เมื่อไทยกำลังแก่ทั้งประเทศ เปิดทาง ‘Silver Economy’ รับคนสูงวัย

3.10.26 | 08:00 น.

เมื่อไทยกำลังแก่ทั้งประเทศ เปิดทาง ‘Silver Economy’ รับคนสูงวัย

ประเทศไทยกำลังเดินหน้าเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างเต็มรูปแบบ ขณะที่โจทย์สำคัญไม่ได้อยู่เพียงการรองรับจำนวนผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้น แต่คือการทำอย่างไรให้คนไทยมีสุขภาวะดีได้นานที่สุด พึ่งพาตนเองได้นานขึ้น และยังสามารถมีบทบาททางเศรษฐกิจและสังคมได้แม้เข้าสู่วัยสูงอายุ นางภรณี ภู่ประเสริฐ ผู้ช่วยผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และรักษาการผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนสุขภาวะประชากรกลุ่มเฉพาะ (สำนัก 9) กล่าวว่า ข้อมูลปี 2567 ประเทศไทยมีประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปประมาณ 13.68 ล้านคน หรือร้อยละ 20.8 ของประชากร และคาดว่าในปี 2576 จะเพิ่มเป็นประมาณร้อยละ 28 หรือเกือบ 1 ใน 3 ของประชากร


ตัวเลขดังกล่าวทำให้การเตรียมรับสังคมสูงวัยไม่สามารถรอให้ประชาชนเข้าสู่วัย 60 ปีแล้วจึงเริ่มดูแล แต่ต้องเปลี่ยนจากแนวคิด “รอให้ป่วยแล้วจึงรักษา รอให้พึ่งพิงแล้วจึงดูแล” ไปสู่แนวคิด “สร้างนำซ่อม” หรือการสร้างสุขภาวะตั้งแต่ก่อนสูงวัย

เตรียมสูงวัย ต้องเตรียมตั้งแต่วันนี้

นางภรณี กล่าวว่า การเตรียมความพร้อมต้องครอบคลุม 4 มิติ ทั้ง สุขภาพ เศรษฐกิจ สังคม และสภาพแวดล้อม ตั้งแต่การมีกิจกรรมทางกาย รับประทานอาหารเหมาะสม ลดปัจจัยเสี่ยงโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง ป้องกันการหกล้มและภาวะสมองเสื่อม ไปจนถึงการออม การเรียนรู้ตลอดชีวิต การมีงานหรือบทบาทที่เหมาะสม และการออกแบบบ้าน เมือง และพื้นที่สาธารณะให้ผู้สูงอายุใช้ชีวิตได้อย่างปลอดภัย

อีกแนวคิดสำคัญคือ Aging in Place หรือการทำให้ผู้สูงอายุสามารถใช้ชีวิตอยู่ในบ้านและชุมชนที่คุ้นเคยได้อย่างปลอดภัย มีศักดิ์ศรี และยังเชื่อมโยงกับสังคม โดยไม่ฝากภาระทั้งหมดไว้กับครอบครัวหรือระบบสาธารณสุข

Advertisement

เมื่อครอบครัวมีขนาดเล็กลงและผู้สูงอายุอยู่ตามลำพังมากขึ้น จึงจำเป็นต้องสร้าง Care Ecosystem หรือระบบนิเวศการดูแลที่เชื่อมครอบครัว เพื่อนบ้าน ชุมชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ระบบสุขภาพ ภาคประชาสังคม และภาคธุรกิจเข้าด้วยกัน

ตัวอย่างที่ สสส.สนับสนุนคือ “ธนาคารเวลา” (Time Bank) ซึ่งนำเวลาที่แต่ละคนใช้ช่วยเหลือผู้อื่นมาเป็นทุนทางสังคม ขณะที่การออกแบบเพื่อมวลชน หรือ Universal Design ทั้งบ้าน ทางเดิน พื้นที่สาธารณะ และระบบการเดินทาง จะช่วยให้ผู้สูงอายุยังออกจากบ้าน ทำกิจกรรม และพึ่งพาตนเองได้

จากผู้รับสวัสดิการ สู่ “ทุนมนุษย์”

