัก ได้แก่ “แรงงานเพื่อสังคม” “ประกันสังคมชัดเจน” “พลังผู้ประกันตน” “เคลียร์ประกันสังคม” “ประกันสังคมก้าวหน้า” และกลุ่มอื่นๆ ที่มีผู้สมัครอิสระหรือรวมตัวเฉพาะประเด็น
“แรงงานเพื่อสังคม” เบอร์ 1 และ 3 ชู “3 ขอ” และเร่งสิทธิที่ค้างจ่าย
ส่งผู้สมัครหมายเลข 1 กฤษฎา ด้วงหิรัญ และหมายเลข 3 เพิก ปะติตังโค โดยชูนโยบาย “3 ขอ” ได้แก่ ขอคืน-ขอกู้-ขอเลือก เปิดทางให้ผู้ประกันตนมีทางเลือกในการบริหารเงินชราภาพมากขึ้น พร้อมผลักดันการเพิ่มสิทธิประโยชน์กรณีว่างงาน คลอดบุตร สงเคราะห์บุตร ทันตกรรม ค่ารักษาพยาบาล และเงินสงเคราะห์กรณีเสียชีวิต
รวมถึงเร่งรัดการจ่ายสิทธิประโยชน์ที่ค้างอยู่ เช่น เงินว่างงาน เงินคลอดบุตร และค่ารักษาพยาบาล นอกจากนี้ยังเสนอให้เพิ่มเงินสงเคราะห์กรณีลาคลอดจาก 45 วันเป็น 60 วัน และการปรับสูตรบำนาญชราภาพต้องไม่ทำให้ผู้ประกันตนกลุ่มใดเสียประโยชน์
“ประกันสังคมชัดเจน” เบอร์ 4-9 และ 22 ชู “เงินชัด สิทธิชัด บำนาญชัด”
นำโดย จตุรงค์ ไพรสิงห์ ส่งผู้สมัคร 7 คน ได้แก่ จันทนา เอกเอื้อมณี เบอร์ 4, จตุรงค์ ไพรสิงห์ เบอร์ 5, ลาเร่ อยู่เป็นสุข เบอร์ 6, ดร.อรอนงค์ นิธิภาคย์ เบอร์ 7, โอสถ สุวรรณ์เศวต เบอร์ 8, วินัย ติ่นโตนด เบอร์ 9 และ ดร.สุภรธรรม มงคลสวัสดิ์ เบอร์ 22
โดยประกาศนโยบายหลัก 7 ข้อ ภายใต้แนวคิด “เงินชัด สิทธิชัด บำนาญชัด” ประกอบด้วย การปฏิรูประบบประกันสังคมให้โปร่งใสและเป็นธรรม การปฏิรูประบบบำนาญ การจัดตั้งโรงพยาบาลของสำนักงานประกันสังคม การสร้างโอกาสและอนาคตให้ผู้ประกันตน การยกระดับสิทธิแม่และเด็กและคนพิการ การนำเทคโนโลยี AI มาพัฒนาระบบบริการ และการปฏิรูปการจ่ายเงินสมทบของภาครัฐ
ทีมยังเสนอการพัฒนาระบบบริการดิจิทัล เพื่อให้ผู้ประกันตนสามารถตรวจสอบสิทธิ ติดต่อสำนักงาน และติดตามเรื่องต่างๆ ได้สะดวกขึ้น โดยมองว่าระบบประกันสังคมควรปรับตัวให้สอดคล้องกับพฤติกรรมของคนทำงานยุคดิจิทัล
“พลังผู้ประกันตน” เบอร์ 10-14, 21 และ 59 ชูความโปร่งใส-ทบทวน CARE
ส่งผู้สมัคร 7 คน ได้แก่ สกุลรัตน์ ยศเรืองศักดิ์ เบอร์ 10, ขวัญทูล แดงสกุล เบอร์ 11, วสันต์ มหิงษา เบอร์ 12, ธนพัต ธนัตเจริญ เบอร์ 13, พรเทพ ทองภูบาล เบอร์ 14, ศิริศักดิ์ บัวชุม เบอร์ 21 และ ดร.วิกรม ปิติสุข เบอร์ 59
โดยชูสโลแกน “โปร่งใส คุ้มครองจริง กองทุนยั่งยืน” เน้นการบริหารกองทุนประกันสังคมที่เปิดเผย ตรวจสอบได้ และไม่ลดสิทธิเดิมของผู้ประกันตน พร้อมเสนอเพิ่มสิทธิด้านครอบครัว โดยเพิ่มเงินคลอดบุตรเป็น 30,000 บาท ขยายเงินสงเคราะห์บุตรถึงอายุ 12 ปี และเพิ่มเงินสงเคราะห์เป็น 1,200 บาทต่อเดือน
รวมถึงปรับปรุงสิทธิผู้ประกันตนมาตรา 39 และมาตรา 40 ให้ครอบคลุมมากขึ้น ขณะที่ประเด็นสูตรบำนาญ CARE เสนอให้ดำเนินการอย่างรอบคอบ โดยผู้ประกันตนรายใหม่ใช้สูตร CARE เมื่อกฎหมายมีผล ส่วนผู้ประกันตนเดิมให้ใช้สูตรเดิมเป็นหลัก พร้อมปรับฐานคำนวณเพิ่ม 30% และสนับสนุนการบริหารกองทุนที่เป็นอิสระและเป็นมืออาชีพ ควบคู่กับการเปิดเผยข้อมูลค่าใช้จ่ายและผลตอบแทนให้ตรวจสอบได้
