‘ตายไม่มีใครรู้’ พุ่ง 8 เท่า สะท้อน กทม. เมืองต่างคนต่างอยู่ จากเดือนละครั้ง สู่สัปดาห์ละ 1 ราย
สถานการณ์ผู้เสียชีวิตภายในบ้านหรือที่พักอาศัยแล้วไม่มีผู้พบเห็นเป็นเวลาหลายวัน จนร่างกายเข้าสู่ภาวะเน่า กลายเป็นอีกภาพสะท้อนของสังคมเมืองที่ผู้คนมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างกันลดลง จากเดิมที่ครอบครัวไทยเป็นครอบครัวขยาย มีพ่อแม่ ปู่ย่า ตายายอยู่ร่วมบ้าน ปัจจุบันเปลี่ยนเป็นครอบครัวเดี่ยว หรือบางคนเลือกใช้ชีวิตเพียงลำพัง ทำให้เมื่อเกิดเหตุไม่คาดคิดขึ้น อาจไม่มีใครรู้ว่าคนที่อยู่ตามลำพังเสียชีวิตไปแล้ว
น.ท.นพ.อรรถสิทธิ์ ดุลอำนวย แผนกนิติเวชศาสตร์ กองพยาธิกรรม โรงพยาบาลภูมิพลอดุลยเดช เปิดเผยจากประสบการณ์ทำงานด้านนิติเวชว่า เมื่อครั้งเป็นแพทย์ประจำบ้านและเรียนเฉพาะทางด้านนิติเวชที่โรงพยาบาลศิริราช ช่วงประมาณปี 2559 พบศพที่เสียชีวิตแล้วร่างกายเน่าประมาณเดือนละ 1 ราย โดยศิริราชรับผิดชอบพื้นที่กรุงเทพฯ ฝั่งธนบุรีเป็นส่วนใหญ่ หลังจากย้ายมาปฏิบัติงานที่โรงพยาบาลภูมิพลอดุลยเดช ซึ่งรับผิดชอบพื้นที่กรุงเทพฯ ตอนเหนือ เช่น บางเขน ดอนเมือง สายไหม และพื้นที่ใกล้เคียง ช่วงแรกก็พบศพเน่าในระดับใกล้เคียงกัน คือประมาณเดือนละ 1 ราย แต่เมื่อเวลาผ่านไปจำนวนกลับเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
จากปีละ 10 ราย พุ่ง 70-80 ราย
น.ท.นพ.อรรถสิทธิ์ กล่าวว่า เมื่อดูสถิติของพื้นที่รับผิดชอบโรงพยาบาลภูมิพลอดุลยเดช พบว่า เดิมมีศพในลักษณะดังกล่าวประมาณปีละ 10 ราย ก่อนเพิ่มขึ้นเป็น 70-80 รายต่อปี ปัจจุบันพบเฉลี่ยประมาณสัปดาห์ละ 1 ราย และในบางช่วง โดยเฉพาะช่วงอากาศร้อน อาจพบถี่ถึง 3 รายในสัปดาห์
“จากเดิมปีละ 10 กว่าราย ตอนนี้กลายเป็นปีละ 70-80 ราย” น.ท.นพ.อรรถสิทธิ์ กล่าว
สำหรับพื้นที่กรุงเทพฯ ตอนเหนือ ปัจจุบันพบศพเน่าประมาณ 5-8 รายต่อเดือน ขณะที่จำนวนศพที่ต้องชันสูตรทั้งหมดอยู่ที่ประมาณ 40-50 รายต่อเดือน ทำให้ศพเน่าคิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 10% ของงานชันสูตรในพื้นที่ และแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง
น.ท.นพ.อรรถสิทธิ์ ระบุว่า บางช่วงที่อากาศร้อน โดยเฉพาะประมาณเดือนเมษายน อาจพบศพในลักษณะดังกล่าวถี่ขึ้น โดยมีบางสัปดาห์พบถึง 3 ราย สะท้อนว่าปัญหานี้ไม่ได้เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนานๆ ครั้งอีกต่อไป แต่กลายเป็นส่วนหนึ่งของงานที่นิติเวชต้องพบเป็นประจำ
วัยแรงงานก็พบ “ตายลำพัง”
ผู้เสียชีวิตที่พบมีอายุตั้งแต่ประมาณ 20 ปี ไปจนถึง 80 ปี ไม่ได้จำกัดเฉพาะผู้สูงอายุ โดยในกลุ่มอายุน้อย ส่วนหนึ่งเป็นคนวัยแรงงานหรือคนงานที่ใช้ชีวิตอยู่ตามลำพัง
