สปสช.ร่วมเสนอสิทธิ ‘บัตรทอง’ ในงาน IMF–World Bank 2026 ชู UHC เสริมพลังประชาชน

15.10.26 | 15:00 น.

สปสช.ร่วมเสนอสิทธิ ‘บัตรทอง’ ในงาน IMF–World Bank 2026 ชู UHC เสริมพลังประชาชน


วันนี้ (15 ตุลาคม 2569) นพ.จเด็จ ธรรมธัชอารี เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เปิดเผยว่า สปสช.ได้ร่วมให้ข้อมูลและนำเสนอพัฒนาการของระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือสิทธิบัตรทอง “30 บาทรักษาทุกโรค” ภายในนิทรรศการศาลาไทย Thailand Pavilion: Longevity ในการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการ IMF และกลุ่มธนาคารโลก (2026 IMF-World Bank Group Annual Meetings) ซึ่งประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ ระหว่างวันที่ 12–18 ตุลาคม 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ การนำเสนอครั้งนี้สืบเนื่องจากคณะทำงานยุทธศาสตร์การนำเสนอศักยภาพของไทย กระทรวงการคลัง ประสาน สปสช. เพื่อออกแบบเนื้อหานิทรรศการศาลาไทย โดย “30 บาทรักษาทุกโรค” เป็นหนึ่งในนโยบายของประเทศไทยที่ประสบความสำเร็จและได้รับการยอมรับในระดับสากล ทั้งนี้ ในพิธีเปิดนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ “พระราชปณิธานอันทรงคุณค่า : เสริมพลังประชาชน สร้างความเข้มแข็งเพื่อรับมือกับความเปลี่ยนแปลง” (The Royal Legacy: Empowering People, Building Resilience) เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2569 มี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน พร้อมด้วย นางคริสตาลินา กอร์เกียวา กรรมการผู้จัดการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และ นายอาเจย์ บังกา ประธานกลุ่มธนาคารโลก (World Bank Group) ร่วมพิธีและเยี่ยมชมนิทรรศการ

นพ.จเด็จ กล่าวว่า ตลอดกว่า 2 ทศวรรษ ระบบหลักประกันสุขภาพของไทยช่วยให้ประชาชนมีหลักประกันในการเข้าถึงบริการสุขภาพที่จำเป็น โดยระบบบัตรทองได้พัฒนาสิทธิประโยชน์มาอย่างต่อเนื่อง ครอบคลุมทั้งการสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรค การตรวจวินิจฉัย การรักษา การฟื้นฟูสมรรถภาพ รวมถึง บริการการแพทย์แผนไทย

Advertisement

“การเสริมพลังประชาชนในเรื่องสุขภาพ คือทำให้ประชาชนมีสิทธิและเข้าถึงบริการที่จำเป็นได้ ขณะเดียวกันสิทธิประโยชน์ก็ต้องพัฒนาให้สอดคล้องกับความจำเป็นด้านสุขภาพของประชาชน ซึ่งรวมถึงบริการการแพทย์แผนไทยและสมุนไพรที่เป็นภูมิปัญญาของไทยด้วย” นพ.จเด็จ กล่าวและว่า นอกจากนี้ ภายใน Thailand Pavilion ยังนำเสนอบทเรียนจากสถานการณ์ COVID-19 ซึ่งแสดงให้เห็นถึง resilience ของระบบสุขภาพไทย หรือความสามารถในการรับมือและปรับตัวต่อวิกฤต สอดคล้องกับแนวคิด “สร้างความเข้มแข็งเพื่อรับมือกับความเปลี่ยนแปลง” โดยเมื่อโรงพยาบาลมีผู้ป่วยจำนวนมาก ได้มีการขยายรูปแบบบริการไปยังบ้านและชุมชน ผ่าน Home Isolation, Community Isolation และ telemedicine

นพ.จเด็จ กล่าวว่า ในส่วนของ สปสช. ได้ปรับสิทธิประโยชน์และวิธีจ่ายค่าบริการให้รองรับบริการดังกล่าว รวมถึงสนับสนุนระบบข้อมูล สายด่วน สปสช.1330 และการประสานส่งต่อ เพื่อสนับสนุนการทำงานของกระทรวงสาธารณสุข หน่วยบริการ บุคลากรสาธารณสุข ท้องถิ่น ชุมชน และภาคส่วนต่าง ๆ ให้ประชาชนยังได้รับบริการอย่างต่อเนื่อง

“ช่วงโควิดทำให้เห็นว่า เมื่อประเทศมีระบบหลักประกันสุขภาพรองรับอยู่แล้ว ก็สามารถปรับสิทธิประโยชน์ วิธีจ่าย และรูปแบบบริการให้สอดคล้องกับสถานการณ์ได้ ขณะที่ทุกภาคส่วนร่วมกันทำให้ประชาชนยังเข้าถึงบริการได้ แม้ในช่วงที่ระบบสุขภาพเผชิญวิกฤต” นพ.จเด็จ กล่าว