อดีตผู้จัดการ สสส. โต้ ‘ศุภชัย’ ปมเปลี่ยนเส้นเงินภาษีเฉพาะ ลั่น อ่านกฎหมายเป็นก็รู้ เงินกลับเข้ากระเป๋าอุตสาหกรรม
เมื่อวันที่ 5 ตุลาคม ที่โรงแรมอัศวิน แกรนด์ คอนเวนชัน ดร.สุปรีดา อดุลยานนท์ อดีตผู้จัดการสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีรัฐบาลเสนอแก้ไขพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) กองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ พ.ศ.2544 ว่า การแก้ไขครั้งนี้ โดยมีเหตุผลหลักที่อ้างเรื่องวินัยการเงินการคลัง จะส่งผลกระทบต่อ สสส.อย่างแน่นอน โดยเฉพาะมาตรการภาษีแบบ Earmarked Tax หรือภาษีเฉพาะ ซึ่งไม่ใช่เรื่องที่อยู่นอกหลักวิชาการด้านการเงินการคลัง เพราะกฎหมายดังกล่าวถูกยกร่างโดยกระทรวงการคลังเมื่อประมาณ 25 ปีก่อน ภายใต้แนวคิดการเงินการคลังเพื่อสังคม และมีการไปศึกษาระบบภาษีเฉพาะในต่างประเทศ ซึ่งมีการใช้กองทุนลักษณะนี้อยู่ทั่วไป
ดร.สุปรีดา กล่าวว่า หัวใจของแนวคิดดังกล่าวคือ Polluter Pays หรือผู้สร้างมลพิษและผู้สร้างผลกระทบทางลบต่อสุขภาพต้องมีส่วนรับผิดชอบ โดยในมุมของ สสส. อุตสาหกรรมที่ส่งผลกระทบสูงต่อสุขภาพ 2 อุตสาหกรรม คือ สุราและยาสูบ มีการเก็บภาษีอยู่แล้ว และนอกจากการจัดเก็บภาษีแล้ว ยังนำภาษีส่วนนี้กลับมาสร้างเสริมสุขภาพ รวมถึงลดการบริโภคปัจจัยเสี่ยงทั้ง 2 ประเภท ซึ่งเขียนไว้ในกฎหมายอย่างชัดเจน
“ถ้าตัดส่วนนี้ไป อุตสาหกรรมทั้ง 2 ก็ไม่มีภาระที่จะต้องจ่าย อันนี้ยืนยันชัดเจน ไปถามรองนายกฯ เอกนิติ หรือถามใครก็ได้ มีบางคนยังบิดเบือนอยู่ว่า ก็คืนไปที่กรมสรรพสามิต แต่ไม่ใช่ อันนี้จ่ายตรงจากบริษัท กรมสรรพสามิตเพียงเป็นผู้รับฝากไปเก็บมาให้ พอเขาเก็บภาษีส่วนใหญ่ของเขาอยู่แล้ว พอกฎหมายฉบับต่างๆ ออก เขาก็ไปช่วยเก็บให้และนำส่ง” ดร.สุปรีดา กล่าว
ดร.สุปรีดา กล่าวว่า ดังนั้น หากยกเลิกมาตราเหล่านี้ ผลกระทบประการที่ 1 กรมสรรพสามิตก็จะเลิกเก็บและเลิกส่งเงินดังกล่าว ทำให้เงินประมาณ 14,000 ล้านบาท หายไปจากเงินสาธารณะและกลับเข้าสู่กระเป๋าของอุตสาหกรรมทั้ง 2 อุตสาหกรรม ซึ่งอาจทำให้มีเงินไปทำการตลาดต่างๆ เพิ่มขึ้น สิ่งแรกที่สูญเสียคือรัฐสูญเสียรายได้ที่จะนำมาทำงานด้านนี้
“ไม่ได้ถึงกับเสีย แต่ว่าจะไปใช้งบประมาณแผ่นดิน คือไปแย่งเค้กก้อนเดิม ซึ่งมีอยู่แล้ว ก็บ่นว่าเราก็ลำบาก เงินไม่เคยพอทั้งคู่ ต้องยืมอะไรต่างๆ ฉะนั้นในมุมนี้คือความเสียหายแรก งบประมาณที่พึงจะต้องใช้กับเรื่องสำคัญ ซึ่งกฎหมาย 4 ฉบับได้เขียนไว้ ก็จะถูกลดทอนลง” ดร.สุปรีดา กล่าว