น.ท.นพ.อรรถสิทธิ์ ยกตัวอย่างว่า หากคนวัยทำงานคนหนึ่งเจ็บป่วยและไม่ได้ไปทำงานติดต่อกัน 2-3 วัน นายจ้างอาจเป็นผู้สังเกตเห็นความผิดปกติและมาตามหา หรือในกรณีที่พักอาศัยอยู่ในห้องเช่า เพื่อนข้างห้องอาจได้กลิ่นผิดปกติและแจ้งเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบ โดยทั่วไป หากเสียชีวิตในวันแรก ร่างกายอาจยังไม่มีกลิ่นชัดเจน แต่เมื่อผ่านไปประมาณ 3 วัน การเน่าจะชัดเจนขึ้นจนคนรอบข้างสามารถสังเกตได้ และอาจต้องมีการแจ้งตำรวจหรือเข้าไปตรวจสอบห้องพัก
ส่วนกรณีผู้สูงอายุ หลายรายไม่ได้หมายความว่าไม่มีลูกหลาน แต่ลูกหลานทำงานอยู่คนละพื้นที่ พ่อแม่อยู่บ้านเพียงลำพัง และไม่ได้ติดต่อหรือเดินทางมาเยี่ยมกันเป็นประจำ บางครอบครัวอาจติดต่อกันสัปดาห์ละครั้งหรือเดือนละครั้ง กว่าจะทราบว่าพ่อหรือแม่เสียชีวิตก็พบว่าร่างกายเน่าไปแล้ว
จากครอบครัวขยาย สู่คนอยู่คนเดียว
น.ท.นพ.อรรถสิทธิ์ มองว่า สาเหตุหนึ่งที่ทำให้พบกรณีดังกล่าวเพิ่มขึ้นเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างครอบครัวของสังคมไทย
“เดิมครอบครัวประเทศไทยเป็นสังคมขยาย” คือมีพ่อแม่ ปู่ย่า ตายายอยู่บ้านเดียวกัน แต่ปัจจุบันเปลี่ยนเป็นครอบครัวเดี่ยว บางบ้านมีเพียงสามีภรรยา บางคนไม่ได้แต่งงาน หรือแม้แต่คู่รักก็แยกกันอยู่คนละสถานที่ เมื่อเกิดเหตุเสียชีวิตขึ้นจึงไม่มีคนอยู่ใกล้ตัวที่จะสังเกตเห็น
ปัญหาจึงไม่ใช่เพียงเรื่องของผู้สูงอายุ แต่เป็นปัญหาของ “สังคมเมือง” ที่ผู้คนเริ่มไม่มีปฏิสัมพันธ์กับคนรอบข้างมากขึ้น แม้แต่คนที่อาศัยอยู่ห้องข้างๆ หรืออยู่คอนโดเดียวกัน บางครั้งยังไม่รู้จักกัน ไม่รู้ว่าเพื่อนบ้านชื่ออะไร ทำงานอะไร หรือใช้ชีวิตอย่างไร
เมื่อคนหนึ่งเกิดเหตุเจ็บป่วยหรือเสียชีวิตอยู่ภายในห้อง จึงอาจไม่มีใครรู้จนกระทั่งร่างกายเริ่มเน่าและมีกลิ่นออกมา
“ไม่ได้ตั้งใจทอดทิ้ง” แต่ชีวิตมีภาระ
น.ท.นพ.อรรถสิทธิ์ ย้ำว่า ในหลายกรณีที่พบ ผู้เสียชีวิตยังมีลูกหลานและครอบครัว เพียงแต่คนในครอบครัวไม่ได้อยู่ด้วยกัน และไม่ได้ติดต่อกันทุกวัน บางกรณี ลูกอาจพูดคุยกับพ่อหรือแม่ครั้งสุดท้ายเมื่อประมาณ 1 สัปดาห์ก่อน กระทั่งกู้ภัยหรือเจ้าหน้าที่โทรศัพท์ไปแจ้งว่า พ่อเสียชีวิตและร่างกายเริ่มเน่าอยู่ภายในบ้าน ลูกจึงเพิ่งทราบ
“ทุกคนไม่ได้ตั้งใจจะทอดทิ้งพ่อแม่ ทุกคนมีงานมีการทำ มีภาระหน้าที่ที่จะต้องดูแลครอบครัวของตัวเอง” น.ท.นพ.อรรถสิทธิ์ กล่าว
แต่เมื่อทราบข่าว ลูกหลานจำนวนหนึ่งกลับรู้สึกผิดที่ไม่ได้ติดตามหรือกลับไปดูแลพ่อแม่เร็วกว่านั้น จึงกลายเป็นปมทางความรู้สึกภายหลังเกิดเหตุ
