งบประชาสัมพันธ์ 35 ล้านบาท เพียงพอสร้างการรับรู้ ‘เลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม’ หรือไม่?

26.09.26 | 08:00 น.

งบประชาสัมพันธ์ 35 ล้านบาท เพียงพอสร้างการรับรู้ ‘เลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม’ หรือไม่?

การเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม วันที่ 27 กันยายน 2569 กำลังเข้าสู่โค้งสุดท้าย ท่ามกลางคำถามสำคัญว่า การเลือกตั้งครั้งนี้สามารถดึงผู้ประกันตนและนายจ้าง ซึ่งเป็นเจ้าของสิทธิและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับกองทุนประกันสังคม เข้ามามีส่วนร่วมได้มากเพียงใด


หากมองจากฐานผู้ประกันตนทั้ง 3 มาตรารวม 24.87 ล้านคน และมีสถานประกอบการในระบบ 546,510 แห่ง ตัวเลขดังกล่าวทำให้เห็นขนาดของฐานประชาชนที่เกี่ยวข้องกับระบบประกันสังคม ซึ่งมีจำนวนมากกว่า 24 ล้านคน แต่เมื่อมองย้อนกลับมาที่การเลือกตั้ง กลับพบว่าจำนวนผู้ลงทะเบียนใช้สิทธิอยู่ที่ประมาณ 1.6 ล้านคน

1.6 ล้านจากฐาน 24 ล้าน มีกี่คนมีสิทธิเลือกตั้ง

หลังปิดการลงทะเบียนเมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2569 สำนักงานประกันสังคมรายงานว่า มีผู้ลงทะเบียนใช้สิทธิเลือกตั้งทั่วประเทศ 1,645,911 คน แบ่งเป็นผู้ประกันตน 1,629,845 คน และนายจ้าง 16,066 คน โดยในกลุ่มผู้ประกันตน แบ่งเป็นมาตรา 33 จำนวน 1,437,696 คน มาตรา 39 จำนวน 118,554 คน มาตรา 40 จำนวน 46,889 คน และผู้เคยเป็นผู้ประกันตน 26,706 คน

หากเทียบกับผู้ประกันตนทั้ง 3 มาตราที่มีอยู่ราว 24.87 ล้านคน ผู้ลงทะเบียนใช้สิทธิ 1.63 ล้านคน คิดเป็นประมาณ 6.6% ของฐานผู้ประกันตนทั้งหมด

Advertisement

แต่ตัวเลขนี้ต้องอ่านอย่างระมัดระวัง เพราะ ผู้ประกันตนทั้งหมด 24.87 ล้านคน ไม่ได้หมายความว่าทั้งหมดมีสิทธิเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม เนื่องจากผู้มีสิทธิเลือกตั้งต้องผ่านเงื่อนไขตามกฎหมาย

หลังมีการปรับหลักเกณฑ์ภายหลังคำสั่งศาลปกครองกลาง สำนักงานประกันสังคมเปิดทางให้ผู้ประกันตนและนายจ้างที่มีคุณสมบัติครบถ้วนเกือบ 12 ล้านคน สามารถไปใช้สิทธิได้โดยไม่ต้องลงทะเบียนล่วงหน้า จากเดิมที่มีผู้แจ้งความประสงค์ไว้ประมาณ 1.6 ล้านคน

ดังนั้น หากจะวัด “การเข้าถึงผู้มีสิทธิเลือกตั้ง” ฐานที่เหมาะสมกว่าจึงควรเป็นผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ไม่ใช่ผู้ประกันตนทั้งหมด 24 ล้านคน

นายจ้าง 5.4 แสนแห่ง แต่ลงทะเบียนหลักหมื่น

ฝั่งนายจ้างก็เห็นภาพใกล้เคียงกัน โดยข้อมูลเดือนมิถุนายน 2569 ระบุว่ามีสถานประกอบการในระบบ 546,510 แห่ง ขณะที่เมื่อปิดการลงทะเบียน มีนายจ้างลงทะเบียนใช้สิทธิ 16,066 ราย หรือประมาณ 2.9% ของจำนวนสถานประกอบการทั้งหมด

อย่างไรก็ตาม “สถานประกอบการ” กับ “นายจ้างที่มีสิทธิเลือกตั้ง” ไม่ใช่ฐานเดียวกันทั้งหมด จึงไม่ควรนำ 546,510 แห่งมาสรุปว่าเป็นจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งนายจ้างทั้งหมดโดยตรง

ตัวเลขนี้จึงสะท้อนอีกโจทย์หนึ่งของการเลือกตั้งว่า นอกจากการสื่อสารไปยังผู้ประกันตนแล้ว การเข้าถึงนายจ้างซึ่งเป็นอีกหนึ่งกลุ่มผู้มีสิทธิ ก็เป็นอีกช่องว่างที่ต้องพิจารณา