“เคลียร์ประกันสังคม” เบอร์ 15, 17-20, 23-24 ชูแนวคิด “หลักประกันชีวิต”
นำโดย ณสิกาญจน์ สิทธิฐาปนพงศ์ เบอร์ 20 ส่งผู้สมัคร 7 คน ได้แก่ ว่าที่ร้อยตรีวรชัย สนั่นสุข เบอร์ 15, สัตยากร วงศ์ราษฎร์ เบอร์ 17, ทัตพร แสงโปร่ง เบอร์ 18, ตฤณ มาลัยทอง เบอร์ 19, ณสิกาญจน์ สิทธิฐาปนพงศ์ เบอร์ 20, ณัฐชรัตน์ พลรบ เบอร์ 23 และอมราวดี ทองปานดี เบอร์ 24
โดยเสนอแนวคิดเปลี่ยนจากการมองประกันสังคมเป็นเพียงระบบจัดเก็บเงินสมทบ ไปสู่การเป็น “หลักประกันชีวิต” ที่ดูแลผู้ประกันตนตั้งแต่เกิด เจ็บ แก่ จนถึงเสียชีวิต นโยบายสำคัญครอบคลุมการปฏิรูประบบบำนาญ การดูแลผู้ประกันตนมาตรา 39 “สลากออมทรัพย์แรงงาน” เป็นข้อเสนอเพื่อเพิ่มทางเลือกในการออมให้ผู้ประกันตน ขณะที่อีกนโยบายคือ เปิดให้กู้เงินจากเงินสะสมชราภาพของตนเองในอัตราดอกเบี้ย 0% เมื่อมีความจำเป็น เพื่อให้สามารถนำเงินที่สะสมมาใช้ประโยชน์ระหว่างวัยทำงานได้ โดยต้องพิจารณาความเป็นไปได้ด้านกฎหมายและฐานะกองทุนควบคู่กันไป
การรักษาพยาบาลโดยไม่ต้องสำรองจ่าย การขยายความคุ้มครองหลังออกจากงาน เพิ่มเงินสงเคราะห์บุตร และยกระดับสิทธิผู้ประกันตนมาตรา 40 รวมถึงเสนอแนวคิด “ธนาคารประกันสังคม” และการปรับโครงสร้างสำนักงานประกันสังคมให้มีความเป็นอิสระและบริหารงานอย่างมืออาชีพมากขึ้น
“ประกันสังคมก้าวหน้า” เบอร์ 38, 41–44, 46–47 ชู 77 นโยบาย ปฏิรูปกองทุน
นำโดย รศ.ดร.ษัษฐรัมย์ ธรรมบุษดี ส่งผู้สมัครฝ่ายผู้ประกันตน 7 คน ได้แก่ เริงฤทธิ์ ละออกิจ เบอร์ 41, ธนพงษ์ เชื้อเมืองพาน เบอร์ 42, นาริฐา โภไคยอนันต์ เบอร์ 43, ษัษฐรัมย์ ธรรมบุษดี เบอร์ 44, ลักษมี สุวรรณภักดี เบอร์ 38, ปรารถนา โพธิ์ดี เบอร์ 46 และพรทิพย์ โม่งใหญ่ เบอร์ 47
โดยชูนโยบาย ปฏิรูปโครงสร้างสำนักงานประกันสังคม ให้มีความโปร่งใสและตรวจสอบได้มากขึ้น โดยประกาศ นโยบายรวม 77 นโยบาย ครอบคลุมการปฏิรูปโครงสร้างสำนักงานประกันสังคม พร้อมเสนอให้เปิดเผยข้อมูลการบริหารกองทุนและการลงทุน รวมถึง ถ่ายทอดสดการประชุมบอร์ด เพื่อให้ผู้ประกันตนสามารถติดตามการตัดสินใจที่เกี่ยวข้องกับกองทุนได้
ซึ่ง 8 แนวทางหลัก ได้แก่ บำนาญเป็นธรรมตามทันค่าเงิน, ดูแลครอบครัวคนทำงาน, บริหารเปิดเผยโปร่งใสไร้ทุจริต, ว่างงานสบายใจและมีโอกาสพัฒนาทักษะ, ระบบสุขภาพครอบคลุมเท่าเทียม, เทคโนโลยีการบริการสะดวกเข้าถึงง่าย, ลงทุนตอบแทนอย่างมีธรรมาภิบาล และปฏิรูปโครงสร้างประกันสังคมให้ทันสมัยและเป็นประชาธิปไตย
“พนัส” นำกลุ่มพลังแรงงาน เบอร์ 63-69 ชูประสบการณ์แรงงาน-ปกป้องกองทุน
พนัส ไทยล้วน ประธานสภาองค์การลูกจ้างแรงงานแห่งประเทศไทย และอดีตกรรมการประกันสังคม 8 สมัย นำ “กลุ่มพลังแรงงาน” ลงสมัครฝ่ายผู้ประกันตนแบบทีม 7 คน ได้แก่ เขมราช รักศิลป์ เบอร์ 63, ประสิทธิ์ วรรณภาส เบอร์ 64, สรายุทธ์ พรหมสวัสดิ์ เบอร์ 65, กาญจนี กิ่งถา เบอร์ 66, สมเกียรติ ประนอมมิตร เบอร์ 67, กิตติศักดิ์ อริสกุลทรัพย์ เบอร์ 68 และไพโรจน์ วิจิตร เบอร์ 69