แค่ส่งข้อความ ก็ช่วยให้รู้ว่ายังอยู่
น.ท.นพ.อรรถสิทธิ์ กล่าวว่า การติดต่อกันเป็นประจำจึงมีความสำคัญ แม้จะเป็นเพียงการส่งข้อความทักทาย หรือการที่ผู้สูงอายุส่งข้อความผ่านไลน์ในเรื่องทั่วไป เช่น ภาพการ์ตูนหรือข้อความต่างๆ ก็ไม่ควรมองว่าเป็นเรื่องไร้สาระ เพราะอย่างน้อยทำให้ลูกหลานรู้ว่า คนที่อยู่บ้านเพียงลำพังยังมีชีวิตและสามารถติดต่อได้
ขณะเดียวกัน หากมีการติดต่อกันเป็นประจำแล้ววันหนึ่งบุคคลนั้นเงียบหายไป ก็จะสามารถสังเกตเห็นความผิดปกติและเข้าไปตรวจสอบได้เร็วขึ้น
ศพเน่าต้องชันสูตรทุกกรณี
ในมุมงานนิติเวช ศพที่อยู่ในสภาพเน่าจะต้องถูกส่งมาชันสูตรที่โรงพยาบาล เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของร่างกายทำให้ไม่สามารถประเมินสาเหตุการเสียชีวิตจากลักษณะภายนอกได้อย่างชัดเจน
น.ท.นพ.อรรถสิทธิ์ อธิบายว่า เมื่อร่างกายเน่า ผิวหนังจะเปลี่ยนสีและสภาพของบาดแผลจะตรวจสอบได้ยาก แพทย์จึงจำเป็นต้องนำศพเข้าสู่กระบวนการผ่าชันสูตรอย่างละเอียด เพื่อดูว่าก่อนเสียชีวิตมีการบาดเจ็บ เช่น การล้ม ถูกทำร้าย หรือมีสาเหตุอื่นหรือไม่ เพื่อไม่ให้พลาดหลักฐานสำคัญเกี่ยวกับการเสียชีวิต
นอกจากภาระงานที่เพิ่มขึ้นสำหรับแพทย์นิติเวชแล้ว ยังส่งผลต่อญาติและเจ้าของสถานที่ เพราะบ้านหรือห้องพักที่มีศพเน่ามักมีกลิ่นและต้องทำความสะอาดโดยผู้เชี่ยวชาญ ค่าใช้จ่ายอาจอยู่ตั้งแต่หลายพันบาทไปจนถึงหลักหมื่นบาท ขึ้นอยู่กับสภาพสถานที่
ไม่ใช่แค่คนจน ทุกสถานะก็เกิดขึ้นได้
น.ท.นพ.อรรถสิทธิ์ ย้ำว่า ไม่ควรเข้าใจว่าคนที่เสียชีวิตแล้วถูกพบในสภาพเน่าจะต้องเป็นคนยากจนหรืออาศัยอยู่ในห้องเช่าเท่านั้น เพราะจากประสบการณ์พบได้ในทุกกลุ่มและทุกสถานะ
บางคนอาศัยอยู่ในบ้านหลังใหญ่ มีฐานะ มีเงินเดือนหลังเกษียณ แต่ลูกหลานทำงานอยู่ต่างจังหวัดหรือต่างประเทศ ขณะที่เจ้าตัวอยู่บ้านเพียงลำพัง เมื่อเกิดเหตุขึ้นก็อาจไม่มีใครรู้ทันทีเช่นเดียวกัน
จึงเป็นปัญหาที่สะท้อนความโดดเดี่ยวในสังคมเมืองมากกว่าจะเป็นปัญหาเฉพาะของคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง
ไทยยังไม่มีระบบรองรับความโดดเดี่ยว
เมื่อถามถึงระบบรองรับคนที่ใช้ชีวิตตามลำพังในประเทศไทย น.ท.นพ.อรรถสิทธิ์ ระบุว่า ปัจจุบันยังไม่มีระบบที่ชัดเจนในการจัดการกับปัญหาดังกล่าว และที่ผ่านมาเรื่องคนเสียชีวิตอยู่ภายในบ้านจนร่างกายเน่าไม่ได้ถูกให้ความสนใจมากนัก
ขณะที่ในต่างประเทศ โดยเฉพาะบางประเทศในกลุ่มสแกนดิเนเวีย มีแนวทางดูแลผู้สูงอายุและผู้ป่วยที่อยู่คนเดียว เช่น ระบบ Caregiver ที่เปิดให้คนในสังคมสะสมชั่วโมงการดูแลผู้อื่นเป็นเครดิต เมื่อถึงวันที่ตนเองสูงอายุหรือไม่สามารถดูแลตัวเองได้ ก็สามารถใช้ชั่วโมงที่สะสมไว้เพื่อรับการดูแลกลับคืนมา แนวคิดดังกล่าวช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายและทำให้ผู้สูงอายุหรือผู้ป่วยไม่จำเป็นต้องย้ายเข้าไปอยู่สถานดูแลเสมอไป
