รามาฯ ชี้โจทย์ ‘คนขาด’ ไม่ใช่แค่จำนวน ยันแพทย์-พยาบาลเพิ่ม แต่กระจายไม่ทั่วถึง สะท้อนเหลื่อมล้ำระดับพื้นที่
เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม นพ.พีรสิชฌ์ สิทธิรัตน์ หน่วยวิจัยนโยบายและระบบสุขภาพ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล เปิดเผยผลการวิเคราะห์สถานการณ์กำลังคนด้านสุขภาพของประเทศไทย ว่า ท่ามกลางกระแสสังคมเกี่ยวกับปัญหาการขาดแคลนบุคลากรสาธารณสุขและภาระงานที่หนักหน่วงของบุคลากรในระบบ จำเป็นต้องตั้งคำถามว่า “ความจริงของความขาดแคลนในประเทศคืออะไร” เนื่องจากข้อมูลช่วง พ.ศ.2556-2568 พบว่าจำนวนบุคลากรด้านสุขภาพเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง แต่การเติบโตของกำลังคนในแต่ละสังกัดแตกต่างกัน และไม่ได้หมายความว่ากำลังคนที่เพิ่มขึ้นจะกระจายไปยังพื้นที่หรือบริการที่ประชาชนต้องการอย่างทั่วถึง
นพ.พีรสิชฌ์ กล่าวว่า ระหว่าง พ.ศ.2556-2568 จำนวนแพทย์สังกัดกระทรวงสาธารณสุขเพิ่มจาก 15,673 คน เป็น 23,883 คน หรือเติบโตเฉลี่ย 3.57% ต่อปี ขณะที่พยาบาลวิชาชีพเติบโตเฉลี่ย 2.27% เภสัชกร 3.58% และทันตแพทย์ 2.47% ต่อปี แต่เมื่อพิจารณาแพทย์ในสถานพยาบาลเอกชน พบว่าเติบโตเฉลี่ย 5.99% ต่อปี ส่วนหน่วยงานรัฐอื่น เช่น โรงเรียนแพทย์และสถานพยาบาลสังกัดภาครัฐอื่น เติบโตเฉลี่ย 5.82% ต่อปี สะท้อนว่ากำลังคนในแต่ละส่วนของระบบเพิ่มขึ้นด้วยความเร็วไม่เท่ากัน จึงต้องพิจารณาว่ากำลังคนที่เพิ่มขึ้นในแต่ละส่วนเข้าไปรองรับการดูแลประชาชนกลุ่มใด
นพ.พีรสิชฌ์ กล่าวว่า หากนับแพทย์และพยาบาลทุกสังกัดรวมกัน แนวโน้มกำลังคนต่อประชากรจะถึงระดับอ้างอิงขององค์การอนามัยโลกที่ 4.45 คนต่อประชากร 1,000 คน ประมาณ พ.ศ.2574 แต่หากนับเฉพาะกำลังคนสังกัดกระทรวงสาธารณสุข การไปถึงระดับดังกล่าวจะเกิดขึ้นไม่เร็วกว่าปี พ.ศ.2589 หรืออีกกว่า 20 ปี สะท้อนว่าการดูแลสุขภาพประชาชนไม่ควรถูกมองว่าเป็นหน้าที่ของกระทรวงสาธารณสุขเพียงลำพัง แต่ต้องเปิดพื้นที่ให้พิจารณาว่า กำลังคนที่ขาดแคลนนั้นขาดแคลนในส่วนใด และขาดแคลนเมื่อต้องรับผิดชอบบริการใด
นพ.พีรสิชฌ์ กล่าวว่า อีกประเด็นสำคัญคือภาระงานของบุคลากร โดยใน พ.ศ.2568 โรงพยาบาลสังกัดกระทรวงสาธารณสุขมีบริการผู้ป่วยนอกเฉลี่ย 5,641 ครั้งต่อแพทย์ 1 คน และบริการผู้ป่วยในที่ถ่วงน้ำหนักแล้วประมาณ 460 คะแนนน้ำหนักสัมพัทธ์ต่อคน หากสมมติบริการผู้ป่วยนอกใช้เวลาเฉลี่ยครั้งละ 10 นาที และบริการผู้ป่วยในใช้เวลาแพทย์ 90 นาทีต่อ 1 คะแนนน้ำหนักสัมพัทธ์ จะคำนวณได้ประมาณ 1,665 ชั่วโมงต่อปี หรือเทียบเท่าการทำงานวันละ 8 ชั่วโมงประมาณ 208 วันต่อปี อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวเป็นการทดลองคำนวณ ไม่ใช่ค่าเฉลี่ยชั่วโมงทำงานจริง
