‘จุลพันธ์’ ชูแผน สปส. 5 ปี เร่งดึงคนกลุ่มใหม่เข้าระบบ ตั้งเป้าผลตอบแทนลงทุนเกิน 5% รับสังคมสูงวัย
เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม ที่อาคารศูนย์การประชุม อิมแพ็ค ฟอรั่ม เมืองทองธานี สำนักงานประกันสังคม (สปส.) จัดประชุมรับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องต่อการจัดทำแผนปฏิบัติราชการสำนักงานประกันสังคม ระยะ 5 ปี (พ.ศ.2571-2575) โดยมี นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เป็นประธานเปิดการประชุม พร้อมรับฟังการนำเสนอร่างแผนและความคิดเห็นจากผู้เข้าร่วม เพื่อนำข้อเสนอไปประกอบการจัดทำแผนปฏิบัติราชการฉบับใหม่ของสำนักงานประกันสังคม
นายจุลพันธ์ กล่าวถึงสาระสำคัญและความจำเป็นในการจัดทำแผนปฏิบัติการระยะ 5 ปีของสปส. ว่า เป็นไปตามกฎหมายที่หน่วยงานรัฐทุกหน่วยงานต้องจัดทำแผนปฏิบัติการระยะ 5 ปี โดยสำนักงานประกันสังคมเป็นหนึ่งในหน่วยงานที่มีความสำคัญและดูแลประชาชนหลายสิบล้านคน
“ต้องชื่นชมสปส. ที่ดำเนินการค่อนข้างเร็ว หากเทียบกับหน่วยงานรัฐอื่นๆ ในการเร่งดำเนินการเพื่อให้มีแผนที่สมบูรณ์ โดยได้รับความร่วมมือระหว่างสำนักงานประกันสังคมกับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ในการยกร่างแผนดังกล่าว ซึ่งในวันนี้เป็นการประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อรับฟังความคิดเห็น” นายจุลพันธ์ กล่าว
นายจุลพันธ์ กล่าวว่า สำหรับแผนดังกล่าวเป็นแผนในช่วงปี 2571-2575 ประกอบด้วย 4 ยุทธศาสตร์สำคัญ ได้แก่ 1.การจัดทำกระบวนการและระบบดิจิทัลที่เชื่อถือได้ 2.การยกระดับความคุ้มครองและการบริการเชิงรุก 3.การสร้างความยั่งยืนและธรรมาภิบาลของทั้งสองกองทุน และ 4.การยกระดับองค์กรแห่งความเชื่อมั่นและกำลังพล ซึ่งจากแผนปฏิบัติการที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ร่วมมือกับสปส. จัดทำขึ้น เห็นได้ว่าเป็นแผนที่ดูถึงเทรนด์และจุดเปลี่ยนของสปส.ในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องระบบไอทีที่จะต้องนำมาให้บริการรองรับประชาชน รวมถึงการทำให้ผู้ประกันตนเข้าสู่สิทธิได้โดยไม่ต้องร้องขอ
“เป็นสิ่งซึ่งเราพยายามที่จะขับเคลื่อนสปส.ให้ไปสู่จุดที่จะสามารถให้บริการกับผู้ประกันตนได้โดยที่เขาไม่ต้องเรียกร้องสิทธิ” นายจุลพันธ์ กล่าว
นายจุลพันธ์ กล่าวว่า การดำเนินการดังกล่าวต้องพัฒนาทั้งระบบไอทีและกระบวนการภายใน เพื่อรองรับการพัฒนาและการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นในระยะถัดไป ขณะที่เรื่องการสร้างความยั่งยืนและธรรมาภิบาล รวมถึงการยกระดับองค์กรแห่งความเชื่อมั่น เป็นโจทย์ที่มีการให้ไว้กับบอร์ดประกันสังคมและผู้บริหารสำนักงานประกันสังคมอยู่แล้ว