โดยผู้สมัครทั้งหมดมีประสบการณ์ทำงานและเป็นผู้นำแรงงานในภาคอุตสาหกรรม รวมถึงมีประสบการณ์ในระบบไตรภาคีด้านแรงงาน ขณะที่กลุ่มชูแนวคิด “รู้ปัญหา อาสาแก้ไข ใส่ใจสิทธิผู้ประกันตน” และย้ำจุดยืนไม่สังกัดหรืออยู่ภายใต้อิทธิพลของพรรคการเมือง
ด้านแนวนโยบาย กลุ่มพลังแรงงานเสนอให้ปรับปรุงสิทธิประโยชน์ของผู้ประกันตน โดยมีข้อเสนอ เช่น ผู้ประกันตนมาตรา 33 สามารถรับบำนาญได้โดยไม่ต้องรอถึงอายุ 55 ปี การเพิ่มสิทธิกรณีว่างงานเมื่อถูกเลิกจ้าง และการพิจารณาลดภาระเงินสมทบ พร้อมให้ความสำคัญกับการบริหารกองทุนประกันสังคมเพื่อประโยชน์ของผู้ประกันตน และการป้องกันการแทรกแซงจากฝ่ายการเมือง
ผู้สมัครอิสระ นโยบายเฉพาะตัว
นอกจากทีมใหญ่ ยังมีผู้สมัครที่หาเสียงด้วยนโยบายเฉพาะตัวและถูกนำเสนอผ่านสื่อหลายแห่ง
“หมอบูรณ์” เบอร์ 2 ชู Best 60 Months-3 ขอ-Open SSO ดันบำนาญขั้นต่ำ 1 หมื่น
นพ.บูรณ์ อารยพล หรือ “หมอบูรณ์” ผู้สมัครฝ่ายผู้ประกันตน เบอร์ 2 ในนามกลุ่ม “ขอคืนไม่ได้ขอทาน” ลงสมัครเพียงรายเดียว โดยประกาศนโยบายหลักเพื่อปฏิรูประบบประกันสังคมหลายด้าน เริ่มจากการ คัดค้านและทบทวนสูตรบำนาญ CARE พร้อมเสนอ “Best 60 Months” ให้นำฐานค่าจ้างในช่วง 60 เดือนที่ดีที่สุดตลอดอายุการทำงานมาใช้คำนวณบำนาญ แทนการพิจารณาเฉพาะช่วงท้ายของการทำงาน และเสนอให้มี บำนาญขั้นต่ำ 7,000–10,000 บาทต่อเดือน สำหรับผู้ที่ส่งเงินสมทบครบตามเกณฑ์
นอกจากนี้ยังผลักดัน “กฎหมาย 3 ขอ” ได้แก่ ขอเลือก ให้ผู้ประกันตนมีทางเลือกในการรับบำเหน็จหรือบำนาญ, ขอคืน เปิดทางให้นำเงินสมทบกรณีชราภาพบางส่วนออกมาใช้ในกรณีวิกฤตหรือจำเป็น และ ขอกู้ โดยใช้เงินสะสมชราภาพเป็นหลักประกันเพื่อเข้าถึงสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ
ขณะที่ด้านการบริหารกองทุนเสนอ “Open SSO” ให้ถ่ายทอดสดการประชุมบอร์ด นอกจากนี้ยังมีข้อเสนอด้านสิทธิสุขภาพ เช่น การรักษาพยาบาลตลอดชีพสำหรับผู้ที่ส่งเงินสมทบครบ 20–25 ปี การขยายสิทธิครอบครัวในลักษณะ Co-contribution การยกเลิกเพดานสิทธิทันตกรรม และพัฒนาระบบ SSO Super App เพื่อให้ผู้ประกันตนตรวจสอบสิทธิและประวัติการใช้บริการได้แบบเรียลไทม์ รวมถึงแนวคิด Flexi-Benefit และการเพิ่มช่องทางเข้าถึงบริการด้านสุขภาพจิต ซึ่งทั้งหมดเป็นข้อเสนอที่เผยแพร่ในเว็บไซต์นโยบายของผู้สมัครเอง
“เสรี” เบอร์ 16 ชูสิทธิเลือกตั้ง-ตรวจสอบกติกาประกันสังคม
เสรี หนูวงศ์ ผู้สมัครอิสระฝ่ายผู้ประกันตน เบอร์ 16 เป็นทนายความด้านแรงงานที่ทำงานเกี่ยวข้องกับสิทธิแรงงานมายาวนาน โดยมีบทบาทในการยื่นฟ้องศาลปกครองกรณีหลักเกณฑ์การลงทะเบียนเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม โดยเห็นว่าการกำหนดเงื่อนไขดังกล่าวอาจเป็นภาระและจำกัดการเข้าถึงสิทธิของผู้ประกันตน ขณะที่ศาลมีคำสั่งทุเลาการบังคับใช้เงื่อนไขบางส่วน ก่อนที่สำนักงานประกันสังคมจะยืนยันการจัดเลือกตั้งในวันที่ 27 กันยายน 2569 โดยไม่กำหนดให้ลงทะเบียนล่วงหน้า
