จ้างงานไตรมาส 4 สดใส เอเชียแปซิฟิก-ตอ.กลาง ดัชนีพุ่ง อินเดียนำ 54%
เมื่อวันที่ 30 กันยายน แมนพาวเวอร์กรุ๊ป เปิดเผยผลสำรวจแนวโน้มการจ้างงาน หรือ ManpowerGroup Employment Outlook Survey ประจำไตรมาส 4 ปี 2569 พบว่า แนวโน้มการจ้างงานในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกและตะวันออกกลาง (APME) ปรับตัวแข็งแกร่งขึ้น โดยดัชนีแนวโน้มการจ้างงานสุทธิ (Net Employment Outlook: NEO) หลังปรับค่าตามฤดูกาล อยู่ที่ +33% เพิ่มขึ้น 5 จุดจากไตรมาส 3 ปี 2569 และเพิ่มขึ้น 4 จุดเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
ผลสำรวจจากนายจ้าง 12,794 ราย ใน 11 ประเทศและภูมิภาคของ APME พบว่า 46% มีแผนเพิ่มจำนวนพนักงานในไตรมาส 4 ขณะที่ 13% คาดว่าจะลดจำนวนพนักงาน และ 40% คาดว่าจะไม่มีการเปลี่ยนแปลง สะท้อนภาพรวมตลาดแรงงานที่นายจ้างยังมีความต้องการเพิ่มกำลังคนในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี
สำหรับประเทศที่มีแนวโน้มการจ้างงานแข็งแกร่งที่สุด ได้แก่ อินเดีย +54% สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ +41% และเวียดนาม +36% โดยอินเดียมีแนวโน้มการจ้างงานสูงที่สุดทั้งในภูมิภาค APME และในระดับโลก ขณะที่สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์มีการปรับตัวเพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อนหน้ามากที่สุดในภูมิภาค โดยเพิ่มขึ้น 24 จุดจากไตรมาส 3 ปี 2569 ส่วนญี่ปุ่นอยู่ที่ +7% และเป็นตลาดที่มีแนวโน้มการจ้างงานชะลอตัวมากที่สุดในภูมิภาค
ด้านภาคอุตสาหกรรม ภาคสารสนเทศ (Information) มีดัชนีแนวโน้มการจ้างงานสุทธิสูงที่สุดที่ +42% ขณะที่ภาคการบริการและการท่องเที่ยว (Hospitality) มีดัชนีต่ำที่สุดในบรรดาภาคอุตสาหกรรมที่สำรวจ อยู่ที่ +20% สะท้อนความแตกต่างของความต้องการแรงงานระหว่างภาคธุรกิจ โดยเฉพาะธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีและการเปลี่ยนผ่านทางดิจิทัล
นายฟรองซัวส์ ลองซง (François Lançon) ประธานประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกและตะวันออกกลาง กล่าวว่า แนวโน้มการจ้างงานที่แข็งแกร่งขึ้นทั่วภูมิภาคสะท้อนว่านายจ้างยังมุ่งเน้นการเติบโตและการเปลี่ยนผ่านองค์กร โดยองค์กรต่างๆ กำลังสร้างงานใหม่ควบคู่กับการขยายธุรกิจ แสวงหาโอกาสการเติบโตใหม่ และสร้างขีดความสามารถที่จำเป็นเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี
ขณะเดียวกัน ผลสำรวจยังพบว่า นายจ้างส่วนใหญ่สามารถเติมตำแหน่งงานว่างได้ในระยะเวลาใกล้เคียงเดิมหรือเร็วขึ้นเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา โดย 40% ระบุว่าใช้เวลาใกล้เคียงเดิม และ 31% ระบุว่าใช้เวลาเร็วขึ้น ขณะที่ 28% ระบุว่าใช้เวลานานขึ้น ปัจจัยสำคัญที่ทำให้การสรรหาบุคลากรเร็วขึ้น ได้แก่ การกำหนดกลุ่มเป้าหมายผู้สมัครได้ตรงจุดมากขึ้น 27% กระบวนการอนุมัติและการตัดสินใจภายในองค์กรรวดเร็วขึ้น 25% และการคัดกรองใบสมัครมีประสิทธิภาพมากขึ้น รวมถึงการคัดกรองเรซูเม่ที่สร้างโดย AI 24%
ส่วนกลุ่มนายจ้างที่ระบุว่าการเติมตำแหน่งงานว่างใช้เวลานานขึ้น ให้เหตุผลสำคัญว่า ขาดแคลนผู้สมัครที่มีทักษะตรงตามความต้องการ 38% มีความไม่สอดคล้องระหว่างผู้สมัครกับตำแหน่งงาน 36% และขาดแคลนผู้สมัครที่มีคุณสมบัติเหมาะสมในตลาดแรงงานท้องถิ่น 32% สะท้อนว่าปัญหาการขาดแคลนทักษะยังเป็นข้อจำกัดสำคัญ แม้ภาพรวมแนวโน้มการจ้างงานจะปรับตัวดีขึ้น
สำหรับการจ้างงานบุคลากรระดับเริ่มต้นอาชีพ (early-career) ทั่วภูมิภาค APME ยังคงแข็งแกร่ง โดย 45% ของนายจ้างระบุว่าเพิ่มการจ้างงานบุคลากรกลุ่มนี้ในช่วงปีที่ผ่านมา มากกว่าสองเท่าของสัดส่วนที่รายงานว่าลดลง ซึ่งอยู่ที่ 18% ขณะที่ 36% ระบุว่าไม่มีการเปลี่ยนแปลง
อย่างไรก็ตาม กลุ่มที่ลดการจ้างงานบุคลากรระดับเริ่มต้นอาชีพ ระบุเหตุผลสำคัญจากแรงกดดันด้านต้นทุนที่ทำให้เลือกบุคลากรซึ่งมีประสบการณ์มากกว่า 35% การลดกิจกรรมการจ้างงานโดยรวม 33% และระบบอัตโนมัติที่ขับเคลื่อนด้วย AI ซึ่งลดบทบาทและงานของตำแหน่งระดับเริ่มต้นอาชีพ 31%
ทั้งนี้ ผลสำรวจระบุว่า แม้นายจ้างส่วนใหญ่สามารถเติมตำแหน่งงานว่างได้ในความเร็วเท่าเดิมหรือเร็วกว่าปีก่อน แต่ไม่ได้หมายความว่าสภาพแวดล้อมการจ้างงานง่ายขึ้น เนื่องจากการขาดแคลนทักษะยังคงเป็นข้อจำกัดในหลายตลาด ขณะที่องค์กรปรับวิธีการสรรหา ประเมิน และดึงดูดบุคลากร โดยใช้การกำหนดกลุ่มเป้าหมายผู้สมัครที่ชัดเจนขึ้น กระบวนการคัดกรองที่มีประสิทธิภาพ และการใช้พันธมิตรด้านการสรรหาบุคลากรจากภายนอกมากขึ้น ส่วนแนวโน้มการจ้างงานบุคลากรระดับเริ่มต้นอาชีพที่ยังอยู่ในระดับแข็งแกร่ง สะท้อนการลงทุนของนายจ้างในการสร้างขีดความสามารถสำหรับอนาคต ควบคู่กับการตอบสนองความต้องการกำลังคนในปัจจุบัน