ดร.สุปรีดา กล่าวต่อว่า ผลกระทบประการที่ 2 คือ การจัดเก็บภาษีเป็นหนึ่งในมาตรการสำคัญในการควบคุมปัจจัยเสี่ยง โดยหลักวิชาการชี้ชัดว่ามาตรการทางภาษีมีความสำคัญอย่างมาก ดังนั้น เมื่ออุตสาหกรรมไม่ต้องจ่ายภาษีส่วนดังกล่าว รายได้ของอุตสาหกรรมก็จะดีขึ้น และผลกระทบจากการขึ้นราคาเพื่อควบคุมการบริโภคก็จะลดลง ส่งผลเสียโดยตรงต่อการควบคุมการบริโภคยาสูบและเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และ ประการที่ 3 หาก สสส.ถูกกำหนดให้เข้าสู่ระบบงบประมาณแผ่นดินตามปกติ ก็จะเกิดปัญหาเรื่องความไม่แน่นอนของงบประมาณ ซึ่งเป็นเหตุผลสำคัญที่องค์การอนามัยโลกให้ความสำคัญกับกระบวนการที่มีความแน่นอนสำหรับงานระยะยาว และความมั่นคงทางการเงินการคลัง โดยองค์การอนามัยโลกใช้แนวคิด Sustainable and Innovative Financing for Health Promotion หรือการเงินการคลังที่ยั่งยืนสำหรับการสร้างเสริมสุขภาพ ดังนั้น หาก สสส.ต้องใช้งบประมาณแผ่นดินตามปกติ ก็จะกระทบต่อความต่อเนื่องและการทำงานของ สสส. ซึ่งเป็นงานระยะยาว
เมื่อถามว่าภาษีเฉพาะกับงบประมาณแผ่นดินเป็นคนละส่วนกันหรือไม่ ดร.สุปรีดา กล่าวว่า “แน่นอน” พร้อมระบุว่า หากถามกระทรวงการคลัง หรือผู้ที่ริเริ่มกฎหมายดังกล่าวในอดีต ก็สามารถยืนยันได้ว่า กฎหมายถูกออกแบบให้เป็น Surcharge Tax หรือภาษีเพิ่ม ที่เก็บโดยตรงจากอุตสาหกรรมเข้าสู่ 4 กองทุนที่กฎหมายกำหนด หรือที่เรียกว่า “ภาษีเฉพาะ” ไม่ได้เป็นการนำเงินจากภาษีสรรพสามิตมาแบ่งใหม่
“ไม่ได้ไปแบ่งเค้กมาจากภาษีสรรพสามิต ซึ่งอุตสาหกรรมเหล่านี้จ่ายให้กรมสรรพสามิตอยู่แล้ว ฉะนั้นพอยกเลิกเขาก็ไม่ต้องจ่ายเพิ่ม แล้วก็กลับไปแย่งก้อนเค้กนั้นด้วยกัน” ดร.สุปรีดา กล่าว
เมื่อถามต่อว่ารัฐบาลให้เหตุผลทางวินัยการคลัง ดร.สุปรีดา กล่าวว่า มีหลายคนพูดถึงวินัยการคลังเยอะ แต่วินัยการเงินการคลัง ไม่ได้หมายถึงว่าเอาเงินทั้งหมดไปวางรวมไว้ในกองกลางและจัดสรรโดยรัฐบาลหรือผู้แทนเท่านั้น แม้ว่าเงินส่วนใหญ่ควรผ่านช่องทางนี้ เราก็สนับสนุน แต่เพราะทั่วโลกมี Earmarked Tax ในลักษณะเป็นเส้นเลือดฝอย ในการใช้เงินอย่างคุ้มค่า ขณะที่งบประมาณหลักเป็นเส้นเลือดใหญ่ โดยงบของ สสส.มีสัดส่วนเพียงประมาณ 0.01% ของงบประมาณแผ่นดิน และไม่ได้เป็นส่วนที่จะทำให้วินัยการเงินการคลังเสียหาย มีอีกหลายเรื่องที่รัฐบาลควรไปกวดขันวินัย
“บางทีถ้าไม่กำหนดย่อยอย่างนี้ เวลาไปรวมอยู่ในตุ่มกลาง มันจะถูกลดทอนความสำคัญ แล้วจุดที่เขาสร้างปัญหาให้จากภาษีนี้ไม่ได้ถูกไปใช้แก้ที่ต้นเหตุ” ดร.สุปรีดา กล่าว พร้อมยกตัวอย่างแนวคิดกองทุนอากาศสะอาด ซึ่งให้ผู้สร้างมลพิษมีส่วนจ่ายเพื่อชดเชยความเสียหาย เป็นกลไกที่มีการพูดถึงในหลายประเทศ
เมื่อถามว่ามีการประเมินหรือไม่ว่าถ้าถูกตัดงบประมาณจริงๆ แล้ว สสส. จะมีงบเหลือเท่าไหร่ กระทบการทำงานอย่างไร ดร.สุปรีดา กล่าวว่า หากต้องเปลี่ยนไปของบประมาณแผ่นดิน ตนไม่สามารถตอบได้ว่าจะได้รับงบประมาณเท่าไหร่ เพราะเป็นสิ่งที่ไม่รู้ และต้องฝากไว้กับกระบวนการจัดสรรงบประมาณ
“ถ้าหากว่างานของ สสส.เองทำให้ผู้ที่จะอนุมัติงบประมาณไม่มีความสุข เขาก็คงจะตัดเท่าไหร่ก็ได้ ไม่นับว่าเราเป็นหน้าใหม่ที่ไปยื่นขอ จะไปแย่งเค้กซึ่งมีเจ้าของเดิมอยู่แล้วเต็มไปหมดได้อย่างไร” ดร.สุปรีดา กล่าว