สำหรับแนวคิดของเสรี ให้ความสำคัญกับการทำให้ผู้ประกันตนเข้าถึงสิทธิและมีส่วนร่วมในการตรวจสอบการทำงานของสำนักงานประกันสังคมมากขึ้น รวมถึงให้กระบวนการเลือกตั้งมีความโปร่งใสและเปิดโอกาสให้ผู้ประกันตนตัดสินใจเลือกผู้แทนได้อย่างอิสระ นอกจากนี้ ยังมีข้อเสนอด้านสวัสดิการของคนทำงานและครอบครัว อาทิ การดูแลบุตรของผู้ประกันตน โดยแนวคิดบางส่วนมีความสอดคล้องกับข้อเสนอของผู้สมัครอิสระรายอื่นในประเด็นการลดปัญหาการลงคะแนนแบบเป็นกลุ่มหรือ “บล็อกโหวต” เพื่อให้การใช้สิทธิเป็นไปตามการตัดสินใจของผู้ประกันตนแต่ละคน.
“นพรุจ” เบอร์ 40 ชูรักษาได้ทุกโรงพยาบาลที่เข้าร่วม-ปลดล็อกเงินชราภาพ
นพรุจ เพิ่มกาญจนา ผู้สมัครอิสระฝ่ายผู้ประกันตน เบอร์ 40 ชูนโยบายภายใต้แนวคิด “รับฟังทุกเสียง ผลักดันทุกสิทธิ” โดยเสนอให้ผู้ประกันตนสามารถเข้ารับการรักษาได้ที่ ทุกโรงพยาบาลที่เข้าร่วมโครงการประกันสังคม ไม่จำกัดเฉพาะโรงพยาบาลตามสิทธิเดิม และใช้บัตรประชาชนเพียงใบเดียวในการเข้ารับบริการ พร้อมเสนอ ปลดล็อกเงินชราภาพบางส่วน ให้ผู้ประกันตนสามารถนำเงินสะสมของตนเองออกมาใช้ได้เมื่อมีความจำเป็นหรือเกิดวิกฤต โดยยังคำนึงถึงการออมเพื่อวัยเกษียณ
นอกจากนี้เสนอจัด เวทีรับฟังความคิดเห็นผู้ประกันตนทุกไตรมาส และให้บอร์ดรายงานผลการทำงานทุก 3 เดือน เปิดเผยข้อมูลการบริหารและผลการลงทุนของกองทุนให้ตรวจสอบได้ รวมถึงเสนอให้การลงทุนมุ่งเน้นผลตอบแทนที่มั่นคงในระยะยาว ควบคู่กับการบริหารความเสี่ยงและธรรมาภิบาล โดยบอร์ดควรทำหน้าที่กำกับนโยบาย ตรวจสอบ และขอข้อมูลการลงทุนจากสำนักงานประกันสังคมได้อย่างโปร่งใส
ฝ่ายนายจ้าง ผู้แทนออกเสียงจากผู้ประกอบการ
สำหรับฝ่ายนายจ้าง มีผู้สมัครผ่านคุณสมบัติ 78 คน โดยกลุ่มที่ประกาศนโยบายชัดเจนมีทั้งทีมประกันสังคมก้าวหน้า ทีมพัฒนาประกันสังคม และทีมเพื่อคนตัวเล็ก รวมถึงผู้สมัครรายบุคคลที่มีข้อเสนอเฉพาะด้าน
“พัฒนาประกันสังคม” เบอร์ 3-9 เน้นกองทุนยั่งยืน-ลดต้นทุนเอกชน
นำโดย ดร.ทวีเกียรติ รองสวัสดิ์ ส่งผู้สมัคร 7 คน ได้แก่ ดร.ทองอยู่ คงขันธ์ เบอร์ 3, ดร.ทวีเกียรติ รองสวัสดิ์ เบอร์ 4, วิรัลย์ยา วงษ์จันทร์ เบอร์ 5, พ.อ.(พิเศษ) ขัตติยพงศ์ ภักดีชน เบอร์ 6, ชลิกา กุลดิลก เบอร์ 7, เจษฎา พงศ์ธนาธนวัฒน์ เบอร์ 8 และพลเรือเอกสุรศักดิ์ ประทานวรปัญญา เบอร์ 9
โดยชูนโยบายสร้างความสมดุลระหว่างการดูแลสิทธิประโยชน์ผู้ประกันตนกับการควบคุมต้นทุนของภาคเอกชน เน้นนำ เทคโนโลยีและระบบดิจิทัล มาลดขั้นตอน เอกสาร และต้นทุนในการนำส่งเงินสมทบของนายจ้าง พร้อมเสนอการบริหารเงินลงทุนอย่างมืออาชีพ กระจายความเสี่ยงไปยังสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำและสร้างผลตอบแทนที่มั่นคงในระยะยาว เพื่อรักษาความยั่งยืนของกองทุน โดยเฉพาะเงินออมกรณีชราภาพ
