พนัส ลั่น ถ้าขอทักษิณ-จุลพันธ์ ช่วยหาเสียงก็ได้ 2 แสนคะแนน แต่ไม่ทำ เหตุทำลายหลักการประกันสังคม

12.10.26 | 11:26 น.

พนัส อ้างถึง ‘ทักษิณ-จุลพันธ์’ ลั่นถ้าช่วยหาเสียงก็ได้ 2 แสนคะแนน แต่ไม่ทำ เหตุทำลายหลักการประกันสังคม

เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม นายพนัส ไทยล้วน อดีตกรรมการประกันสังคม 8 สมัย และประธานสภาองค์การลูกจ้างสภาแรงงานแห่งประเทศไทย ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการกรรมกรข่าวคุยนอกจอ ภายหลังที่มีผลการเลือกตั้งคณะกรรมการประกันสังคม หรือบอร์ดประกันสังคมอย่างไม่เป็นทางการ ซึ่งมีการนับคะแนนแล้วประมาณ 85% รวมมากกว่า 5 ล้านคะแนน โดยทีมประกันสังคมก้าวหน้าคว้า 1-7 อันดับแรกของผลคะแนนทั้งฝ่ายนายจ้างและผู้ประกันตนไปได้สำเร็จว่า ต้องยอมรับผลการเลือกตั้ง เพราะผ่านการเลือกตั้งมาทั้งชีวิต มีทั้งแพ้และชนะเป็นเรื่องธรรมดา แต่สิ่งสำคัญคือการนำผลการเลือกตั้งมาทบทวนบทเรียน เพื่อดูว่าคะแนนที่ออกมาเป็นอย่างไร และจะเดินหน้าต่อไปอย่างไร


นายพนัสกล่าวว่า วันที่ 18 ตุลาคมนี้ สหภาพแรงงานประมาณ 100 แห่งจะเข้าประชุมพร้อมกัน เพื่อหารือและทบทวนบทเรียนจากการเลือกตั้งครั้งนี้ โดยทีมงานของตนหาเสียงเฉพาะในเขตที่เป็นอุตสาหกรรมเท่านั้น ขณะที่ผู้สมัครอีกฝ่ายได้รับคะแนนจากพรรคการเมือง ซึ่งมีเครือข่ายอยู่ในหลายพื้นที่ ทำให้การหาเสียงครอบคลุมมากกว่า เมื่อผู้ประกันตนเดินเข้ามาลงคะแนนแล้วไม่รู้จักชื่อผู้สมัคร ก็อาจเลือกจากหมายเลขหรือเลือกตามคะแนนของพรรคการเมือง

“บทเรียนนี้มันจะต้องถูกส่งต่อไปยังพวกผู้นำแรงงานทั้งหลาย ทั้ง 35 สภา เพราะเราหาเสียงแต่เฉพาะเขตที่เป็นอุตสาหกรรมเท่านั้น แต่พวกเขาไม่ได้หาเสียงเอง พรรคการเมืองช่วยหาเสียงให้ทุกจังหวัด” นายพนัสกล่าว

นายพนัสกล่าวต่อว่า ขณะนี้ยังไม่ได้สรุปบทเรียนทั้งหมด โดยวันที่ 18 ตุลาคม จะมีการตั้งทีมเพื่อสรุปว่าหลังจากนี้จะต่อสู้กันอย่างไร มีบางคนเสนอให้ใช้พรรคการเมืองเข้ามาช่วย แต่ตนมองว่าต้องพิจารณาเรื่องจุดยืนให้ดี เพราะหากนำพรรคการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งประกันสังคมมากขึ้น ก็อาจทำให้หลักการขององค์กรประกันสังคมเปลี่ยนแปลงไป และทำให้การทำงานในอนาคตยากขึ้น

Advertisement

นายพนัสกล่าวว่า การเลือกตั้งครั้งนี้ทำให้เห็นว่าพรรคการเมืองสามารถเข้ามามีบทบาทครอบคลุมองค์กรทั้งฝ่ายลูกจ้างและฝ่ายนายจ้างได้ จึงเป็นเรื่องที่ต้องนำมาวิเคราะห์ โดยเฉพาะเมื่อผู้สมัครที่มีเครือข่ายทางการเมืองเข้ามาช่วยหาเสียงได้รับคะแนนจำนวนมาก ขณะที่กลุ่มแรงงานที่ทำงานในระบบมานานกลับได้คะแนนไม่เป็นไปตามที่คาดการณ์ไว้

