สมาคมนักข่าวฯ จัด ‘มองจีนยุคใหม่รุ่น 8’ นักวิชาการชี้พัฒนาแซงหน้ามะกัน เตือนไทยเลี่ยงเลือกข้าง
เมื่อวันที่ 16 ตุลาคม ที่โรงแรมเบสท์ เวสเทิร์น จตุจักร สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย จัดโครงการอบรมเชิงปฏิบัติการ “มองจีนยุคใหม่ สิ่งที่สื่อไทยควรรู้” รุ่นที่ 8 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 16–22 ตุลาคม โดยมีเวทีเสวนาสาธารณะในหัวข้อ “จีนท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงภูมิรัฐศาสตร์การเมืองโลก” มีผู้ร่วมเสวนาประกอบด้วย รศ.ดร.สมภพ มานะรังสรรค์ อธิการบดีสถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ นายกวี จงกิจถาวร อดีตนายกสมาคมนักข่าวฯ และคอลัมนิสต์หนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ รศ.ดร.ปิติ ศรีแสงนาม อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และผู้อำนวยการมูลนิธิอาเซียน
น.ส.น.รินี เรืองหนู นายกสมาคมนักข่าวฯ กล่าวว่า โครงการอบรมเชิงปฏิบัติครั้งนี้ เป็นความร่วมมืออันดีระหว่างสมาคมฯ กับ สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทยนับตั้งแต่ปี 2561 ประเทศจีนมีบทบาทสำคัญต่อทิศทางของโลกรวมถึงประเทศไทย โครงการนี้จะเปิดโอกาสให้สื่อมวลชนไทยเรียนรู้และทำความเข้าใจประเทศจีนในหลากหลายมิติ ทั้งเศรษฐกิจ การเมือง สังคม เทคโนโลยี และวัฒนธรรม ผ่านการแลกเปลี่ยนความรู้กับผู้เชี่ยวชาญ และการเดินทางไปศึกษาดูงานในประเทศจีน ซึ่งการอบรมครั้งที่ 8 นี้ จัดขึ้นระหว่างวันที่ 16–22 ตุลาคม
“ผู้เข้าอบรมจะได้เรียนรู้ประเด็นสำคัญ ทั้งเศรษฐกิจจีนในมิติใหม่ บทบาทของจีนท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของภูมิรัฐศาสตร์โลก ความร่วมมือไทย–จีนด้านเศรษฐกิจอวกาศ ตลอดจนได้ศึกษาประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมท้องถิ่น มุมมองและวิถีชีวิตของคนจีนรุ่นใหม่ จากการได้ไปศึกษาดูงาน ณ มณฑลไห่หนาน ซึ่งเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญของจีน หวังว่าการอบรมครั้งนี้ จะช่วยให้สื่อมวลชนไทยเข้าใจประเทศจีนได้อย่างลึกซึ้งและรอบด้านยิ่งขึ้น ประสบการณ์ที่ได้รับไปต่อยอดในการทำงานสื่อสารมวลชนให้เกิดประโยชน์ต่อสังคมไทยอย่างเต็มที่” น.ส.น.รินี กล่าว