นอกจากนี้ยังเสนอ สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำสำหรับนายจ้าง เพื่อช่วยเสริมสภาพคล่องหรือขยายกิจการ และแนวคิดจัดตั้ง โรงพยาบาลเฉพาะกิจของประกันสังคม นำร่องในกรุงเทพฯ และปริมณฑล ก่อนขยายไปยังภูมิภาค เพื่อรองรับทั้งผู้ประกันตนและนายจ้าง ขณะเดียวกันให้ความสำคัญกับการยกระดับสิทธิประโยชน์มาตรา 39 และมาตรา 40 โดยมองว่าการเพิ่มสิทธิควรดำเนินควบคู่กับการรักษาเสถียรภาพทางการเงินของกองทุนและไม่เพิ่มภาระต้นทุนให้นายจ้างจนกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจ
“ศุภานัน” เบอร์ 10 เสนอปฏิรูปกองทุน-ลงทุนมืออาชีพ
ดร.ศุภานัน ปลอดเหตุ ผู้สมัครฝ่ายนายจ้าง เบอร์ 10 ได้รับการสนับสนุนจากสภาองค์การนายจ้างการเกษตร ธุรกิจ อุตสาหกรรมไทย หรือสภา 8 โดยชูนโยบายปฏิรูประบบประกันสังคมให้มีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และบริหารกองทุนอย่างมืออาชีพ พร้อมเสนอให้เปิดเผยข้อมูลการลงทุนในรูปแบบที่ประชาชนเข้าใจง่าย และพัฒนาระบบ ฐานข้อมูลกลาง (Data Center) ให้สำนักงานประกันสังคมทั่วประเทศใช้มาตรฐานเดียวกัน รวมถึงเสนอให้แยกการบริหารกองทุนออกจากระบบราชการ เพื่อเพิ่มความคล่องตัวในการบริหารเงินและรักษาผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุนไว้ในองค์กร
ขณะเดียวกันต้องการผลักดัน สิทธิประโยชน์สำหรับนายจ้าง โดยเฉพาะผู้ประกอบการเอสเอ็มอี (SME) ซึ่งเป็นกลุ่มที่ร่วมส่งเงินสมทบแต่ยังมีสิทธิประโยชน์รองรับไม่มากนัก นอกจากนี้ หากกองทุนมีฐานะมั่นคงเพียงพอ เสนอเปิดทางให้สมาชิกที่ต้องการออมเงินเพิ่มเติมสามารถเลือกแผนการลงทุนตามระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ และติดตามผลตอบแทนของตนเองได้อย่างโปร่งใส คล้ายแนวทางของ กบข. พร้อมเสนอให้ปรับขั้นตอนการลงทะเบียนเลือกตั้งให้สะดวกขึ้น และทบทวนวาระบอร์ดที่กำหนดไว้ 2 ปีให้เหมาะสมกับภารกิจและงบประมาณของการเลือกตั้ง
“ดร.อสมา” เบอร์ 13 ชู Data-AI ยกระดับบริหารกองทุนประกันสังคม
ดร.อสมา กุลวานิชไชยนันท์ ผู้สมัครอิสระฝ่ายนายจ้าง เบอร์ 13 เป็นผู้บริหารและซีอีโอบริษัท คอราไลน์ จำกัด ซึ่งทำงานด้าน Big Data และ AI มีประสบการณ์พัฒนาโครงการด้านข้อมูลและดิจิทัลมากกว่า 50 โครงการ และเป็นผู้เขียนหนังสือด้าน Big Data และ AI โดยเสนอให้นำเทคโนโลยีและข้อมูลมาใช้ยกระดับการบริหารกองทุนประกันสังคม ให้การทำงานมีประสิทธิภาพ โปร่งใส และตรวจสอบได้มากขึ้น