35 ล้านประชาสัมพันธ์ กับ 6.5 ล้านเอนเกจเมนต์

อีกด้านหนึ่งคือ “งบประชาสัมพันธ์” สำนักงานประกันสังคม ชี้แจงว่า ในกรอบงบประมาณจัดการเลือกตั้งทั้งหมด 275 ล้านบาท มีงบประชาสัมพันธ์เฉพาะสำหรับการเลือกตั้งประมาณ 35 ล้านบาท ครอบคลุมการประชาสัมพันธ์เชิงรุกในพื้นที่และสถานประกอบการ ป้ายดิจิทัลตามสถานีรถไฟฟ้าและเมืองใหญ่ สื่อโทรทัศน์ วิทยุ สื่อออนไลน์ รวมถึงเอกสารแนะนำผู้สมัคร

ขณะที่ข้อมูล Social Data จากเครื่องมือ Zocial Eye ของบริษัท Wisesight ซึ่งเก็บข้อมูลโซเชียลมีเดียตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม-25 กันยายน 2569 พบข้อความเกี่ยวกับการเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม 10,455 ข้อความ และสร้างเอนเกจเมนต์ 6,488,883 ครั้ง

เมื่อวางตัวเลขสองชุดไว้ข้างกัน จึงเกิดคำถามเชิงประสิทธิผลของการสื่อสารว่า งบประชาสัมพันธ์ 35 ล้านบาท สามารถทำให้การเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมเข้าไปอยู่ในบทสนทนาของประชาชนได้มากเพียงใด

แต่การนำ 35 ล้านบาทไปหารด้วย 6.5 ล้านเอนเกจเมนต์แล้วตีความเป็น “ต้นทุนต่อเอนเกจเมนต์” โดยตรงอาจทำให้เข้าใจคลาดเคลื่อน เพราะเอนเกจเมนต์ของ Wisesight เป็นบทสนทนาทั้งหมดบนโซเชียล ไม่ได้หมายความว่าเกิดจากการประชาสัมพันธ์ของ สปส. โดยตรง และช่วงเวลาการเก็บข้อมูลเริ่มตั้งแต่เดือนพฤษภาคม ขณะที่ สปส.ระบุว่าการประชาสัมพันธ์เชิงรุกตามงบเลือกตั้งเริ่มดำเนินการอย่างจริงจังในเดือนกรกฎาคม

ดังนั้น ตัวเลข 6.5 ล้านจึงเหมาะที่จะใช้เป็น “ตัวชี้วัดขนาดของกระแสสนทนา” มากกว่าจะใช้เป็นตัวชี้วัดประสิทธิภาพของงบประชาสัมพันธ์โดยตรง

โซเชียล 6.5 ล้านครั้ง ไม่ได้เท่ากับคน 6.5 ล้าน

ข้อมูล Wisesight ยังมีรายละเอียดที่น่าสนใจ เพราะจาก 6.49 ล้านเอนเกจเมนต์นั้น 75.6% ของข้อความมีลักษณะเป็นกลาง ขณะที่ข้อความเชิงลบ 20.2% และเชิงบวก 4.2%

นั่นหมายความว่า การมีเอนเกจเมนต์จำนวนมากไม่ได้แปลว่าคนจำนวน 6.5 ล้านคนกำลังสนับสนุนหรือสนใจการเลือกตั้งในระดับเดียวกัน เพราะเอนเกจเมนต์เป็นการตอบสนองต่อเนื้อหาบนแพลตฟอร์ม และคนหนึ่งคนสามารถสร้างการมีส่วนร่วมได้หลายครั้ง

ยิ่งเมื่อดู TikTok ซึ่งมีข้อความเพียง 496 ข้อความ หรือ 4.7% ของข้อความทั้งหมด แต่กลับสร้างเอนเกจเมนต์ 1,912,759 ครั้ง หรือ 29.5% ของเอนเกจเมนต์ทั้งหมด ยิ่งสะท้อนว่า “จำนวนข้อความ” กับ “แรงกระเพื่อม” บนโซเชียลเป็นคนละเรื่องกัน

ปี 2566 คนมาใช้สิทธิ 18.3% ปีนี้ สปส.ตั้งโจทย์อย่างไร

หากย้อนดูการเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมครั้งแรกเมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2566 พบว่า ฝ่ายผู้ประกันตนมีผู้มาใช้สิทธิประมาณ 18.3% ขณะที่ฝ่ายนายจ้างมีผู้มาใช้สิทธิ 46.8% แม้การเลือกตั้งปี 2569 จะมีผู้ลงทะเบียนเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน โดยผู้ประกันตนเพิ่มจาก 945,609 ราย เป็น 1,629,845 ราย และนายจ้างจาก 4,209 ราย เป็น 16,066 ราย แต่จำนวนผู้ลงทะเบียนยังไม่ใช่ตัวชี้วัดว่าผู้มีสิทธิจะออกมาใช้สิทธิจริง