ในตอนหนึ่ง ช่วงเสวนา รศ.ดร.สมภพ กล่าวว่า การเปลี่ยนแปลงของจีนที่เป็นรูปธรรมสูงสุดก็คือเรื่องนวัตกรรมเทคโนโลยีจีนมีพัฒนาการอย่างมาก ถ้าฟังนายสี จิ้นผิง ประธานาธิบดีสาธารณรัฐประชาชนจีน กล่าวมาหลายปี หัวใจสำคัญของหลักเศรษฐศาสตร์การเมืองคือวิถีการผลิต 2 เรื่องคือ 1.ความสัมพันธ์ทางการผลิต ซึ่งเป็นเรื่องคนกับคน 2.พลังการผลิต เป็นเรื่องคนกับเทคโนโลยี ผู้นำจีนชูคำนี้บ่อยครั้งมาก สัมฤทธิผลที่เกิดขึ้นคือการไล่ตามอเมริกาจนเวลานี้จะนำหน้าแล้ว เป็นก้าวกระโดดครั้งใหญ่ที่เป็นรูปธรรมที่สำคัญ เทคโนโลยีที่จีนนำหน้าระดับโลก เช่น รถไฟความเร็วสูง เอไอ ซึ่งมีบทบาทมากในขณะนี้ รวมทั้งพลังงานทดแทนต่างๆ เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม เป็นต้น
“การที่จีนให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพสูง ส่งผลทั้งด้านบวกและด้านลบต่อโลก คือเราได้ใช้เทคโนโลยีต่างๆ ฟรี ที่เป็น Open Source ขณะที่สหรัฐอเมริกาจะเน้นเทคโนโลยีแบบมีค่าใช้จ่าย ต้องจ่ายเงินถึงใช้ได้ แต่ของจีนให้ใช้ฟรีเยอะหรือเสียเงินน้อยมาก จีนมีโอกาสนำเอาเทคโนโลยีราคาถูกออกสู่โลกแม้คุณภาพอาจจะไม่เท่าของสหรัฐฯ แต่ประเทศที่กำลังพัฒนาหรือด้อยพัฒนาสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีเหล่านี้ได้ง่ายขึ้น แม้จะมีข้อระมัดระวังคือเรื่องความปลอดภัย แต่ก็ง่ายต่อการนำมาพัฒนาต่อยอด” รศ.ดร.สมภพ กล่าว
รศ.ดร.สมภพ กล่าวต่อว่า เมื่อเทียบกับเทคโนโลยีที่ต้องเสียค่าใช้จ่าย เช่น โอเพ่นเอไอ ของสหรัฐฯ ที่ออกมาระบุว่าเริ่มควบคุมไม่ได้ และจะแฮ็กคอมพิวเตอร์ทุกเครื่อง ทำมนุษย์เสี่ยงสูญพันธุ์ในไม่ช้า ดังนั้นเทคโนโลยีเอไอที่เป็นแบบโค้ดปิดถ้าควบคุมไม่ดีอันตรายมากกว่าแบบโค้ดเปิดของจีน ซึ่งอเมริกาไม่กล้าคุมเอไอเหล่านี้ เพราะเศรษฐกิจอเมริกาที่แตกต่างกับจีนคือหากินกับภาคการเงิน ค้าขายหุ้น พันธบัตร ถ้าไปคุมสิ่งเหล่านี้จะกระทบต่อราคาหุ้นไฮเทคมีมูลค่าสูงมาก และการไปแทรกแซงจะทำให้ฟองสบู่แตก แต่เศรษฐกิจจีนเศรษฐกิจที่อิงภาคการผลิต เห็นภาพชัดจับต้องได้ จึงได้รับฉายาว่าโรงงานของโลก จีนเข้มแข็ง 2 เรื่อง 1.เศรษฐกิจที่อิงกับทรัพยากร มีแรร์เอิร์ธมีมากสุดในโลก จีนควบคุมเหมืองทั่วโลก อยู่ต้นน้ำสุด 2. การคุมภาคการผลิต ขณะที่สหรัฐคุมภาคบริการและการเงิน ดังนั้น 2 ชาติมหาอำนาจจะปฏิสัมพันธ์ในโลกอย่างไร เป็นเรื่องที่เราต้องวิเคราะห์ต่อไป