สำหรับแนวคิดในการทำงาน ดร.อสมา ให้ความสำคัญกับการใช้ Data และ AI เป็นเครื่องมือสนับสนุนการตัดสินใจของสำนักงานประกันสังคม ทั้งด้านการบริหารกองทุนและการให้บริการผู้ประกันตน โดยมองว่าการมีข้อมูลที่ถูกต้องและเชื่อมโยงกันจะช่วยให้การบริหารจัดการมีประสิทธิภาพมากขึ้น ทั้งนี้ ข้อมูลที่เผยแพร่ระบุว่า เธอมีประสบการณ์ทำงานร่วมกับหน่วยงานภาครัฐและให้คำปรึกษาด้าน Data และ Digital Transformation ซึ่งเป็นประเด็นที่นำเสนอแตกต่างจากนโยบายด้านโครงสร้างกองทุนและสิทธิประโยชน์ที่ผู้สมัครฝ่ายนายจ้างกลุ่มอื่นนำเสนอ
“ทีมประกันสังคมไทยยั่งยืน” 7 ผู้สมัครนายจ้าง ชู 5 เสาหลัก ปฏิรูปกองทุน-ใช้ AI ยกระดับบริการ
การรวมตัว 4 เครือข่ายภาคเอกชน ได้แก่ สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สภาองค์การนายจ้าง และกลุ่มผู้ประกอบการเอสเอ็มอี เสนอผู้สมัครฝ่ายนายจ้าง 7 คน ได้แก่ วิภาพรรณ มาประเสริฐ เบอร์ 15, นำชัย เอกพัฒนพานิชย์ เบอร์ 18, อรรถยุทธ ลียะวณิช เบอร์ 19, สุรจิต วงศ์กังแห เบอร์ 20, แสงชัย ธีรกุลวาณิช เบอร์ 21, ธัญชัชณัฏฐ์ วัฒนอุดมเกียรติ เบอร์ 23 และสิษฐพงศ์ วามะศิริภัทร เบอร์ 24
โดยเสนอกรอบนโยบาย “ไทยยั่งยืน 5 เสาหลัก” ตั้งแต่การขยายความคุ้มครองและปฏิรูปสิทธิประโยชน์ ยกระดับการรักษาพยาบาล ไปจนถึงการบริหารกองทุนอย่างมืออาชีพ โปร่งใส และสร้างผลตอบแทนที่เหมาะสมและยั่งยืน
เสนอให้ผู้ประกันตนสามารถออกแบบสิทธิประโยชน์ให้เหมาะกับสถานะและความต้องการของแต่ละคน พร้อมยกระดับบริการทางการแพทย์ และนำ AI และ Blockchain มาใช้เชื่อมโยงข้อมูลและลดขั้นตอนการให้บริการ ส่วนการบริหารกองทุน เสนอการลงทุนในธุรกิจนวัตกรรมและการร่วมลงทุนรัฐ-เอกชน หรือ PPP จัดทำ Dashboard เปิดเผยข้อมูลพอร์ตการลงทุน และมีกลไกตรวจสอบการลงทุนที่เป็นอิสระ ขณะที่ฝั่งนายจ้างมีข้อเสนอสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ เพิ่มสภาพคล่อง และ SSO Market Place
“เพื่อคนตัวเล็ก” เบอร์ 45-51 ชู 5 นโยบาย ดันกองทุนช่วย SME
นำโดย ดร.ณพพงศ์ ธีระวร ส่งผู้สมัครฝ่ายนายจ้าง 7 คน ได้แก่ ดร.ณพพงศ์ ธีระวร เบอร์ 45, นวลนภา นิ่มละออ เบอร์ 46, ดร.สุวิกรานต์ แสงแก้ว เบอร์ 47, บุญเลิศ ชดช้อย เบอร์ 48, อัญชลี มณีท่าโพธิ์ เบอร์ 49, ฐิติพรรณ จันทร์ประทักษ์ เบอร์ 50 และวิรัชพัฒน์ ขำสุนทร เบอร์ 51
โดยชู 5 นโยบายหลัก ได้แก่ “กองทุนเพื่อคนตัวเล็ก” เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการ MSME เข้าถึงแหล่งทุนดอกเบี้ยต่ำและมีสภาพคล่องมากขึ้น, “สวัสดิการออนไลน์” พัฒนาแพลตฟอร์มดิจิทัลเชื่อมนายจ้างและลูกจ้าง พร้อมเปิดโอกาสให้ธุรกิจนำสินค้าและบริการมามอบส่วนลดแก่ลูกจ้าง, “ประกันสุขภาพนายจ้าง” รวมพลังผู้ประกอบการต่อรองแผนประกันสุขภาพในราคาที่เข้าถึงได้, “โรงพยาบาลเพื่อสวัสดิการนายจ้าง” เสนอการลงทุนในเครือข่ายโรงพยาบาลเอกชนเพื่อยกระดับบริการสุขภาพ และ “ประกันภัยธุรกิจนายจ้าง” เพื่อสร้างทางเลือกในการบริหารความเสี่ยงให้ผู้ประกอบการ โดยภาพรวมทีมต้องการใช้กองทุนประกันสังคมเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างทั้งสวัสดิการและโอกาสทางธุรกิจ ควบคู่กับการสร้างเครือข่ายด้านเงินทุน การตลาด และการต่อยอดธุรกิจสำหรับผู้ประกอบการรายย่อยและ SME
