ภาคประชาชนชี้ไทยจำเป็นต้องมี Earmark Tax ค้ำจุนสุขภาพและสังคม ชวนส่งเสียงก่อน 14 ต.ค.

9.10.26 | 15:48 น.

ภาคประชาชนชี้ไทยจำเป็นต้องมี Earmark Tax ค้ำจุนสุขภาพและสังคม ชวนส่งเสียงก่อน 14 ต.ค.


วันนี้ (9 ตุลาคม 2569) นายพรหมมินทร์ กัณธิยะ ผู้อำนวยการสำนักงานเครือข่ายลดอุบัติเหตุ (สคอ.) กล่าวถึงกรณีข้อเสนอปรับเปลี่ยนกลไกการจัดสรรเงินบำรุงจากภาษีสุราและยาสูบ ซึ่งเกี่ยวข้องกับ 4 กองทุน ได้แก่ 1.ร่าง พ.ร.บ.องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.) หรือ ไทยพีบีเอส 2.ร่างพ.ร.บ.กองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) 3.ร่างพ.ร.บ.ผู้สูงอายุ และ 4. ร่างพ.ร.บ.การกีฬาแห่งประเทศไทย ที่ขณะนี้ ทั้ง 4 ร่าง ยังอยู่ในขั้นรับฟังความคิดเห็นจนถึงวันที่ 14 ตุลาคม 2569 นั้น ประเทศไทยจำเป็นต้องมีกลไกทางการเงินที่ช่วยให้ภารกิจเพื่อประโยชน์สาธารณะดำเนินต่อเนื่อง แม้เผชิญความผันผวนทางการเมืองและข้อจำกัดด้านงบประมาณ โดยมีประเด็นสำคัญ คือ การมีระบบ Earmark Tax ลดผลกระทบจากความผันผวนทางการเมือง ซึ่งเป็นกลไกภาษีเพื่อวัตถุประสงค์เฉพาะ

“Earmark Tax กำหนดให้รายได้ภาษีบางส่วน เช่น ภาษีสุราและยาสูบ จัดสรรให้กองทุนตามกฎหมาย ช่วยลดการพึ่งพางบประมาณประจำปีเพียงช่องทางเดียว และสนับสนุนงานป้องกันปัญหาสุขภาพและสังคม โดยยังต้องมีระบบกำกับดูแลและตรวจสอบที่โปร่งใส ทั้งนี้ ความต่อเนื่องของเงินทุนขึ้นอยู่กับกฎหมาย รายได้ และการบริหารจัดการของแต่ละกองทุน สิ่งสำคัญไม่ใช่เพียงการมีเงินสนับสนุน แต่คือการทำให้งานป้องกันสุขภาพ ความปลอดภัยทางถนน และการสื่อสารสาธารณะเดินหน้าต่อเนื่อง ไม่สะดุดตามความผันผวนทางการเมือง” นายพรหมมินทร์ กล่าว

นายพรหมมินทร์ กล่าวว่า ในอดีตเรามีบุคคลสำคัญที่ได้วางรากฐานจากยุทธศาสตร์ไว้ กลไกเหล่านี้เกิดจากวิสัยทัศน์ของแพทย์ชนบทและนักปฏิรูประบบสุขภาพรุ่นบุกเบิก โดยอาศัยแนวคิด สามเหลี่ยมเขยื้อนภูเขา ของ ศ.เกียรติคุณ นพ.ประเวศ วะสี ที่เชื่อมพลังวิชาการ พลังสังคม และพลังนโยบายเข้าด้วยกัน บุคคลสำคัญ ได้แก่ นพ.สงวน นิตยารัมภ์พงศ์ ผู้มีบทบาทผลักดันหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า นพ.วิชัย โชควิวัฒน์ ผู้มีบทบาทในการผลักดัน สสส. และงานสื่อสาธารณะ รวมถึง นพ.สุวิทย์ วิบูลย์ผลประเสริฐ นพ.มงคล ณ สงขลา นพ.อมร นนทสุต และ นพ.สมศักดิ์ ชุณหรัศมิ์ ผู้มีส่วนสำคัญในการพัฒนางานสาธารณสุขมูลฐาน งานวิจัยเชิงระบบ และนโยบายสุขภาพ กลไกเหล่านี้จึงเปรียบเสมือนป้อมปราการทางสังคมที่ช่วยคุ้มครองสุขภาวะและสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน

Advertisement

“ลูกหลานไทยต้องรู้เท่าทันผลประโยชน์ พร้อมร่วมกันปฏิรูป แม้โครงสร้างเดิมควรได้รับการทบทวนให้ทันต่อบริบทใหม่ แต่การเปลี่ยนแปลงต้องตั้งอยู่บนข้อมูลรอบด้าน โปร่งใส และคำนึงถึงประโยชน์ประชาชนเป็นหลัก โดยต้องประเมินให้ชัดว่า หากเปลี่ยนระบบจัดสรรภาษีและนำเงินกลับเข้าสู่งบประมาณปกติ จะมีหลักประกันอย่างไรให้งานสร้างเสริมสุขภาพ ลดอุบัติเหตุทางถนน ป้องกันโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) และสื่อสาธารณะดำเนินต่อเนื่อง พร้อมพิจารณาผลประโยชน์ของทุกฝ่ายอย่างรอบคอบ โดยไม่ด่วนสรุปเจตนาหากไม่มีหลักฐาน การทบทวนระบบเป็นสิ่งที่ทำได้ แต่ต้องตอบให้ชัดว่า การเปลี่ยนแปลงนั้นทำให้ประชาชนได้รับประโยชน์มากขึ้นจริงหรือไม่ และมีหลักประกันอย่างไรว่า งานป้องกันที่สำคัญจะไม่สะดุดลงระหว่างทาง” นายพรหมมินทร์ กล่าวและว่า การปฏิรูปไม่จำเป็นต้องหมายถึงการรื้อระบบเดิมทั้งหมด แต่ควรพัฒนากลไกให้โปร่งใส มีประสิทธิภาพ เป็นธรรม และตรวจสอบได้ ควบคู่กับการรักษาความต่อเนื่องของงานเพื่อประโยชน์สาธารณะ ทุกบาทต้องตรวจสอบได้ และต้องมีหลักประกันว่างานป้องกันสุขภาพและความปลอดภัยทางถนนจะเดินหน้าต่อเนื่อง เพราะความสำเร็จของงานป้องกัน คือเหตุที่ไม่เกิด คนที่ไม่บาดเจ็บ และชีวิตที่ไม่สูญเสีย ดังนั้น จึงขอเชิญชวนภาคีเครือข่าย คนทำงานด้านสุขภาพและความปลอดภัยทางถนน เยาวชน ชุมชน และประชาชน ร่วมติดตามข้อมูลและแสดงความคิดเห็นก่อนวันที่ 14 ตุลาคม 2569 เพื่อให้การพิจารณานโยบายคำนึงถึงความโปร่งใส ประสิทธิภาพ และความต่อเนื่องของงานเพื่อประโยชน์สาธารณะอย่างยั่งยืน