“ถ้าจะให้มองจีนยุคใหม่อย่างไรนั้น ตนคิดว่าจีนมีสิ่งเหล่านี้ คือ 1.นวัตกรรม 2.ร่ำรวยรุ่งเรืองร่วมกัน จะต้องไม่สร้างปัญหากระจุกรายได้ในจีน แต่ต้องสร้างผลรวมการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจไปพร้อมกัน ไม่เฉพาะจีนแต่ประชาคมโลกด้วย เป็นความร่วมมือแบบพหุภาคี ไม่ใช่ทวิภาคีแบบที่ชาติมหาอำนาจอันดับหนึ่งของโลกทำอยู่ในขณะนี้ 3. การตระหนักถึงความเหลื่อมล้ำ ซึ่งต้องได้รับการแก้ไข ต้องไม่ใช้อำนาจบาตรใหญ่ตามอำเภอใจเหมือนที่ชาติใหญ่ทำกัน อยากบุกที่ไหนก็บุก 4. ต้องการให้โลกนี้พัฒนาร่วมกัน และมีธรรมาภิบาลโลก เป็นต้น” รศ.ดร.สมภพ กล่าว
ด้าน รศ.ดร.ปิติ กล่าวว่า จากการที่นายโดนัลด์ ทรัมป์ เดินทางไปเยือนจีนในช่วงที่ผ่านมา มองว่าสงครามเย็นครั้งที่ 2 เกิดขึ้นแล้ว นั่นคือจีนกับสหรัฐฯ จะไม่รบกันโดยตรง แต่ไปมาหาสู่กันในลักษณะนี้ แต่ไปปะทะกันในสมรภูมิอื่นๆ แทน ทั้งนี้ในปี 1991 เมื่อ 35 ปีที่แล้วไทยเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมประจำปีของไอเอ็มเอฟ และเวิลด์แบงก์ ซึ่งปีนั้นเป็นปีที่สงครามเย็นสิ้นสุดลง โซเวียตล่มสลายโลก 2 ขั้วพัง สหรัฐฯ มีการจัดระเบียบโลกใหม่เข้าสู่ยุคโลกาภิวัตน์ ประเทศไทยอยู่ในจุดพีคของการเข้าสู่โลกาภิวัตน์และใช้จุดพีคให้เกิดประโยชน์มากจนฟองสบู่แตกและพังในปี 1997 ปีนี้โลกาภิวัตน์พังแล้วและกำลังเข้าสู่สงครามเย็นครั้งที่ 2 และประเทศไทยได้รับเกียรติในการเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมไอเอ็มเอฟและเวิลด์แบงก์อีกครั้ง ตนคิดว่าเราอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญ ซึ่งสภาวะสงครามเย็นก็เหมือนคราวที่แล้วสหรัฐฯ กับโซเวียตไม่ทำสงครามกันโดยตรง แต่เขาทำผ่านสงครามตัวแทนต่างๆ
“เรากำลังเข้าสู่สภาวะนั้นอีกครั้งแต่เกมมันเปลี่ยน เกิด 3 ขั้ว ในโลก ขั้วแรกกลุ่มประเทศโลกเหนือ (Global North)คือสหรัฐฯ โลกตะวันตก ยุโรป เกาหลี ญี่ปุ่น ขั้วที่สองกลุ่มประเทศโลกใต้ (Global South) จีน รัสเซีย อินเดีย ประเทศกำลังพัฒนาอื่นๆ เป็นต้น และขั้วที่สามคือกลุ่มประเทศอิสลาม ซึ่งแตกตัวกันอยู่ แต่หากรวมตัวกันได้จะเป็นตลาดขนาดใหญ่และเป็นเจ้าของทรัพยากร และสิ่งที่เราเห็นคือกลุ่มประเทศโลกเหนือและกลุ่มประเทศโลกใต้พยายามดึงกลุ่มอิสลามมาเป็นพวก ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในเวลานี้จึงเป็นหนึ่งมหาสงครามที่ช่วงชิงการจัดระเบียบ” รศ.ดร.ปิติ กล่าว