นพ.พีรสิชฌ์ กล่าวว่า ภาระงานจริงยังมีทั้งการตรวจรักษา เวร การประสานการดูแล และงานอื่นๆ ที่อาจไม่ปรากฏอยู่ในตัวเลขบริการ รวมถึงบุคลากรแต่ละคนอาจรับผิดชอบงานในสัดส่วนแตกต่างกัน ดังนั้น คำถามจึงต้องขยับจากการถามว่ามีบุคลากรเพียงพอหรือไม่ ไปสู่การดูว่าบุคลากรแต่ละกลุ่มได้รับการแบ่งงานอย่างไร ใครรับภาระมากน้อยเพียงใด และการเพิ่มบุคลากรจะช่วยลดภาระของผู้ที่ทำงานหนักอยู่แล้วได้จริงหรือไม่
นพ.พีรสิชฌ์ กล่าวอีกว่า ภาพรวมระดับประเทศยังบดบังความแตกต่างระหว่างจังหวัด โดยผลวิเคราะห์ 76 จังหวัดไม่รวมกรุงเทพมหานคร พบว่าการกระจายแพทย์และพยาบาลวิชาชีพต่อประชากรดีขึ้น แต่ไม่ได้ดีขึ้นเท่ากันทุกวิชาชีพ และใน พ.ศ.2568 ความแตกต่างระหว่างจังหวัดภายในเขตสุขภาพเดียวกันคิดเป็น 75.6% ของความเหลื่อมล้ำแพทย์สังกัดกระทรวงสาธารณสุข และ 85.0% สำหรับพยาบาลวิชาชีพ สะท้อนว่าการทำให้แต่ละเขตสุขภาพมีทรัพยากรใกล้เคียงกันอาจยังไม่เพียงพอ เพราะความแตกต่างส่วนใหญ่ยังอยู่ระหว่างจังหวัดในเขตเดียวกัน
นพ.พีรสิชฌ์ กล่าวว่า การพิจารณาว่าจังหวัดใดควรได้รับบุคลากรเพิ่มยังขึ้นอยู่กับเกณฑ์ที่ใช้ โดยเมื่อจัดกลุ่ม 19 จังหวัดที่มีแพทย์สังกัดกระทรวงสาธารณสุขน้อยที่สุดเมื่อเทียบกับจำนวนประชากรใน พ.ศ.2568 แล้วนำไปเทียบกับจำนวนบริการผู้ป่วยนอก พบว่ารายชื่อจังหวัดตรงกันเพียง 8 จังหวัด เช่น ปทุมธานี ซึ่งเมื่อพิจารณาจำนวนแพทย์ต่อประชากรอยู่ในอันดับที่ 4 จาก 76 จังหวัด แต่เมื่อเทียบกับบริการผู้ป่วยนอกกลับอยู่ในอันดับที่ 74 ขณะที่นราธิวาสเปลี่ยนจากอันดับที่ 7 เป็นอันดับที่ 75 เมื่อเปลี่ยนเกณฑ์จากจำนวนประชากรเป็นจำนวนบริการ
นพ.พีรสิชฌ์ กล่าวว่า ผลดังกล่าวสะท้อนว่าการจัดสรรทรัพยากรต้องพิจารณาว่าแต่ละพื้นที่มีความรับผิดชอบต่อประชาชนและบริการแตกต่างกันอย่างไร โดยบริการพื้นฐานและปฐมภูมิควรพิจารณาจากประชาชนที่ต้องได้รับการดูแลในแต่ละพื้นที่ ส่วนบริการเฉพาะทางและบริการซับซ้อนควรพิจารณาตามบทบาทการรับส่งต่อ ความรุนแรงของผู้ป่วย และประชากรที่โรงพยาบาลรับผิดชอบจริง
นพ.พีรสิชฌ์ กล่าวว่า การวางแผนกำลังคนจึงไม่ควรตอบเพียงว่าอนาคตต้องใช้บุคลากรกี่คน แต่ควรตอบด้วยว่า ประชาชนควรได้รับการดูแลที่ไหน และภายใต้เงื่อนไขใด เนื่องจากที่ตั้งของประชาชนสัมพันธ์กับโอกาสด้านการทำงาน การศึกษา และการดำรงชีวิต ขณะที่การจัดสรรทรัพยากรตามการกระจุกตัวที่เกิดขึ้นแล้วอาจยิ่งเสริมให้ประชาชนและโอกาสกระจุกตัวในพื้นที่เดิมมากขึ้น
นพ.พีรสิชฌ์ กล่าวว่า แบบจำลองสามารถช่วยคำนวณได้ว่า ภายใต้เป้าหมายและสมมติฐานที่กำหนด ประเทศควรผลิตบุคลากรเพิ่มเท่าใดและจัดสรรไปยังพื้นที่ใด แต่ตัวเลขเพียงอย่างเดียวไม่สามารถคลี่คลายเงื่อนไขทั้งหมดของระบบได้ เพราะการวางแผนกำลังคนเกี่ยวข้องทั้งเรื่องการจัดสรรทรัพยากร ภาระงาน ความจำเป็นด้านสุขภาพ และความเป็นธรรม ดังนั้น สิ่งสำคัญของการศึกษาจึงไม่ใช่เพียงการหาคำตอบเชิงปริมาณ แต่คือการเปิดพื้นที่ให้สังคมร่วมพิจารณาว่า ต้องการระบบสุขภาพในอนาคตแบบใด และควรปรับเปลี่ยนกติกาการจัดสรรทรัพยากรใดบ้าง