“สารี” เบอร์ 59 เสนอ 3 แนวนโยบาย ลดภาระนายจ้าง-ดันบำนาญ 9,000 บาท
สารี อ๋องสมหวัง ผู้สมัครฝ่ายนายจ้าง เบอร์ 59 เสนอ 3 แนวนโยบายหลัก โดยประเด็นแรกคือ ลดภาระนายจ้างจากต้นทุนประกันสุขภาพที่ซ้ำซ้อน ด้วยการยกระดับสิทธิประโยชน์ด้านสุขภาพของประกันสังคมให้มีคุณภาพและสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้ประกันตน เพื่อให้นายจ้างไม่จำเป็นต้องซื้อประกันสุขภาพเอกชนเพิ่มเติมอีก ขณะเดียวกันเสนอให้รัฐเร่งชำระเงินสมทบหรือภาระหนี้ที่มีต่อกองทุน เพื่อไม่ให้กระทบสภาพคล่องของกองทุน
ประเด็นที่สองคือ เพิ่มความโปร่งใสในการบริหารสำนักงานประกันสังคม โดยต้องเปิดเผยข้อมูลรายรับ รายจ่าย การลงทุน และค่าใช้จ่ายในการบริหารอย่างละเอียด เพื่อให้เงินสมทบของนายจ้างและลูกจ้างสามารถตรวจสอบได้ว่าใช้ไปอย่างไรและเกิดประโยชน์คุ้มค่าหรือไม่ รวมถึงเสนอให้ตรวจสอบและยกเลิกการใช้เงินในรายการที่ไม่เหมาะสม
ส่วนประเด็นที่สามคือ ผลักดันบำนาญชราภาพเป้าหมาย 9,000 บาทต่อเดือน เพื่อสร้างหลักประกันรายได้หลังเกษียณให้คนทำงาน โดยมองว่าการสร้างระบบประกันสังคมที่มั่นคงต้องทำควบคู่กันทั้งการยกระดับสิทธิของลูกจ้างและการลดต้นทุนที่ซ้ำซ้อนของนายจ้าง เพื่อให้ทั้งสองฝ่ายได้รับประโยชน์จากระบบในระยะยาว
“ประกันสังคมก้าวหน้า” เบอร์ 62-68 ชูปฏิรูปโครงสร้าง-โปร่งใส-รักษาเสถียรภาพกองทุน
ทีมประกันสังคมก้าวหน้า ส่งผู้สมัครฝ่ายนายจ้าง 7 คน นำโดย ศราริน เรืองปัญญาวุฒิ เบอร์ 64 พร้อมด้วย อดิศร เกิดมงคล เบอร์ 62, กฤษฎา อาทิตย์ จินตกานนท์ เบอร์ 63, รัตนสิทธิ สุภาภรณ์ เบอร์ 65, กฤตวิทย์ หริมเทพาธิป เบอร์ 66, สุโขทัย หัตถะรัชต์ เบอร์ 67 และภัทรานิษฐ์ ศรีจันทร์ดร เบอร์ 68
โดยทีมเสนอแนวทางปฏิรูปประกันสังคมทั้งระบบ ควบคู่กับการรักษาเสถียรภาพและความมั่นคงของกองทุน เน้น เปิดเผยข้อมูลและสร้างความโปร่งใส ทั้งการประชุมและการลงทุน ให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียสามารถตรวจสอบได้ พร้อมผลักดันการปรับโครงสร้างสำนักงานประกันสังคมให้ทันสมัย ลดขั้นตอนราชการ และเพิ่มการมีส่วนร่วมของตัวแทนนายจ้าง โดยเฉพาะกลุ่มผู้ประกอบการ SME
ขณะเดียวกันเสนอการปรับยุทธศาสตร์การลงทุนให้มีประสิทธิภาพและมีธรรมาภิบาล เพื่อเพิ่มผลตอบแทนและลดความเสี่ยงต่อกองทุน รวมถึงยกระดับสวัสดิการและสิทธิประโยชน์ของลูกจ้าง ซึ่งทีมมองว่าจะช่วยลดภาระการขาดงานและเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของสถานประกอบการ โดยย้ำว่า หัวใจสำคัญคือการทำให้กองทุนมีเสถียรภาพ ไม่ล้มละลาย และการทำงานของบอร์ดต้องเปิดเผยตรวจสอบได้มากขึ้น
“ดร.วินัย” เบอร์ 70 ชูปกป้องเงินกองทุน-บริหารประกันสังคมอย่างมืออาชีพ