รศ.ดร.ปิติ กล่าวว่า เราจะเห็น 7 สมรภูมิที่สหรัฐฯ และจีน อาจจะไม่รบกันโดยตรงแต่ทำผ่านสงครามตัวแทน คือ 1.สงครามการค้า 2.สมรภูมิโลจิสติกส์ 3. ในเมื่อจีนคุมภาคการผลิต สหรัฐฯ คุมภาคการเงิน เราเริ่มเห็นหลายประเทศลดการพึ่งพาเงินดอลลาร์สหรัฐฯ 4.สมรภูมิข่าวสารข้อมูล 5.ซอฟต์พาวเวอร์6.การเข้าไปแทรกแซงการเมืองผ่านเครือข่ายประชาชน การเข้าไปทำสงครามลับต่างๆ 7. ถ้าทั้ง 6 สมรภูมิข้างต้นสะสมมากๆ จะกลายเป็นการจุดระเบิดในบางพื้นที่ที่เป็นการยกแสนยานุภาพทางการทหารเข้าไปสู้รบกันจริง เราขึ้นสู่สภาวะแบบนั้นแต่เกมเปลี่ยน เป็น 3 ขั้ว คือสหรัฐฯ กับ จีน รัสเซีย อินเดีย รวมถึงพันธมิตรที่เป็นประเทศพัฒนา และ ขั้วที่ 3 คือมุสลิม
“ดังนั้นในการประชุมเต็มคณะ (Plenum) ครั้งที่ 5 ของคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีน ชุดที่ 20 ที่จะมีขึ้นระหว่างวันที่ 26-29 ต.ค.นี้ เราก็ต้องดู เพราะการประชุมคณะกรรมการกลางของสมัชชาใหญ่แต่ละคณะ ส่วนใหญ่จะเป็นวาระในการพิจารณาว่าใครจะมาเป็นผู้นำต่อ ซึ่งนายสี จิ้นผิง หมดวาระในปี 2027 จะไปต่อรุ่นที่ 4 หรือไม่ เพราะฉะนั้นเสถียรภาพจะสูงที่สุด และเป็นการบอกประชาคมโลกว่า จีนสนับสนุนวิธีคิดแบบพหุภาคี และจีนพร้อมแล้วที่จะไม่ได้ทำแบบสมัยนายเติ้ง เสี่ยวผิง อดีตผู้นำสูงสุดของจีน ที่บอกว่าจีนต้องอยู่แบบถ่อมเนื้อถ่อมตัว นาทีนี้จีนกำลังจะร่วมเป็นคนกำหนดนโยบายในระบบพหุภาคีของทั้งโลก” รศ.ดร.ปิติ กล่าว
ด้าน นายกวี กล่าวว่า ในช่วงแรกสื่อไทยรับรู้ประเด็นเกี่ยวกับจีนจากโลกตะวันตก โดยการแปลจากข่าวของสื่อตะวันตก ระยะที่สอง ในยุคสี่ทันสมัย จีนเข้ามามีบทบาทในการสร้างเรื่องราวเกี่ยวกับตัวเอง โดยมีการลงทุนงบประมาณเป็นหมื่นล้านในเรื่องข้อมูลข่าวสาร ในขณะที่โลกตะวันตกพยายามดิสเครดิตจีน เรียกว่าเป็นสมรภูมิที่ 8 คือสมรภูมิข่าวสาร ที่ต่อสู้กันอยู่และยังบอกไม่ได้ว่าใครชนะ ซึ่งจีนทุ่มสุดตัว ไทยเป็นสมรภูมิใหญ่มากของจีนในภูมิภาค ส่วนระยะที่สามคือในปัจจุบันมีสื่อไทยที่เข้าใจวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ เศรษฐกิจจีนแบบที่คนจีนเข้าใจมากขึ้น นำเสนอในสิ่งที่จีนกำลังพูดถึงหรือโปรโมตอยู่ ซึ่งโลกตะวันตกจะไม่มีการเขียนหรือให้ความรู้แบบนี้
“เราเริ่มปีทองความสัมพันธ์ไทยจีนปีที่ 51 ซึ่งความสัมพันธ์ตอนนี้เปลี่ยนไปหมดแล้ว เป็นฝันที่รุ่งโรจน์สวยงาม เป็นความจริงที่มองเห็นได้ เปิดตาออกมาเป็นความจริงเลย คือจีนไม่ใช่จีนธรรมดา ความเจริญของจีนที่พูดมายังน้อยเกินไป ความเจริญของจีนเร็วมาก ถึงขนาดที่คนจีนเองมีปัญหาและตามไม่ทัน อย่าคิดว่าคนจีนจะชอบ เรียกว่าเป็นหนูติดจั่น เป็นพลวัตสังคมจีนที่คนไทยต้องเข้าใจแบบที่คนจีนเข้าใจ ไม่ใช่แค่หมีแพนด้า กำแพงเมืองจีน กังฟู แต่วันนี้คืออีวี โรบอต เอไอ เป็นต้น” นายกวี กล่าว