เมื่อถามถึงกรณีที่ทีมของนายพนัสคาดว่าจะได้คะแนนประมาณ 90,000 คะแนน แต่ว่าผลคะแนนที่ออกมากลับน้อยกว่าที่คาดไว้ นายพนัสกล่าวว่า การประเมินก่อนหน้านี้มาจากการตรวจสอบคะแนนในแต่ละหน่วยเลือกตั้ง แต่บางพื้นที่ อาทิ ปราจีนบุรี ประสบปัญหาน้ำท่วม ทำให้ผู้มีสิทธิไม่สามารถออกไปใช้สิทธิได้ ขณะที่บางเขตซึ่งคาดว่าจะได้คะแนนมากกว่านี้ กลับไม่ได้คะแนนตามที่ประเมินไว้ จึงต้องนำข้อมูลทั้งหมดมาพิจารณาอีกครั้ง

นายพนัสกล่าวว่า การแพ้การเลือกตั้งไม่ได้ทำให้หมดกำลังใจ เพราะคนที่ผ่านการทำงานและการเลือกตั้งมาหลายครั้งต้องยอมรับผลที่เกิดขึ้น แต่สิ่งที่ต้องระวังคือการเปลี่ยนแปลงหลักการของประกันสังคม โดยเฉพาะการนำพรรคการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องกับการเลือกตั้ง ซึ่งอาจส่งผลต่อการบริหารกองทุนและการทำงานของบอร์ดประกันสังคมในระยะยาว

“ยอมรับว่าแพ้ แต่ไม่ได้หมดกำลังใจหรอก คนอย่างผมไม่มีหรอก ล้มก็ล้ม ก็ลุกเช็ดเลือดปัดฝุ่นเดินหน้าต่อ ไม่มีอะไรยอมแพ้ง่ายๆ แต่วันนี้เราทำลายหลักการไม่ได้” นายพนัสกล่าว

นายพนัสกล่าวถึงข้อเสนอที่มีคนในทีมเสนอให้ดึงพรรคการเมืองเข้ามาช่วยหาเสียงในการเลือกตั้งครั้งต่อไปว่า ตนไม่เห็นด้วย เพราะแม้พรรคการเมืองจะต้องการช่วยเหลือ แต่การรับความช่วยเหลือดังกล่าวอาจทำให้เสียจุดยืนของกลุ่มแรงงาน และเมื่อพรรคการเมืองเข้ามาสนับสนุนจนได้รับคะแนนเสียง ก็อาจทำให้เกิดคำถามว่าการทำงานของบอร์ดประกันสังคมหลังจากนี้จะเป็นไปเพื่อผู้ประกันตนหรือเพื่อกลุ่มการเมืองที่ให้การสนับสนุน

นายพนัสกล่าวว่า หากพรรคการเมืองเข้ามาสนับสนุนผู้สมัครจนได้รับเลือกตั้งจำนวนมาก ภาระในการทำตามนโยบายที่หาเสียงไว้ก็จะตกอยู่กับผู้ที่ได้รับเลือกตั้ง โดยเฉพาะนโยบายที่เกี่ยวข้องกับการใช้เงินกองทุน ซึ่งต้องพิจารณาถึงแหล่งเงินและขั้นตอนการดำเนินการอย่างรอบคอบ ไม่ใช่เพียงประกาศนโยบายเพื่อให้ได้รับคะแนนเสียงเท่านั้น

เมื่อถามว่าทีมประกันสังคมก้าวหน้าควรได้รับการพิสูจน์หรือไม่ว่า เมื่อมีเสียงข้างมากในบอร์ดแล้วจะสามารถผลักดันนโยบายได้จริง นายพนัสกล่าวว่า ในการเลือกตั้งครั้งก่อน มีการเสนอนโยบายไว้ 22 เรื่อง แต่สามารถดำเนินการได้เพียงเรื่องเดียว คือการเพิ่มเงินสงเคราะห์บุตรจาก 800 บาท เป็น 1,000 บาท ซึ่งเพิ่มขึ้น 200 บาท และเป็นการเพิ่มสิทธิประโยชน์ที่ต้องพิจารณาว่าเพียงพอหรือไม่เมื่อเทียบกับนโยบายที่เคยประกาศไว้

“เมื่อ 2 ปีที่แล้ว นโยบายคุณเขียนมา 22 อย่าง คุณทำได้เรื่องเดียว ให้ค่าสงเคราะห์บุตรจาก 800 เป็น 1,000 บาท เพิ่มไปอีก 200 บาทครั้งเดียว” นายพนัสกล่าว