ดร.สุปรีดา กล่าวว่า ยกตัวอย่างเมื่อประมาณ 3-4 ปีก่อนที่เกิดสภาองค์กรของผู้บริโภคขึ้นมาเป็นองค์กรใหม่ เมื่อเกิดขึ้นก็ชัดเจนว่าจะต้องมีงบประมาณแผ่นดินก้อนใหม่ แต่ต้องใช้เวลาหลายปีกว่าจะได้งบก้อนแรก ทั้งที่มีกฎหมายออกมาแล้ว เพราะเมื่อจะไปแย่งช่องงบประมาณต่างๆ ทุกหน่วยงานก็มีงบประมาณของตัวเองและต่างก็บอกว่าถูกตัดงบประมาณ
“แล้วถึงเวลาหน้าใหม่เหล่านี้ก็ถูกลืมก็เป็นไปได้ เราไม่รู้ ผมตอบคำถามนั้นไม่ได้”ดร.สุปรีดา กล่าว
เมื่อถามถึงความกังวลกรณีร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวเปิดรับฟังความคิดเห็น และมีหลายภาคส่วนเข้าไปแสดงความคิดเห็น ดร.สุปรีดา กล่าวว่า ยินดีรับฟังความคิดเห็น เพราะในสังคมประชาธิปไตยต้องยอมรับความคิดเห็นที่แตกต่าง เพียงแต่ต้องให้ข้อมูลที่ถูกต้อง
“ตอนนี้หลายข้อมูลจากโฆษกรัฐบาลบิดเบือน ไม่เป็นความจริงชัดๆ ซึ่งผมยังอยากจะยุให้ท่านโฆษกไปถามท่านรัฐมนตรีคลังดูในบางข้อที่ผมพูด” ดร.สุปรีดา กล่าว
เมื่อถามว่า นายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ และประธานฝ่ายกฎหมายพรรคภูมิใจไทย แย้งว่าเป็นการเปลี่ยนเส้นเงิน จากดึงตรงเข้ากองทุน ไปเข้ารายได้รัฐแทน แต่ยังเก็บภาษีจากผู้ประกอบการเหมือนเดิม ดร.สุปรีดา กล่าวว่า ขอให้ไปสอบถามรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เพราะเรื่องดังกล่าวไม่ใช่เพียงการเปลี่ยนเส้นทางของเงิน
“นั่นคือข่าวเท็จ จะแบบใครอ่านกฎหมายเป็นก็รู้ แล้วก็ความเป็นจริง โมเดลที่คลังเสนอ ก็บอกอย่างนี้ นี่คือ Surcharge Tax ที่มีเส้นทางเพิ่มมาแล้ว ถ้าเลิกเก็บก็กลับเข้ากระเป๋าอุตสาหกรรม ไม่ใช่แค่เปลี่ยนเส้นทาง แต่เลิกเก็บ” ดร.สุปรีดา กล่าว
ทั้งนี้ ดร.สุปรีดา ระบุว่า หากถามคนที่รู้เรื่องการคลังเป็นอย่างดี จะทราบว่าการจัดเก็บดังกล่าวเป็นภาษีที่มีเส้นทางการจัดเก็บเพิ่มขึ้นมา และหากยกเลิกการจัดเก็บ ก็หมายถึงการเลิกเก็บ ไม่ใช่เพียงการเปลี่ยนเส้นทางของเงิน
เมื่อถามถึงการบริหารจัดการเงินงบประมาณที่ได้อย่างไรบ้าง ดร.สุปรีดา กล่าวว่า กฎหมายได้ออกแบบกลไกการกำกับดูแลไว้อย่างรัดกุม โดย สสส.เป็นหนึ่งในองค์กรไม่กี่แห่งที่มีคณะกรรมการ 2 ชุด ได้แก่ คณะกรรมการกองทุน ซึ่งมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานมาตลอด 25 ปี และมีผู้แทนจาก 9 กระทรวง รวมถึงคณะกรรมการประเมินผลที่ตั้งโดยกระทรวงการคลัง ทำหน้าที่ประเมินผลการทำงานของคณะกรรมการบริหาร นอกจากนี้ คณะกรรมการประเมินผลยังทำงานเต็มเวลา มีตัวชี้วัดที่ชัดเจน และในช่วงสำคัญทุก 5 ปี หรือ 10 ปี จะมีการเชิญผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศเข้ามาประเมิน โดยมีผู้เชี่ยวชาญจากธนาคารโลก องค์การอนามัยโลก และองค์กรอื่นๆ เข้ามาร่วมประเมินอย่างเป็นอิสระ รวมถึง สสส.ยังอยู่ภายใต้การตรวจสอบของสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ทุกปี และต้องรายงานต่อรัฐสภาทุกปี
“การให้เงินนี้มาไม่ได้ปล่อยปละละเลยอย่างไม่มีวินัยเลย ตรงกันข้าม เงื่อนไขของกระบวนการ Governance ต่างๆ ถูกออกแบบเป็นพิเศษ” ดร.สุปรีดา กล่าว




