มก.-สวรส. เผยวิจัย 30 บาทรักษาทุกที่ ลงทุน 1.2 หมื่นล้าน สร้าง GDP กว่า 1.88 หมื่นล้าน ชี้ต้องจัดบริการให้เหมาะพื้นที่
เมื่อวันที่ 16 ตุลาคม รศ.ดร.วิจิตต์ศรี สงวนวงศ์ และคณะผู้วิจัย คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (มก.) เปิดเผยผลการศึกษาผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคมของโครงการบัตรประชาชนใบเดียวรักษาทุกที่ ด้วยบริการสาธารณสุขวิถีใหม่ ซึ่งได้รับทุนสนับสนุนจากสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) พบว่า การดำเนินงานของหน่วยบริการนวัตกรรมภายใต้นโยบาย 30 บาทรักษาทุกที่ ใช้งบประมาณรวม 12,082.53 ล้านบาท สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ หรือผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ได้ 18,804.86 ล้านบาท คิดเป็นตัวคูณผลกระทบทางเศรษฐกิจ 1.56 เท่า ขณะที่ผลตอบแทนทางสังคมจากการลงทุน (SROI) อยู่ระหว่าง 1.29-3.90 เท่า ขึ้นอยู่กับประเภทบริการและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย
รศ.ดร.วิจิตต์ศรี กล่าวว่า การศึกษาครั้งนี้ประเมินผลนโยบายใน 2 มิติ ได้แก่ ผลกระทบทางเศรษฐกิจมหภาค และผลตอบแทนทางสังคมจากการลงทุน เพื่อให้เห็นว่าเงินงบประมาณที่ใช้ในระบบบริการสุขภาพสร้างประโยชน์ต่อประชาชน หน่วยบริการ โรงพยาบาล และเศรษฐกิจโดยรวมอย่างไร โดยคณะวิจัยเก็บข้อมูลจากผู้ให้บริการ 112 แห่ง และผู้รับบริการ 512 คน ครอบคลุมหน่วยบริการนวัตกรรม 7 ประเภทของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) พร้อมสัมภาษณ์เชิงลึกผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
รศ.ดร.วิจิตต์ศรี ระบุว่า ผลการประเมินด้วยแบบจำลองเมตริกซ์บัญชีสังคม (Social Accounting Matrix: SAM) พบว่า ในช่วงปีงบประมาณ 2567-2569 โดยข้อมูลปี 2569 ครอบคลุมเฉพาะ 8 เดือนแรก หน่วยบริการนวัตกรรมได้รับงบประมาณรวม 12,082.53 ล้านบาท ก่อให้เกิดมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ 18,804.86 ล้านบาท และส่งผลให้ GDP ประเทศเพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 0.103 สะท้อนว่าเงินลงทุนด้านบริการสุขภาพไม่ได้สร้างประโยชน์เฉพาะการรักษาพยาบาล แต่ยังหมุนเวียนไปสู่การซื้อสินค้าและบริการ การจ้างแรงงาน รายได้ของผู้ให้บริการและภาคธุรกิจ ตลอดจนการใช้จ่ายต่อเนื่องของครัวเรือน
รศ.ดร.วิจิตต์ศรี กล่าวว่า ผลการประเมินผลตอบแทนทางสังคมจากการลงทุน พบว่ามูลค่าผลประโยชน์ทางสังคมในรูปมูลค่าปัจจุบันรวมประมาณ 36,543 ล้านบาท เทียบกับมูลค่าเงินลงทุนในรูปมูลค่าปัจจุบันประมาณ 11,374 ล้านบาท คิดเป็นมูลค่าผลประโยชน์สุทธิทางสังคมประมาณ 25,168 ล้านบาท โดยผลตอบแทนแตกต่างกันตามประเภทหน่วยบริการนวัตกรรม อยู่ในช่วง 1.29-3.90 เท่า
รศ.ดร.วิจิตต์ศรี กล่าวอีกว่า ประโยชน์จากนโยบายไม่ได้จำกัดอยู่ที่รายได้ของหน่วยบริการ แต่รวมถึงการที่ประชาชนใช้เวลาเดินทางน้อยลง ลดเวลารอคอย และเข้าถึงบริการได้สะดวกขึ้น ตลอดจนการที่โรงพยาบาลสามารถลดภาระการให้บริการบางส่วนได้ ซึ่งล้วนเป็นคุณค่าทางเศรษฐกิจและสังคมที่ควรนำมาพิจารณาร่วมในการประเมินนโยบาย
รศ.ดร.วิจิตต์ศรี ระบุว่า ความคุ้มค่าของนโยบายไม่ควรถูกตีความว่าการเพิ่มจำนวนครั้งของการใช้บริการให้มากที่สุดเป็นเป้าหมายที่เหมาะสมที่สุด แต่ต้องพิจารณาการจัดสรรทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุดภายใต้งบประมาณที่มีจำกัด เนื่องจากความสำคัญของหน่วยบริการนวัตกรรมอาจแตกต่างกันตามบริบทของพื้นที่ การกำหนดจำนวนหน่วยบริการหรือประเภทบริการที่ควรสนับสนุนจึงไม่ควรใช้หลักเกณฑ์เดียวกันทุกพื้นที่
รศ.ดร.วิจิตต์ศรี และคณะผู้วิจัย เสนอว่า ควรศึกษาหาระดับบริการที่เหมาะสม (Optimal Level) ของหน่วยบริการนวัตกรรมแต่ละประเภท เพื่อพิจารณาว่าควรขยายบริการใด ในพื้นที่ใด และสำหรับประชาชนกลุ่มใด จึงจะสร้างประโยชน์สูงสุดต่อระบบโดยไม่ก่อให้เกิดการใช้บริการเกินความจำเป็น รวมถึงศึกษาการแยกบริการที่จำเป็นออกจากบริการที่อาจไม่จำเป็น และพิจารณาความเหมาะสมของจำนวนครั้งในการรับบริการ เพื่อให้การวางแผนงบประมาณและการจัดสรรทรัพยากรมีประสิทธิภาพ ตลอดจนรักษาความยั่งยืนทางการคลังของระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า
“งานวิจัยนี้ไม่ได้มุ่งตอบเพียงว่านโยบาย 30 บาทรักษาทุกที่มีความคุ้มค่าหรือไม่ แต่ต้องการสร้างข้อมูลให้ผู้กำหนดนโยบายเห็นว่าเงินที่ใช้ในระบบสุขภาพสร้างผลกระทบอย่างไร ใครได้รับประโยชน์ และควรออกแบบการจัดสรรทรัพยากรอย่างไรให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชนและสังคม” รศ.ดร.วิจิตต์ศรี กล่าว