โจทย์ของสังคมสูงวัยจึงไม่ได้มีเพียงค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพหรือสวัสดิการ แต่ยังเกี่ยวข้องกับศักยภาพทางเศรษฐกิจของผู้สูงอายุด้วย โดยแนวคิด “เศรษฐกิจสูงวัย” (Silver Economy) มองผู้สูงอายุในฐานะทั้ง “ผู้รับและผู้ให้” และเป็นกำลังที่สามารถสร้างผลิตภาพให้ประเทศ

นางภรณี เสนอให้ขยับจาก “นโยบายสำหรับผู้สูงอายุ” ไปสู่ “Longevity for All” หรือการสร้างสังคมที่คนทุกวัยสามารถมีอายุยืนอย่างมีคุณภาพ โดยต้องลงทุนตั้งแต่ก่อนสูงวัย ทั้งสุขภาพ การออม การเรียนรู้ การ Reskill/Upskill การมีงานที่เหมาะสม ตลอดจนบ้านและเมืองที่เข้าถึงได้

แนวคิดนี้สอดคล้องกับมุมมองของ พญ.ลัดดา ดำริการเลิศ เลขาธิการมูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนาผู้สูงอายุไทย (มส.ผส.) ที่เห็นว่าประเทศไทยกำลังมุ่งสู่ Super Aged Society ซึ่งจะมีผู้สูงอายุราวร้อยละ 28 ภายในไม่เกิน 10 ปีข้างหน้า ขณะที่อัตราการเกิดลดลง ทำให้ช่องว่างระหว่างประชากรวัยแรงงานกับผู้สูงอายุเพิ่มขึ้น

หนึ่งในคำตอบจึงเป็นการดึงผู้สูงอายุกลับเข้าสู่ระบบการผลิต โดยไม่จำเป็นต้องหมายถึงการกลับไปทำงานเต็มเวลาแบบเดิม เพราะข้อมูลชี้ชัดว่า ผู้สูงอายุร้อยละ 80-90 ยังคงทำงานในภาคอิสระอยู่แล้ว การทำงานของผู้สูงอายุจึงควรออกแบบให้ยืดหยุ่นตามความสามารถและสุขภาพ ทั้งงานบางช่วงเวลา งานที่ใช้ประสบการณ์ และงานที่ไม่จำเป็นต้องใช้แรงมาก ขณะเดียวกันต้องสร้างระบบคุ้มครองทางสังคมที่ครอบคลุมแรงงานเกษตร ประมง และแรงงานอิสระมากขึ้น

New Normal คือ “อายุไม่ใช่ข้อจำกัดของโอกาส”

พญ.ลัดดา ระบุว่า การเปลี่ยนผ่านสู่สังคมสูงวัยยังต้องเปลี่ยนทัศนคติของสังคมไปพร้อมกัน เพราะคนอายุเท่ากันไม่ได้มีความสามารถหรือข้อจำกัดเหมือนกันทั้งหมด การมีโรคประจำตัวหรือ NCD ก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่สามารถทำงานได้ หากมีการประเมินสุขภาพและออกแบบงานให้เหมาะสม

ดังนั้น New Normal ของสังคมสูงวัยจึงไม่ใช่การผลักให้ผู้สูงอายุทุกคนกลับไปทำงาน แต่คือการเปิดโอกาสให้ คนที่ยังทำได้มีพื้นที่ให้ทำ ส่วนคนที่ต้องการความช่วยเหลือต้องได้รับการดูแล โดยไม่ถูกเลือกปฏิบัติด้วยอายุ ท้ายที่สุด การรับมือสังคมสูงวัยจึงไม่ใช่ภารกิจของคนอายุ 60 ปีขึ้นไปเท่านั้น แต่เป็นโจทย์ของคนทุกวัย เพราะคุณภาพชีวิตในวัยสูงอายุเป็นผลสะสมจากสุขภาพ เศรษฐกิจ ความสัมพันธ์ และสภาพแวดล้อมตลอดช่วงชีวิต

เป้าหมายจึงไม่ใช่เพียงการทำให้ผู้สูงอายุ “อยู่รอด” แต่ต้องสร้างสังคมที่ทุกคนสามารถ “อยู่ดี แก่ดี และตายดี” มีสุขภาวะ มีรายได้ มีความสัมพันธ์ มีศักดิ์ศรี และยังมีพื้นที่ในการสร้างคุณค่าให้กับสังคมได้ตามศักยภาพของตนเอง