จตุรงค์ห่วงการเมืองแทรกบอร์ดประกันสังคม หวั่นไตรภาคีล่ม ชี้มี 14 เสียงเปิดประชุมได้ไม่ต้องรอ 3 ฝ่าย
เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม นายจตุรงค์ ไพรสิงห์ อดีตกรรมการประกันสังคม (บอร์ดประกันสังคม) ฝ่ายผู้ประกันตน ชุดที่ 14 และผู้สมัครรับเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม ชุดที่ 15 ในนามหัวหน้าทีมประกันสังคมชัดเจน และเป็นตัวแทนจากสมาพันธ์สมานฉันท์แรงงานไทย (สสรท.) กล่าวว่า กรณีพรรคการเมืองเข้ามาช่วยหาเสียงเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม หากพิจารณาด้านข้อกฎหมาย ยังไม่เห็นข้อกฎหมายที่ระบุว่าผิด แต่หากพิจารณาเรื่องความเป็นธรรมต่อผู้สมัครทั้งหมด อาจมองว่าไม่เป็นธรรม เนื่องจากมีผู้สมัครมากกว่า 100 คน แต่กลุ่มการเมืองที่เข้ามาช่วยหาเสียงเท่าที่เห็นมีเพียงทีมเดียว
นายจตุรงค์กล่าวว่า การนำเสนอของสื่อบางส่วนอาจทำให้การแข่งขันไม่เป็นกลาง โดยเฉพาะการนำเสนอที่เชื่อมโยงว่าหากไม่เลือกทีมประกันสังคมก้าวหน้า ผู้สมัครจากอีกกลุ่ม นั่นคือกลุ่มของ “นายพนัส ไทยล้วน” อาจได้รับเลือกตั้ง ทั้งที่การแข่งขันไม่ได้มีเพียง 2 กลุ่ม ยังมีผู้นำแรงงาน ผู้สมัครอิสระ และผู้สมัครที่มีความรู้ความสามารถอีกหลายคน จึงควรเปิดพื้นที่ให้ผู้สมัครแต่ละกลุ่มได้แสดงแนวคิดและนโยบายอย่างทั่วถึง
“ถ้าเปิดให้พรรคการเมืองเข้ามามีบทบาทมากขึ้น ในอนาคตพรรคอื่นก็อาจส่งคนเข้ามาแข่งขันด้วย เพราะผู้ประกันตนกว่า 20 ล้านคนเป็นฐานเสียงขนาดใหญ่ หลักการไตรภาคีอาจหายไป และแรงงานที่มาจากสหภาพแรงงานจะไปแข่งขันกับพรรคการเมืองได้อย่างไร” นายจตุรงค์กล่าว
นายจตุรงค์กล่าวว่า เครือข่ายแรงงานขับเคลื่อนเรื่องประกันสังคมมาอย่างยาวนาน โดยสมาพันธ์สมานฉันท์แรงงานไทยมีส่วนร่วมในการยื่นหนังสือและเสนอร่างแก้ไขกฎหมายตั้งแต่ปี 2554 แต่เมื่อเข้าสู่สนามเลือกตั้ง เครือข่ายแรงงานย่อมเสียเปรียบพรรคการเมืองด้านทรัพยากรและฐานเสียง เนื่องจากสมาชิกสหภาพแรงงานทั่วประเทศมีประมาณ 1 ล้านคน ขณะที่ผู้ประกันตนมีมากกว่า 20 ล้านคน ทำให้การแข่งขันด้วยกำลังของเครือข่ายแรงงานเพียงอย่างเดียวเป็นเรื่องยาก
เมื่อถามถึงข้อกังวลกรณีผู้แทนฝ่ายนายจ้างและฝ่ายผู้ประกันตนอาจมาจากกลุ่มเดียวกัน นายจตุรงค์กล่าวว่า การมีผู้แทนที่สนับสนุนสิทธิประโยชน์ของลูกจ้างอาจเป็นผลดี หากผู้แทนทุกคนมีคุณธรรม จริยธรรม และทำงานเพื่อประโยชน์ของผู้ประกันตนอย่างแท้จริง แต่สิ่งที่ต้องพิจารณาคือจะมั่นใจได้อย่างไรว่าผู้แทนในอนาคตจะยังคงยึดประโยชน์ของผู้ประกันตนเป็นหลัก และจะมีระบบตรวจสอบถ่วงดุลอย่างไร หากพรรคการเมืองเข้ามามีบทบาทมากขึ้น
“หากคนทั้ง 14 คนมีคุณธรรม จริยธรรม และทำประโยชน์ต่อลูกจ้าง ก็อาจเป็นเรื่องดี แต่เราจะมั่นใจได้อย่างไรว่าคนที่จะเข้ามาในอนาคตจะเป็นกลุ่มเดิมที่มีคุณธรรม จริยธรรมดี เรื่องนี้เป็นสิ่งที่น่ากังวลในระยะยาว” นายจตุรงค์กล่าว
