‘จุลพันธ์’ หารือทูตไทย ณ กรุงเทลอาวีฟ ประเมินพื้นที่เสี่ยง เร่งยกระดับความปลอดภัยแรงงาน 6.8 หมื่นคน

9.10.26 | 14:27 น.

‘จุลพันธ์’ หารือทูตไทย ณ กรุงเทลอาวีฟ ประเมินพื้นที่เสี่ยงอิสราเอล เร่งยกระดับความปลอดภัยแรงงาน 6.8 หมื่นคน

เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม ที่กระทรวงแรงงาน นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ได้ให้การต้อนรับและหารือร่วมกับ นายบุญญฤทธิ์ วิเชียรพันธุ์ เอกอัครราชทูตวิสามัญผู้มีอำนาจเต็ม ประจำสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเทลอาวีฟ เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลสถานการณ์ด้านความมั่นคง (Security Briefing) ในรัฐอิสราเอล ตลอดจนแนวทางการดูแลคุ้มครองสิทธิประโยชน์และความปลอดภัยของแรงงานไทย โดยมี พ.ต.ท.วรรณพงษ์ คชรักษ์ ปลัดกระทรวงแรงงาน นายสมาสภ์ ปัทมะสุคนธ์ อธิบดีกรมการจัดหางาน นายศักดินาถ สนธิศักดิ์โยธิน ผู้ช่วยปลัดกระทรวงแรงงาน น.ส.ธิดารัตน์ ยิ่งเจริญ ที่ปรึกษาของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ร่วมหารือ


นายจุลพันธ์ กล่าวว่า รัฐอิสราเอลเป็นตลาดแรงงานต่างประเทศที่สำคัญยิ่งของไทย โดยเฉพาะภาคเกษตรกรรมและภาคก่อสร้าง ซึ่งรายได้จากการส่งกลับของแรงงานไม่เพียงช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของครอบครัว แต่ยังเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศไทย

สำหรับการหารือในครั้งนี้ประเด็นสำคัญ ได้แก่ สถานการณ์ด้านความมั่นคงและการกระจายตัวของแรงงานไทยในอิสราเอล ซึ่งปัจจุบันมีแรงงานไทยพำนักอยู่ประมาณ 68,000 คน แบ่งเป็นแรงงานถูกกฎหมายประมาณ 57,000 คน และผิดกฎหมายประมาณ 11,000 คน โดยแบ่งพื้นที่ความเสี่ยงออกเป็น 3 ภาคส่วนหลัก ได้แก่ 1.ภาคใต้ตอนบน รอบฉนวนกาซา โดยมีแรงงานไทยประมาณ 21,000 คน แม้ฝ่ายอิสราเอลจะยังคงมาตรการรักษาความปลอดภัยและกำลังทหารเข้มข้น แต่ยังคงต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด 2.ภาคเหนือ ชายแดนเลบานอนและซีเรีย โดยมีแรงงานไทยประมาณ 15,000 คน มีความเสี่ยงจากการปะทะข้ามพรมแดนและการโจมตีด้วยจรวดหรือโดรน 3.ตอนกลางและภาคใต้ตอนล่าง โดยมีแรงงานไทยประมาณ 32,000 คน ซึ่งถือเป็นพื้นที่ปลอดภัยสูง เนื่องจากมีระบบป้องกันภัยทางอากาศที่ดีและได้รับผลกระทบน้อย

ทั้งนี้ ทั้งสองฝ่ายได้ร่วมกันพิจารณาแนวทางการยกระดับความปลอดภัย การติดต่อสื่อสารฉุกเฉิน การเตรียมความพร้อมของห้องหลบภัย (Shelter) ตลอดจนการใช้ระบบดิจิทัล เช่น SMART TOEA ในการติดตามพิกัดและแจ้งเตือนภัย เพื่อให้มั่นใจว่าแรงงานไทยจะได้รับการคุ้มครองดูแลอย่างรวดเร็วและปลอดภัยสูงสุด พร้อมทั้งผลักดันมาตรการป้องกันการลักลอบทำงานผิดกฎหมายและการช่วยเหลือเยียวยาผ่านกองทุนเพื่อช่วยเหลือคนหางานไปทำงานในต่างประเทศอย่างมีประสิทธิภาพต่อไป

Advertisement