ประเด็นนี้สอดคล้องกับสิ่งที่ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานในขณะนั้น กล่าวภายหลังการเลือกตั้งปี 2566 โดยระบุว่า การเลือกตั้งครั้งแรกถือเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของระบบประกันสังคม แต่ยอมรับว่าผู้มาใช้สิทธิฝ่ายลูกจ้างยังต่ำกว่าเป้าหมายที่วางไว้ไม่น้อยกว่า 50% ขณะที่ฝ่ายนายจ้างมีสัดส่วนใกล้เคียงเป้าหมาย แม้ก่อนหน้านั้นตั้งเป้าให้ผู้มีสิทธิมาใช้เลือกตั้ง 70-80% โดยสำนักงานประกันสังคมใช้หลายช่องทางประชาสัมพันธ์ รวมถึงส่ง SMS แจ้งเตือนผู้ลงทะเบียน 2-3 ครั้ง แต่ผลการเลือกตั้งพบว่าสัดส่วนผู้มาใช้สิทธิฝ่ายลูกจ้างอยู่ที่ 18.36%

พร้อมระบุว่า การเลือกตั้งครั้งต่อไปจะต้องทบทวนกระบวนการตั้งแต่การลงทะเบียนจนถึงการใช้สิทธิ รวมถึงเพิ่มการสื่อสารให้ผู้ประกันตนเข้าใจว่า บอร์ดประกันสังคมมีความสำคัญต่อสิทธิประโยชน์และข้อเรียกร้องของผู้ประกันตนอย่างไร เนื่องจากคณะกรรมการประกันสังคมประกอบด้วยฝ่ายรัฐ นายจ้าง และลูกจ้าง ฝ่ายละ 7 คน ทำหน้าที่ในระบบไตรภาคี

ทำให้การเลือกตั้งปี 2569 เป็นที่จับตามองว่าประสบการณ์ของสำนักงานประกันสังคมจากครั้งล่าสุด จะทำได้ถึงเป้าหมายได้อย่างไร

จาก 1.6 ล้านคน สู่คำถามใหญ่ “27 ก.ย. จะมาเท่าไร?”

ภาพทั้งหมดจึงมีตัวเลข 4 ชุดที่ต้องนำมาวางบนกระดานเดียวกัน คือ 24.87 ล้านคน จำนวนผู้ประกันตนทั้ง 3 มาตราโดยรวม ขณะที่ 546,510 แห่ง จำนวนสถานประกอบการในระบบ 1.63 ล้านคน จำนวนผู้ประกันตนที่ลงทะเบียนแสดงความประสงค์ใช้สิทธิ และ 16,066 ราย นายจ้างที่ลงทะเบียน ขณะที่บนโลกออนไลน์มีบทสนทนาเกี่ยวกับการเลือกตั้ง 10,455 ข้อความ สร้าง 6.49 ล้านเอนเกจเมนต์

แต่หลังการเปลี่ยนกติกา ตัวเลข 1.6 ล้านไม่ได้เป็น “เพดาน” ของผู้ที่จะมาเลือกตั้งอีกต่อไป เพราะผู้มีสิทธิที่มีคุณสมบัติครบถ้วนสามารถไปใช้สิทธิได้โดยไม่ต้องลงทะเบียนล่วงหน้า

นี่จึงทำให้การเลือกตั้งวันที่ 27 กันยายนมีโจทย์มากกว่าการเพิ่มยอดผู้ลงทะเบียน เพราะตัวชี้วัดสุดท้ายจะอยู่ที่ จำนวนคนที่เดินทางไปใช้สิทธิจริง

และเมื่อ สปส.มีงบประมาณจัดการเลือกตั้งทั้งโครงการ 275 ล้านบาท โดยในนั้นเป็นงบประชาสัมพันธ์ประมาณ 35 ล้านบาท ขณะที่ Social Data ตลอดช่วงเกือบ 5 เดือนสะท้อนการพูดถึง 6.5 ล้านเอนเกจเมนต์ คำถามที่น่าจับตาจึงไม่ใช่เพียงว่า “ประชาสัมพันธ์ไปถึงคนกี่คน” แต่คือ “การสื่อสารสามารถเปลี่ยนจากการรับรู้บนหน้าจอ ไปสู่การเดินทางเข้าคูหาได้มากน้อยเพียงใด”

เพราะท้ายที่สุด ตัวเลขเอนเกจเมนต์อาจบอกได้ว่าเรื่องเลือกตั้งถูกพูดถึงมากแค่ไหน แต่ จำนวนบัตรที่ถูกหย่อนลงหีบในวันที่ 27 กันยายน จะเป็นตัวเลขที่ตอบได้ชัดที่สุดว่า การเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมครั้งนี้สามารถเปลี่ยน “กระแสบนโซเชียล” ให้กลายเป็น “การมีส่วนร่วมในโลกจริง” ได้มากเพียงใด