นายจตุรงค์กล่าวว่า หากเปิดทางให้พรรคการเมืองเข้ามาแข่งขันเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมได้มากขึ้น ก็อาจทำให้พรรคการเมืองอื่นส่งคนเข้ามาเช่นกัน เพราะผู้ประกันตนกว่า 20 ล้านคนเป็นฐานเสียงขนาดใหญ่ที่มีความสำคัญทางการเมือง เมื่อการแข่งขันเข้มข้นขึ้น เครือข่ายแรงงานที่เคยส่งตัวแทนจากสหภาพแรงงานหรือโรงงานเข้ามาทำหน้าที่อาจเสียเปรียบมากขึ้น และอาจทำให้หลักการไตรภาคีที่มีผู้แทนฝ่ายนายจ้าง ฝ่ายผู้ประกันตน และฝ่ายรัฐบาลร่วมกันบริหารจัดการถูกลดความสำคัญลง
นายจตุรงค์กล่าวว่า ประเด็นที่น่ากังวลอีกประการคือมาตรา 13 แห่งพระราชบัญญัติประกันสังคม ซึ่งกำหนดเงื่อนไของค์ประชุมว่าต้องมีกรรมการเข้าร่วมเกินกึ่งหนึ่ง แต่ไม่ได้กำหนดชัดเจนว่าต้องมีผู้แทนจากทั้ง 3 ฝ่าย ได้แก่ ฝ่ายนายจ้าง ฝ่ายผู้ประกันตน และฝ่ายรัฐบาลเข้าร่วมประชุมด้วย จึงอาจเกิดกรณีที่กรรมการจากบางฝ่ายมีจำนวนเพียงพอสำหรับการประชุม โดยไม่จำเป็นต้องมีผู้แทนจากทุกฝ่ายเข้าร่วม
“ถ้ากรรมการฝ่ายลูกจ้าง 7 คน และฝ่ายนายจ้าง 7 คน รวมเป็น 14 คนเข้าร่วมประชุม ก็อาจมีจำนวนเพียงพอให้เปิดประชุมได้ตามเงื่อนไของค์ประชุม เพราะกฎหมายไม่ได้กำหนดว่าต้องมีครบทั้ง 3 ฝ่าย เราจะมั่นใจได้อย่างไรว่าจะมีการถ่วงดุลและไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน” นายจตุรงค์กล่าว
นายจตุรงค์กล่าวว่า จากประสบการณ์การทำงานในบอร์ดประกันสังคมชุดที่ 14 เคยมีกรณีที่ประธานติดภารกิจเร่งด่วน แต่กรรมการคนอื่นเข้าร่วมประชุมครบตามจำนวนที่กำหนด จึงมีการแต่งตั้งกรรมการที่เข้าร่วมประชุมขึ้นทำหน้าที่ประธานในที่ประชุม ซึ่งบางครั้งเป็นผู้แทนฝ่ายนายจ้าง และสามารถดำเนินการพิจารณาวาระต่างๆ ได้ตามกระบวนการที่ใช้ในขณะนั้น โดยมองว่าหากกรรมการกลุ่มเดียวกันมีเสียงเพียงพอ ก็อาจมีอิทธิพลต่อการพิจารณางบประมาณ การอนุมัติโครงการ และการกำหนดนโยบายสำคัญ จึงควรพิจารณากลไกถ่วงดุลให้ชัดเจน
นายจตุรงค์กล่าวว่า แม้จะมีข้อเสนอให้ถ่ายทอดสดการประชุมบอร์ดประกันสังคมเพื่อเพิ่มความโปร่งใส แต่การถ่ายทอดสดไม่ได้หมายความว่าประชาชนจะเห็นกระบวนการทำงานทั้งหมด เนื่องจากรายละเอียดสำคัญบางส่วนอยู่ในขั้นตอนการทำงานของคณะอนุกรรมการและกระบวนการหลังการประชุม จึงจำเป็นต้องมีระบบตรวจสอบการดำเนินงาน การใช้งบประมาณ และการตัดสินใจที่ครอบคลุมมากกว่าการเปิดเผยภาพการประชุมต่อสาธารณะ
“ต้องระวังไม่ให้ประกันสังคมกลายเป็นการแสดงต่อหน้าสื่อ เพราะการถ่ายทอดสดไม่ได้หมายความว่าจะเห็นทุกขั้นตอน 100 เปอร์เซ็นต์ แม้การประชุมสภาจะมีการถ่ายทอดสด แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะป้องกันการทุจริตได้ทั้งหมด สิ่งสำคัญคือการตรวจสอบการทำงาน การใช้งบประมาณ และการตัดสินใจต่างๆ ต้องทำได้จริง” นายจตุรงค์กล่าว
////