สำหรับประเทศไทย น.ท.นพ.อรรถสิทธิ์ มองว่า เทคโนโลยีสามารถเข้ามาช่วยได้ เช่น อุปกรณ์ติดตามผู้สูงอายุหรือผู้ที่อยู่ลำพัง ระบบแจ้งเตือนเมื่อเกิดความผิดปกติ หรือการใช้กล้องวงจรปิดให้ครอบครัวสามารถติดตามคนที่อยู่บ้านเพียงลำพังได้
“ตาย” เป็นเรื่องธรรมชาติ แต่ไม่ควรตายแล้วไม่มีใครรู้
น.ท.นพ.อรรถสิทธิ์ กล่าวว่า ความตายเป็นสิ่งที่ไม่มีใครสามารถห้ามได้ แต่สิ่งที่สังคมไม่ควรปล่อยให้เกิดขึ้นคือ การที่คนหนึ่งเสียชีวิตอยู่ภายในบ้านแล้วไม่มีใครรู้เป็นเวลาหลายวัน จนกระทั่งร่างกายเน่า
“มันไม่ควรเกิดขึ้นในสังคมเมือง เราควรที่จะมีระบบในการตรวจจับคนก่อนที่เขาจะเน่า” น.ท.นพ.อรรถสิทธิ์ กล่าว
ตัวอย่างง่ายๆ คือ หากคนที่ปกติไปทำงานทุกวัน วันหนึ่งไม่ไปทำงาน หรือคนที่ต้องมาทำงานตามปกติกลับขาดการติดต่อ ก็ควรมีกลไกให้เพื่อนร่วมงาน เจ้าของบ้าน หรือคนรอบข้างเข้าไปตรวจสอบ เพราะหากพบตั้งแต่วันแรก ก็จะสามารถช่วยเหลือได้ทัน และไม่ปล่อยให้เสียชีวิตอยู่เพียงลำพังจนร่างกายเน่า
ปัญหาสำคัญจึงไม่ใช่เพียงการไม่มีคนอยู่ด้วย แต่คือการที่สังคมเมืองกำลังมีปฏิสัมพันธ์ต่อกันน้อยลงเรื่อยๆ ต่างคนต่างอยู่ และเมื่อเกิดเหตุขึ้น คนรอบข้างอาจไม่รู้ด้วยซ้ำว่าคนที่อยู่ห้องข้างๆ หรือคนที่เคยพบเห็นเป็นประจำหายไปไหน
สังคมต้องสร้าง “ระบบตรวจจับ” ก่อนสายเกินไป
น.ท.นพ.อรรถสิทธิ์ เชื่อว่า หากแนวโน้มยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ปัญหานี้อาจยิ่งพบถี่ขึ้นในอนาคต โดยเฉพาะในกรุงเทพฯ และเมืองขนาดใหญ่ที่มีประชากรจำนวนมาก แต่ผู้คนกลับใช้ชีวิตแยกจากกัน
“มันเกิดขึ้นแล้วจริงที่กรุงเทพฯ” น.ท.นพ.อรรถสิทธิ์ กล่าว พร้อมประเมินจากแนวโน้มที่พบว่า ในอีก 2-3 ปี อาจถึงขั้นพบศพในลักษณะนี้เป็นประจำทุกวัน
สำหรับแพทย์นิติเวชแล้ว สิ่งที่พบจากห้องชันสูตรจึงไม่ได้เป็นเพียงตัวเลขของผู้เสียชีวิต แต่กำลังสะท้อนการเปลี่ยนแปลงของสังคม ตั้งแต่โครงสร้างครอบครัว วิถีการทำงาน การอยู่อาศัย ไปจนถึงความสัมพันธ์ระหว่างคนกับคน
เพราะท้ายที่สุด คนเราอาจเลือกอยู่คนเดียวได้ แต่สังคมไม่ควรปล่อยให้ใครคนหนึ่งตายอย่างโดดเดี่ยวจนไม่มีใครรู้ และกว่าจะมีคนพบเห็น อาจไม่ใช่เพียงการพบผู้เสียชีวิต แต่เป็นการพบ “ศพที่เน่าแล้ว” ซึ่งนั่นหมายความว่า สังคมได้ปล่อยให้ช่วงเวลาที่สามารถช่วยเหลือหรือรับรู้ความผิดปกติผ่านพ้นไปนานเกินกว่าจะย้อนกลับได้แล้ว