ส่วนเหตุใดไทยเป็นสมรภูมิข่าวสารของจีนนั้น นายกวี กล่าวว่า สาเหตุเพราะถ้าข่าวที่ดีออกมาจากไทยก็จะสร้างการรับรู้ที่ดีในภูมิภาคอื่นทั่วโลก แต่ที่ผ่านมาสื่อไทยเขียนข่าวที่แอนตี้จีน สร้างภาพลักษณ์ที่ไม่ดีให้กับจีนมาก ภาพลักษณ์ของจีนและไทยติดกัน เหมือนปาท่องโก๋ ถ้าภาพลักษณ์จีนไม่ดีภาพลักษณ์ไทยก็ซวยไปด้วย ดังนั้นประเทศไทยรายงานเกี่ยวกับประเทศจีนจึงมีผลต่อภูมิภาคอื่นๆ ไทยเป็นสะพานเชื่อมจีนเข้าสู่อาเซียน ถ้าความสัมพันธ์ไทยจีนไม่ดีจีนก็ได้รับผลเสียไปด้วย จึงเป็นเหตุผลที่เราต้องเข้าใจจีน โดยความสัมพันธ์ไทยจีนต้องเป็นไปในลักษณะของ หุ้นส่วน เท่าเทียม สันติภาพ
“ประเทศไทยเหมือนกับหลายประเทศที่ไม่เลือกข้าง แต่จะถูกบังคับโดยวิถีชีวิตและเทคโนโลยี เราจะเลือกข้างไหนหรือจะเอาทั้ง 2 ข้าง ตอนนี้ไทยเรากำลังพิจารณาอยู่ ซึ่งตนคิดว่าเราจะไม่เลือกข้าง เหมือน ลาว หรือกัมพูชา ที่ เลือกข้างไปแล้วว่าอยู่ฝั่งจีน ซึ่งในเดือนพฤษจิกายนนี้ นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา จะเข้าร่วมประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งที่ 49 ที่ฟิลิปปินส์ โดยจะต้องมีการลงนามความร่วมมือในด้านต่างๆ โดยเฉพาะด้านเทคโนโลยีดิจิทัลระหว่างไทยและอเมริกา ซึ่งต้องจับตาในเรื่องนี้ ตามด้วยการประชุมเอเปก ที่เซินเจิ้น ประเทศจีน ในเดือนพฤษจิกายน ตนคิดว่าไทยจะไม่เลือกข้างเด็ดขาด และจะต้องต้องสินใจต้นปีหน้าว่าจะเลือกทั้ง 2 ข้างได้หรือไม่ เชื่อว่าไทยจะเอาทั้ง 2 ข้าง” นายกวี กล่าว
นายกวี กล่าวต่อว่า ดังนั้นประเด็นปี 51 ของความสัมพันธ์ไทยจีน จึงไม่ใช่สิ่งที่เราเชื่อกัน ประสบการณ์ 42 ปีการทำข่าวของตน ความสัมพันธ์ปีที่ 51 ไม่ใช่อย่างที่บอกว่าไทยจีนพี่น้องกัน สิ่งที่เราต้องการเพิ่มให้อีกคำหนึ่งคือ เราจะต้องเป็นหุ้นส่วนที่เท่าเทียมกัน จีนยิ่งใหญ่ก็จริง แต่เราจะต้องกล้า เราจะต้องเข้าใจจีนในแบบที่จีนเข้าใจ นักข่าวต้องเข้าใจจีนในทุกมิติอย่างที่จีนเข้าใจ จีนสนใจประเทศไทยปีหนึ่งส่งนักวิชาการมาเป็นร้อยๆ คน แต่ของไทยมีผู้เชี่ยวชาญด้านจีนน้อยมาก คนไทยจะเชื่อว่าจีนเข้าข้างกัมพูชา มีอินฟลูเอนเซอร์หลายคนประโคมข่าวว่าจีนส่งอาวุธให้กัมพูชา จีนก็บอกว่าเรื่องอาวุธมีการซื้อขายเหมือนที่ไทยซื้ออาวุธจากจีน แต่ไทยไม่ได้ใช้ในลักษณะแบบเดียวกับกัมพูชา เราใช้อาวุธของสหรัฐฯ เพราะระบบปฏิบัติการอาวุธของเราเป็นแบบโลกตะวันตก สิ่งเหล่านี้เราจะต้องเข้าใจ ดังนั้นนักข่าวต้องเข้าใจพลวัตสังคมจีนให้ครบถ้วน