ดร.วินัย รุ้งฤทธิเดช ผู้สมัครอิสระฝ่ายนายจ้าง เบอร์ 70 เป็นผู้บริหารบริษัท จตุรเจริญชัย จำกัด นายกสมาคมการค้าส่งเสริมธุรกิจภาคกลาง และอดีตรองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ภาคกลาง มีประสบการณ์ทำธุรกิจที่คำนึงถึงความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมมายาวนาน โดยนำเสนอแนวคิดให้การบริหารกองทุนประกันสังคม ซึ่งมีเงินกองทุนจำนวนมาก อยู่บนหลักการบริหารที่โปร่งใส มีประสิทธิภาพ และสามารถตรวจสอบได้ พร้อมชูแนวคิด “ปกป้องเงินประกันสังคม 3 ล้านล้านบาท ไม่เกรงใจนักการเมือง” เพื่อคุ้มครองผลประโยชน์ของผู้ประกันตนทั้งมาตรา 33, 39 และ 40
สำหรับแนวทางการทำงาน ให้ความสำคัญกับการบริหารเงินกองทุนโดยคำนึงถึงผลประโยชน์ระยะยาวของระบบประกันสังคมและผู้ประกันตน โดยมองว่ากองทุนควรได้รับการบริหารอย่างมีธรรมาภิบาล และมีการตรวจสอบการใช้เงินอย่างรอบด้าน ขณะเดียวกันยังนำประสบการณ์จากภาคธุรกิจและภาคอุตสาหกรรมมาใช้ประกอบการเสนอแนวทางพัฒนาระบบประกันสังคม ทั้งด้านการบริหารกองทุนและการรักษาสมดุลระหว่างผลประโยชน์ของผู้ประกันตนกับนายจ้าง
นโยบายหลักที่ผู้สมัครเสนอ มีทั้งบำนาญ-เงินชราภาพ-สุขภาพ-ความโปร่งใส
จากนโยบายที่ผู้สมัครแต่ละกลุ่มประกาศ พบว่ามีหลายประเด็นที่ถูกเสนอร่วมกัน ทั้งการ ปรับปรุงสูตรคำนวณบำนาญและทบทวน CARE การเพิ่มทางเลือกในการใช้เงินชราภาพ การยกระดับสิทธิประโยชน์ด้านสุขภาพและครอบครัว รวมถึงการเปิดเผยข้อมูลการบริหารและการลงทุนของกองทุน โดยบางกลุ่มเสนอให้ผู้ประกันตนสามารถนำเงินชราภาพบางส่วนมาใช้ในกรณีจำเป็น ขณะที่บางกลุ่มเสนอแนวทางให้กู้โดยใช้เงินสะสมของตัวเองเป็นหลักประกัน รวมถึงแนวคิด “3 ขอ” และ “สลากออมทรัพย์แรงงาน”
ด้าน การรักษาพยาบาลและบริการ มีข้อเสนอทั้งการขยายทางเลือกในการเข้ารับบริการ การลดภาระสำรองจ่าย การเพิ่มสิทธิด้านทันตกรรม การจัดตั้งโรงพยาบาลประกันสังคม ตลอดจนการนำเทคโนโลยีดิจิทัลและ AI มาใช้ในการตรวจสอบสิทธิ ติดต่อสำนักงาน และลดขั้นตอนการให้บริการ
ส่วน การบริหารกองทุน หลายทีมเสนอให้สำนักงานประกันสังคมเปิดเผยข้อมูลรายรับ รายจ่าย การลงทุน และผลตอบแทนของกองทุน รวมถึงเพิ่มความโปร่งใสในการทำงานของบอร์ด และเปิดโอกาสให้ผู้ประกันตนหรือนายจ้างเข้ามามีส่วนร่วมตรวจสอบมากขึ้น ขณะที่ผู้สมัครฝ่ายนายจ้างให้ความสำคัญเพิ่มเติมกับการรักษาเสถียรภาพของกองทุน ควบคู่กับการไม่เพิ่มต้นทุนให้ผู้ประกอบการ โดยเฉพาะกลุ่ม SME
27 ก.ย. เข้าคูหาเลือกได้ไม่เกิน 7 หมายเลขต่อฝ่าย
สำหรับการเลือกตั้งคณะกรรมการประกันสังคม จะมีขึ้นในวันที่ 27 กันยายน 2569 เวลา 08.00–16.00 น. ผู้มีสิทธิเลือกตั้งสามารถเลือกผู้สมัครฝ่ายที่ตนมีสิทธิได้ ไม่เกิน 7 หมายเลข โดยฝ่ายผู้ประกันตนมีผู้สมัครผ่านคุณสมบัติ 102 คน และฝ่ายนายจ้าง 78 คน รวม 180 คน เพื่อเลือกกรรมการฝ่ายละ 7 คน ทั้งนี้ ผู้มีสิทธิควรตรวจสอบรายชื่อและสถานที่เลือกตั้งของตนเองล่วงหน้าก่อนวันลงคะแนน