นายพนัสกล่าวว่า การที่พรรคการเมืองเข้ามาช่วยหาเสียงเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ผู้สมัครได้รับคะแนนเสียงจำนวนมาก โดยยกตัวอย่างการเลือกตั้งทางการเมืองที่ผ่านมา ซึ่งแม้ผู้สมัครจะได้รับการสนับสนุนจากพรรคการเมืองและมีเครือข่ายช่วยหาเสียง แต่หากคะแนนไม่เพียงพอก็ต้องยอมรับความพ่ายแพ้ พร้อมขอบคุณทุกคะแนนเสียงที่ได้รับ เช่นเดียวกับการเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมครั้งนี้ที่ต้องยอมรับผลการเลือกตั้งตามความเป็นจริง

เมื่อถามว่าหากนายพนัสลงสมัครด้วยตัวเอง คะแนนจะดีกว่าครั้งนี้หรือไม่ นายพนัสกล่าวว่า ในการเลือกตั้งครั้งก่อนตนเคยได้รับคะแนนมากกว่า 10,000 คะแนน ทั้งที่ไม่ได้หาเสียงด้วยตัวเองมากนัก แต่ครั้งนี้ไม่ได้เป็นผู้สมัคร จึงไม่ควรนำคะแนนของผู้สมัครในทีมมาเปรียบเทียบกับคะแนนของตนโดยตรง อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะได้คะแนนมากหรือน้อยเพียงใด เมื่อผลออกมาแล้วก็ต้องยอมรับ เพราะการเลือกตั้งมีทั้งผู้ชนะและผู้แพ้

นายพนัสกล่าวว่า ประเด็นสำคัญไม่ได้อยู่ที่จำนวนคะแนนเพียงอย่างเดียว แต่ต้องพิจารณาว่าเหตุใดผู้ประกันตนที่อยู่ในระบบจำนวนมากจึงไม่ได้ออกมาใช้สิทธิเลือกตั้ง โดยเฉพาะกลุ่มแรงงานที่เคยทำงานร่วมกันและมีเครือข่ายสหภาพแรงงาน ซึ่งต้องกลับไปทบทวนว่าการสื่อสารและการหาเสียงที่ผ่านมาเข้าถึงผู้มีสิทธิมากน้อยเพียงใด

เมื่อถามว่าเหตุใดทีมที่มีเครือข่ายผู้นำแรงงานและสภาแรงงานทำงานในวงการมาหลายสิบปี จึงได้คะแนนน้อยกว่าที่คาดการณ์ไว้ นายพนัสกล่าวว่า ต้องยอมรับข้อเท็จจริงว่าการเลือกตั้งครั้งนี้เสียเปรียบเรื่องคะแนนจากพรรคการเมือง เพราะกลุ่มของตนไม่มีคะแนนจากพรรคการเมืองมาสนับสนุนเหมือนอีกฝ่าย

“เราแพ้เพราะเราไม่มีคะแนนพรรค เราต้องยอมรับอันนี้ ไม่มีเราเสียเปรียบอยู่ตรงนี้ แต่การเลือกตั้งครั้งนี้ทำลายหลักการของประกันสังคมไปจนหมดสิ้น” นายพนัสกล่าว

นายพนัสกล่าวต่อว่า การนำพรรคการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งประกันสังคมเป็นเรื่องที่ต้องตั้งคำถามว่า ผู้ประกันตนเข้าใจหรือไม่ว่าการลงคะแนนในลักษณะนี้อาจส่งผลต่อองค์กรที่ดูแลสิทธิประโยชน์ของตนเอง เพราะประกันสังคมเป็นระบบที่ผู้ประกันตน นายจ้าง และรัฐบาลมีส่วนร่วมในการสมทบเงินเข้ากองทุน จึงควรมีการบริหารงานที่คำนึงถึงผลประโยชน์ของผู้ประกันตนเป็นหลัก ไม่ใช่ให้การแข่งขันทางการเมืองเข้ามาเป็นตัวกำหนดทิศทางขององค์กร

“ผู้ประกันตนรู้หรือเปล่าว่าคุณเอาไฟเผาบ้านหมดแล้ว ของเราพรรคการเมืองมาแทรกแซงกับการเลือกตั้งประกันสังคมแล้ว คุณกำลังเอาไฟเผาบ้านตัวเอง พวกผมก็มีนักการเมือง อดีตก็อยู่พรรคเพื่อไทย ผมก็ถามว่าทำไมผมจะมาหาเสียงไม่ได้ ท่านทักษิณ หรือนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ท่านจุลพันธ์ หรือนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานคนปัจจุบัน ช่วยผมด้วย อบจ. สมาชิกทั้งหลายที่อยู่ตาม อบต. ลงคะแนนมาให้ผมสัก 2 แสนคะแนน ผมก็ไม่แปลกหรอก แต่ผมทำแล้วถ้ามันได้อะไรขึ้นมา เขาเผาบ้านแล้วผมช่วยเอาไปเผา เขาเผาบ้าน เอาฟืนพาผมได้ เอาแก๊ส น้ำมัน เอาเชื้อเพลิงไปอีก รอบนี้เผาให้หมดเลยอย่างนั้นเหรอ” นายพนัสกล่าว

