สภาผู้บริโภคจี้ สส. ถอนร่างแก้ พ.ร.บ.ไทยพีบีเอส หวั่นเปลี่ยน “สื่อสาธารณะ” เป็น “สื่อรัฐ” หลังพบปรับระบบงบประมาณกระทบความเป็นอิสระ
จากกรณีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ได้เสนอการแก้ไข พระราชบัญญัติองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2551 โดยมีสาระสำคัญในการยกเลิกเงินบำรุงองค์การที่ได้รับตามกฎหมายว่าด้วยสุราและกฎหมายว่าด้วยยาสูบ (ยกเลิกมาตรา 12 มาตรา 13 มาตรา 14 มาตรา 15 และ มาตรา 16) และเปลี่ยนรูปแบบเป็นการรับงบประมาณรายจ่ายประจำปีแทน ซึ่งอยู่ระหว่างการเปิดรับฟังความคิดเห็นตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 77 นั้น
เมื่อวันที่2 ตุลาตม สภาองค์กรของผู้บริโภค ในฐานะผู้แทนผู้บริโภคและประชาชน ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งสภาองค์กรข องผู้บริโภค พ.ศ. 2562 และพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 มาตรา 4 ซึ่งกำหนดให้ผู้บริโภคได้รับความคุ้มครองสิทธิที่จะได้รับข่าวสารรวมทั้งพรรณนาคุณภาพที่ถูกต้องและเพียงพอเกี่ยวกับสินค้าหรือบริการ
ได้ออกแถลงการณ์แสดงจุดยืนและข้อเรียกร้องสำคัญ โดยมีรายละเอียดดังนี้
1. การมี “สื่อสาธารณะที่มีความเป็นอิสระ” คือสิทธิขั้นพื้นฐานของผู้บริโภคตามรัฐธรรมนูญ
รัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 41 (1) บัญญัติให้บุคคลและชุมชนย่อมมีสิทธิได้รับทราบและเข้าถึงข้อมูลหรือข่าวสารสาธารณะในครอบครองของหน่วยงานของรัฐ
ตามพระราชบัญญัติองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2551 ได้จัดตั้งองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.) หรือ ไทยพีบีเอส (Thai PBS) เพื่อทำหน้าที่เป็นองค์การสื่อสาธารณะด้านวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ มีฐานะเป็นหน่วยงานของรัฐ และมีวัตถุประสงค์ผลิตรายการข่าวสาร สารประโยชน์ด้านการศึกษา และสาระบันเทิงที่มีสัดส่วนเหมาะสม คุณภาพสูง เน้นความหลากหลาย ปราศจากอคติทางการเมืองและผลประโยชน์เชิงพาณิชย์ โดยยึดถือผลประโยชน์สาธารณะเป็นสำคัญ
ไทยพีบีเอส เสนอข้อมูลข่าวสารที่ตรงไปตรงมา ตามข้อเท็จจริง รอบด้าน เชื่อถือได้ ไม่เสียค่าบริการในการรับชม และปราศจากการครอบงำของพรรคการเมือง ถือเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของผู้บริโภคและเป็นหลักประกันสำคัญในการตรวจสอบอำนาจรัฐและปกป้องประโยชน์ของประชาชนโดยไม่ถูกกดดันจากกลุ่มทุนหรือผู้ใช้อำนาจรัฐ
2. การเปลี่ยนแหล่งที่มารายได้ ทำให้ทีวีสาธารณะกลายเป็นสถานีโทรทัศน์ของรัฐ
ตามกฎหมายปัจจุบัน ส.ส.ท. หรือ ไทยพีบีเอส ได้รับเงินตามกฎหมายว่าด้วยสุราและกฎหมายว่าด้วยยาสูบในอัตราร้อยละ 1.5 ของภาษีที่เก็บจากสุราและยาสูบ โดยมีรายได้สูงสุดปีงบประมาณละไม่เกิน 2,000 ล้านบาท เพื่อสร้างหลักประกันด้านความมั่นคงทางการเงินและความเป็นอิสระจากกลุ่มทุน
หากมีการแก้ไข พ.ร.บ. องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2551 ให้มาใช้
“ระบบงบประมาณรายจ่ายประจำปี” จะทำให้องค์กรสื่อสาธารณะต้องตกอยู่ภายใต้กระบวนการขอรับ การอนุมัติ การตัดลด หรือการต่อรองงบประมาณโดยฝ่ายบริหารและนักการเมืองในแต่ละปี
การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวอาจนำไปสู่การแทรกแซงการเสนอข่าว และสุ่มเสี่ยงทำให้สื่อสาธารณะถูกลดทอนกลายเป็นเพียง “สื่อของรัฐ” ในที่สุด

3. บทบาทของไทยพีบีเอสในการสร้างความเปลี่ยนแปลงด้านการคุ้มครองผู้บริโภค
ไทยพีบีเอสในฐานะสื่อสาธารณะ มีบทบาทสำคัญในการช่วยเหลือและคุ้มครองผู้บริโภคผ่านการรับเรื่องร้องเรียนและเป็นสื่อกลางแก้ปัญหา ผ่านรายการเช่น สถานีประชาชน
ทำหน้าที่เป็นสื่อกลางรับเรื่องร้องทุกข์จากประชาชนที่ถูกเอารัดเอาเปรียบ เช่น การหลอกลวงออนไลน์ สินค้าไม่ตรงปก สัญญาไม่เป็นธรรม หรือภัยมิจฉาชีพ
เป็นสื่อกลางประสานงานร่วมกับหน่วยงานภาครัฐและเอกชน เช่น สภาองค์กรของผู้บริโภค สคบ., อย., สำนักงานตำรวจแห่งชาติ, เครือข่ายภาคประชาชน และภาคเอกชน เพื่อเร่งรัดการแก้ไขปัญหาและติดตามความคืบหน้าอย่างเป็นรูปธรรม
ช่วยขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะและสะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้าง นำไปสู่การเสนอปรับปรุงกฎหมาย สัญญามาตรฐาน หรือมาตรการคุ้มครองผู้บริโภค ในเรื่องต่าง ๆ เช่น ระบบขนส่งสาธารณะทุกจังหวัด, อาคารสูงในซอยแคบ, น้ำท่วมหาดใหญ่ 2568, อาหารปลอดภัย และอาชญากรรมไซเบอร์
จากเหตุผลดังกล่าว สภาผู้บริโภคจึงขอเชิญชวนประชาชนร่วมลงชื่อคัดค้าน พร้อมเรียกร้องให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรผู้เสนอร่างกฎหมายทำการถอนร่างแก้ไข พ.ร.บ. ดังกล่าว เพื่อคงไว้ซึ่งสื่อสาธารณะที่มีความเป็นอิสระและรักษาประโยชน์ของประชาชนต่อไป

