ไฟเขียวมาตรการ ‘U-Turn’ แรงงานเมียนมาไม่ต้องกลับประเทศ 30 วัน หลังครบสัญญา 4 ปี
เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม นายสมาสภ์ ปัทมะสุคนธ์ อธิบดีกรมการจัดหางาน เปิดเผยว่า ปัจจุบันมีแรงงานสัญชาติเมียนมาที่เข้ามาทำงานตามระบบความร่วมมือภาครัฐ (MOU) ครบกำหนดวาระการจ้างงาน 4 ปีแล้ว และกำลังจะครบกำหนดในปี 2569 รวมจำนวน 45,834 คน ส่วนปี 2570 ระหว่างวันที่ 1 มกราคม -31 ธันวาคม จะมีแรงงานครบกำหนดอีก 46,906 คน รวม 2 ปีจำนวน 92,740 คน ตัวเลขดังกล่าวทำให้การบริหารจัดการแรงงานกลุ่มนี้เป็นประเด็นเร่งด่วน เนื่องจากแรงงานส่วนใหญ่ทำงานกับนายจ้างในประเทศไทยอยู่แล้ว หากต้องออกจากการจ้างงานพร้อมกันเป็นจำนวนมาก อาจทำให้สถานประกอบการขาดกำลังคนและกระทบต่อความต่อเนื่องของการผลิต
นายสมาสภ์ กล่าวต่อว่า กรมการจัดหางานจึงหารือกับทางการเมียนมา เพื่อกำหนดแนวทางผ่านกระบวนการ MOU U-Turn สำหรับแรงงานที่ครบวาระการจ้างงาน 4 ปี แต่ยังมีนายจ้างประสงค์จ้างงานต่อ โดยทั้งสองฝ่ายเห็นชอบในหลักการให้ยกเว้นเงื่อนไขการเดินทางกลับไปพักในประเทศต้นทางเป็นเวลา 30 วัน
“แนวทางนี้มีเป้าหมายลดช่วงเวลาที่แรงงานต้องออกจากการจ้างงาน และช่วยให้นายจ้างสามารถรักษากำลังแรงงานเดิมไว้ได้อย่างต่อเนื่อง โดยไม่ต้องสูญเสียบุคลากรที่มีประสบการณ์หรือเสียเวลาในการจัดหาแรงงานใหม่” นายสมาสภ์ กล่าว
นายสมาสภ์ กล่าวว่า อย่างไรก็ตาม การยกเว้นเงื่อนไขดังกล่าวไม่ได้หมายความว่าแรงงานจะสามารถทำงานต่อได้โดยอัตโนมัติ แต่ยังต้องดำเนินการตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด ทั้งการตรวจสอบสถานประกอบการและนายจ้าง เอกสารหนังสือเดินทาง การตรวจสุขภาพ การตรวจลงตรา และการอนุญาตทำงาน เพื่อให้แรงงานมีสถานะถูกต้องตามกฎหมาย
“กรมการจัดหางานจะพิจารณาควบคู่กับความต้องการแรงงานของสถานประกอบการและสถานการณ์ตลาดแรงงานไทย โดยมุ่งรักษากำลังแรงงานที่จำเป็นต่อระบบเศรษฐกิจ ขณะเดียวกันต้องไม่กระทบต่อโอกาสในการมีงานทำของคนไทย” นายสมาสภ์ กล่าว
นายสมาสภ์ กล่าวว่า นอกจากแรงงานที่ครบวาระตามระบบ MOU แล้ว ยังมีแรงงานต่างด้าว 4 สัญชาติ ได้แก่ กัมพูชา ลาว เมียนมา และเวียดนาม ที่ทำงานกับนายจ้างอยู่แล้ว แต่เอกสารการอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรหรือใบอนุญาตทำงานสิ้นสุดลงหรือหมดอายุ ซึ่งภาครัฐกำลังพิจารณาแนวทางบริหารจัดการ ซึ่งอยู่ระหว่างหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยคำนึงถึงความมั่นคงของชาติ โอกาสประกอบอาชีพของคนไทย ความต้องการแรงงานของประเทศ ตลอดจนพันธกรณีที่ประเทศไทยมีต่อประเทศต้นทาง
“เมื่อได้ข้อยุติจะเสนอคณะกรรมการนโยบายการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว (คบต.) และคณะรัฐมนตรีพิจารณาตามลำดับ ขณะนี้ยังไม่สามารถระบุวันเปิดขึ้นทะเบียนหรือกำหนดกรอบเวลาดำเนินการได้ เนื่องจากอยู่ระหว่างการทบทวนนโยบาย” นายสมาสภ์ กล่าว
นายสมาสภ์ กล่าวว่า ในระยะต่อไป รัฐบาลยังเตรียมเพิ่มแหล่งแรงงานจากประเทศอื่น เพื่อลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาแรงงานเพียงบางสัญชาติ โดยคณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2568 เห็นชอบแนวทางนำคนต่างด้าวสัญชาติอื่นเข้ามาทำงานในประเทศไทย โดยให้แรงงานศรีลังกาเป็นกลุ่มนำร่องลำดับแรก โดยตั้งเป้าหมายรับแรงงานนำร่อง 10,000 คน และคาดว่าจะเริ่มดำเนินการได้ภายในต้นปี 2570 ส่วนประเทศอื่นที่อยู่ในแนวทาง ได้แก่ เนปาล บังกลาเทศ อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ โดยผู้ประสงค์เข้ามาทำงานต้องมีอายุไม่ต่ำกว่า 18 ปี และดำเนินการผ่านขั้นตอนตามกฎหมาย
“ภาพรวมมาตรการทั้งสองด้านจึงเป็นการแก้ปัญหาคนละช่วงเวลา กล่าวคือ การบริหารแรงงานเมียนมาที่ครบวาระมุ่งรักษากำลังแรงงานเดิมที่จำเป็นต่อสถานประกอบการ ส่วนการนำเข้าแรงงานสัญชาติใหม่เป็นการเพิ่มทางเลือกในระยะต่อไป” นายสมาสภ์ กล่าว
โจทย์สำคัญไม่ใช่เพียงการหาแรงงานมาทดแทนให้ได้ตามจำนวน แต่คือการทำให้ระบบนำเข้าและจ้างงานมีความต่อเนื่อง ตรวจสอบได้ และไม่สร้างผลกระทบต่อแรงงานไทย ขณะเดียวกันก็ต้องไม่ปล่อยให้ภาคธุรกิจเผชิญปัญหาขาดแคลนกำลังคนจนกระทบต่อการผลิตและการจ้างงานโดยรวม