นายพนัสกล่าวว่า การแพ้หรือชนะเป็นเรื่องปกติของการเลือกตั้ง แต่สิ่งที่ต้องติดตามต่อไปคือภาระจากนโยบายที่ผู้สมัครประกาศไว้ เพราะเมื่อได้รับเลือกตั้งแล้ว ผู้ชนะต้องรับผิดชอบต่อสิ่งที่หาเสียงกับประชาชน โดยเฉพาะนโยบายที่เกี่ยวข้องกับเงินกองทุนประกันสังคม ซึ่งต้องมีการตรวจสอบว่าสามารถดำเนินการได้จริงหรือไม่

เมื่อถามว่า หลังจากนี้จะติดตามตรวจสอบการทำงานของบอร์ดประกันสังคมชุดใหม่อย่างไร นายพนัสกล่าวว่า จะติดตามนโยบายทั้ง 77 ข้อที่ประกาศไว้ และต้องการให้มีการรายงานความคืบหน้าอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในช่วง 6 เดือนแรก เพื่อให้เห็นว่ามีนโยบายใดที่ดำเนินการได้แล้ว และนโยบายใดยังไม่สามารถดำเนินการได้ รวมถึงต้องชี้แจงเหตุผลให้ผู้ประกันตนรับทราบ

นายพนัสกล่าวว่า การหาเสียงด้วยนโยบายจำนวนมากอาจทำให้ผู้ประกันตนมีความคาดหวัง แต่เมื่อถึงเวลาทำงานจริง ผู้ที่ได้รับเลือกตั้งต้องตอบให้ได้ว่าจะนำเงินจากที่ใดมาใช้ดำเนินการ และมีขั้นตอนใดที่ต้องผ่านความเห็นชอบบ้าง เพราะตนเองเคยเป็นกรรมการประกันสังคมมาแล้ว 8 สมัย จึงทราบว่าหลายนโยบายต้องใช้เวลาในการพิจารณา และบางเรื่องเสนอเข้าไปแล้วอาจต้องใช้เวลานานกว่าจะผ่านความเห็นชอบ

นายพนัสกล่าวอีกว่า ผู้ประกันตนบางส่วนอาจไม่ได้ติดตามรายละเอียดของสิทธิประโยชน์ที่เกี่ยวข้องกับตนเองอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะผู้ที่ยังไม่เจ็บป่วยหรือยังไม่มีบุตร อาจไม่ได้ให้ความสำคัญกับสิทธิประโยชน์บางประเภท ขณะที่นโยบายที่เกี่ยวข้องกับเงินสงเคราะห์บุตรซึ่งเพิ่มขึ้น 200 บาทต่อเดือนนั้น แม้จะเป็นการเพิ่มเงินให้ผู้มีสิทธิ แต่ก็ต้องพิจารณาว่าเมื่อเทียบกับนโยบายที่ประกาศไว้แล้วสามารถทำได้มากน้อยเพียงใด

เมื่อถามย้ำว่า หากไม่มีพรรคการเมืองช่วยสนับสนุนหาเสียง ผู้สมัครจะได้รับคะแนนมากน้อยเพียงใด นายพนัสกล่าวว่า หากไม่มีพรรคการเมืองเข้ามาช่วยหาเสียง ก็ต้องกลับไปพิจารณาว่าผู้สมัครจะสามารถเข้าถึงผู้มีสิทธิเลือกตั้งได้มากเพียงใด เพราะในการเลือกตั้งครั้งนี้มีทั้งเครือข่ายพรรคการเมืองและบุคคลที่ช่วยหาเสียงให้ผู้สมัครในหลายจังหวัด ซึ่งเป็นปัจจัยที่กลุ่มแรงงานที่ไม่มีคะแนนจากพรรคการเมืองต้องนำมาถอดบทเรียน

นายพนัสกล่าวว่า แม้การเลือกตั้งจะสิ้นสุดลงแล้ว แต่ความรับผิดชอบของผู้ที่ได้รับเลือกตั้งยังไม่สิ้นสุด เพราะนโยบายที่ประกาศไว้ยังคงเป็นภาระที่ต้องดำเนินการต่อไป โดยจะติดตามตรวจสอบการทำงานของบอร์ดประกันสังคมชุดใหม่อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ผู้ประกันตนเห็นว่าผู้ที่ได้รับเลือกตั้งสามารถทำตามสิ่งที่หาเสียงไว้ได้จริงหรือไม่