“เรื่องการที่เราจะต้องดึงความเชื่อมั่นของผู้ประกันตนกลับมา เราต้องสร้างความโปร่งใส สร้างธรรมาภิบาลเพื่อให้ผู้ประกันตนทุกคนเกิดความเชื่อมั่นในการเข้าสู่กระบวนการของการประกันสังคม” นายจุลพันธ์ กล่าว
นายจุลพันธ์ กล่าวต่อว่า อีกประเด็นสำคัญ คือการขยายฐานผู้ประกันตน เพื่อสร้างความครอบคลุมและสร้างตาข่ายรองรับทางสังคมให้ทั่วถึงกับกลุ่มใหม่ๆ เช่น กลุ่มแม่บ้าน และกลุ่มลูกจ้างทำงานบนเรือ ซึ่งเพิ่งเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี และหลังจากนี้จะมีกลุ่มใหม่ๆ เช่น กลุ่มแพลตฟอร์มเวิร์กเกอร์ คนที่ทำงานออนไลน์ และคนที่ทำงานในแพลตฟอร์มต่างๆ เพื่อสร้างความคุ้มครองที่เหมาะสมให้กับคนแต่ละกลุ่มเพิ่มเติมต่อไป เพื่อที่จะดึงให้คนเข้ามาร่วมมือกับทางสปส.ให้มากขึ้น
เมื่อถามถึงกรณีที่ในปี 2579 จะมีผู้เกษียณอายุเพิ่มมากขึ้น ขณะที่จำนวนผู้ส่งเงินสมทบอาจลดลง และสปส.มีความกังวลหรือเตรียมพร้อมในเรื่องดังกล่าวอย่างไร นายจุลพันธ์ กล่าวว่า ได้ดำเนินการมาตั้งแต่วันแรกที่เข้ามาทำงาน โดยปัจจัยสำคัญประการแรกคือ เรื่องสังคมสูงวัย ซึ่งนับวันจะเพิ่มมากขึ้น ขณะที่รูปแบบของคนที่เข้าสู่ระบบประกันสังคมและส่งเงินสมทบก็เปลี่ยนแปลง จากมาตรา 33 ซึ่งเป็นกลุ่มคนทำงานประจำ ไปเป็นกลุ่มที่ทำงานอิสระหรือกลุ่มอื่นๆ มากขึ้น ทำให้การส่งเงินเข้าสู่กองทุนชะลอตัวลง
“สิ่งที่ต้องปรับเปลี่ยนคือ ต้องพิจารณาแต่ละตะกร้าที่มี ทั้งมาตรา 33 มาตรา 39 และมาตรา 40 ว่าแต่ละกลุ่มมีโครงสร้างและรูปแบบที่เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบันหรือไม่ และมีความจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนอะไรหรือไม่ เพื่อให้เม็ดเงินที่ส่งเข้ากองทุนกับสิทธิประโยชน์ที่จะได้รับในบั้นปลายมีความสมดุลและเหมาะสม” นายจุลพันธ์ กล่าว
นายจุลพันธ์ กล่าวต่อว่า ประการที่ 2 คือการใช้โจทย์ เฉลี่ยทุกข์ เฉลี่ยสุข ด้วยการดึงการมีส่วนร่วมและดึงคนกลุ่มใหม่ๆ เข้าสู่ระบบประกันสังคมเพิ่มมากขึ้น ประการที่ 3 คือการเพิ่มอัตราผลตอบแทนที่คาดหวังจากการลงทุนของสำนักงานประกันสังคม เพื่อเพิ่มเงินขาเข้าให้มากกว่าเงินขาออก
“วันนี้ก็เป็นการปรับอัตราผลตอบแทนให้มากกว่า 5% แล้ว ซึ่งถ้าเป็นอย่างนั้นจริง ในระยะเวลาต่อๆ ไป ขั้นตอนต่อไป เมื่อมีการเติบโตของเม็ดเงินที่มากกว่าเดิม ก็จะเพียงพอในการที่จะรองรับในส่วนของบำนาญชราภาพที่จะเกิดขึ้นในอนาคตในระยะยาว” นายจุลพันธ์ กล่าว และว่า สปส.ไม่ได้อยู่นิ่ง แต่มีการปรับเปลี่ยนการบริหารจัดการและการบริหารเม็ดเงิน เพื่อยืนยันว่าเงินในส่วนของบำนาญชราภาพจะไม่เกิดปัญหาในอนาคต และขณะนี้อยู่ระหว่างดำเนินการในเรื่องดังกล่าว


