แรงงานต่างด้าวขาดแคลนหนัก เอกชนจี้รัฐแก้ปัญหา จ่อดึงแรงงานศรีลังกา 1 หมื่นคนภายในปี’70
ปัญหาการขาดแคลนแรงงานต่างด้าวกำลังเป็นโจทย์สำคัญของตลาดแรงงานไทย หลังภาคเอกชนส่งสัญญาณเตือนถึงผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจ โดยเฉพาะกิจการก่อสร้าง ภาคเกษตร อุตสาหกรรมต่อเนื่อง และภาคบริการ ซึ่งยังต้องพึ่งพาแรงงานข้ามชาติเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนการผลิต หากไม่สามารถจัดหาแรงงานมาทดแทนได้ทัน อาจกระทบต่อเนื่องตั้งแต่การดำเนินงานของสถานประกอบการไปจนถึงขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
นายสมาสภ์ ปัทมะสุคนธ์ อธิบดีกรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า กระทรวงแรงงานได้รับข้อเรียกร้องจากภาคเอกชน โดยเฉพาะคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ซึ่งประกอบด้วยสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และสมาคมธนาคารไทย รวมถึงสมาคมอุตสาหกรรมก่อสร้างไทย ที่สะท้อนปัญหาการขาดแคลนแรงงานต่างด้าวอย่างรุนแรง และต้องการให้ภาครัฐมีมาตรการรองรับอย่างเหมาะสม
โจทย์สำคัญของภาครัฐจึงไม่ใช่เพียงการจัดหาแรงงานให้เพียงพอต่อความต้องการของนายจ้าง แต่ต้องบริหารจัดการสถานะของแรงงานที่อยู่ในประเทศไทยให้ถูกต้องตามกฎหมาย ควบคู่กับการรักษาโอกาสในการทำงานของแรงงานไทย และไม่ปล่อยให้ปัญหาการขาดแคลนกำลังคนกลายเป็นอุปสรรคต่อภาคการผลิต
เร่งจัดระเบียบแรงงานเดิม-แก้สถานะค้างเก่า
หนึ่งในมาตรการที่ดำเนินการแล้ว คือ มติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2569 ซึ่งเห็นชอบให้ต่ออายุใบอนุญาตทำงานแก่แรงงานสัญชาติลาว เมียนมา และเวียดนาม ตามมติ ครม. เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2568 โดยผ่อนผันให้อยู่ในราชอาณาจักรและทำงานได้อย่างถูกต้องตามกฎหมายต่อไปถึงวันที่ 11 ธันวาคม 2570
ส่วนแรงงานต่างด้าว 4 สัญชาติ ได้แก่ กัมพูชา ลาว เมียนมา และเวียดนาม ที่อนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรหรือการอนุญาตทำงานสิ้นสุดลงหรือหมดอายุแล้ว และยังคงอยู่ในประเทศไทย กรมการจัดหางานอยู่ระหว่างหารือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อกำหนดแนวทางบริหารจัดการที่เหมาะสม
ซึ่งการผ่อนผันให้อยู่และทำงานเป็นการชั่วคราวนั้น จะพิจารณาตามความจำเป็นและสถานการณ์ โดยอาศัยอำนาจตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ซึ่งสามารถอนุญาตได้สูงสุดครั้งละไม่เกิน 2 ปี ทั้งนี้ ระยะเวลาจริงต้องขึ้นอยู่กับแนวทางที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเห็นชอบ ไม่ใช่การรับรองว่าแรงงานทุกกลุ่มจะได้รับการผ่อนผันในระยะเวลาดังกล่าว
อย่างไรก็ตาม มาตรการดังกล่าวยังอยู่ระหว่างการพิจารณาเชิงนโยบาย จึงยังไม่สามารถกำหนดวันเปิดขึ้นทะเบียนหรือกรอบเวลาดำเนินการได้อย่างชัดเจน เมื่อได้ข้อสรุปจะเสนอคณะกรรมการนโยบายการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว (คบต.) พิจารณา ก่อนเสนอต่อคณะรัฐมนตรีตามลำดับ
เปิดช่องแรงงานชาติอื่น เติมส่วนที่ขาด
อีกแนวทางคือการนำแรงงานจากประเทศอื่นเข้ามาทำงานในประเทศไทย โดยคณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2568 เห็นชอบแนวทางนำคนต่างด้าวสัญชาติอื่นเข้ามาทำงาน โดยเริ่มนำร่องจากแรงงานศรีลังกา และอาจขยายไปยังสัญชาติอื่น เช่น เนปาล บังกลาเทศ อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์
กรมการจัดหางานตั้งเป้านำร่องแรงงานกลุ่มนี้จำนวน 10,000 คน โดยคาดว่าจะเริ่มได้ภายในต้นปี 2570 ภายหลังการเจรจาระหว่างประเทศและการดำเนินการตามขั้นตอนที่เกี่ยวข้อง
มาตรการดังกล่าวสะท้อนความพยายามของภาครัฐในการเพิ่มทางเลือกด้านกำลังแรงงาน ท่ามกลางความเสี่ยงจากการพึ่งพาแรงงานบางสัญชาติมากเกินไป อย่างไรก็ตาม การนำเข้าแรงงานใหม่ยังต้องผ่านกระบวนการที่ถูกต้องตามกฎหมาย และคำนึงถึงความต้องการที่แท้จริงของนายจ้าง
ระยะยาวต้องเพิ่มทักษะคนไทย
นายสมาสภ์ ระบุว่า หากประเทศไทยยังขาดแคลนแรงงานต่อเนื่องในปี 2570 กรมการจัดหางานจะมุ่งสร้างสมดุลระหว่างการจัดหาแรงงานเพื่อรองรับความต้องการทางเศรษฐกิจในระยะสั้น กับการพัฒนาศักยภาพแรงงานไทยในระยะยาว
ในส่วนของแรงงานไทย จะเน้นการยกระดับทักษะ (Upskill) และการพัฒนาทักษะใหม่ (Reskill) ให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด โดยเฉพาะด้านดิจิทัล ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ระบบอัตโนมัติ และทักษะเฉพาะทางในอุตสาหกรรมที่มีความต้องการสูง เพื่อเพิ่มผลิตภาพและเปิดโอกาสให้แรงงานไทยเข้าสู่ตำแหน่งงานที่มีมูลค่าเพิ่มมากขึ้น
ขณะที่ตำแหน่งงานซึ่งยังไม่สามารถจัดหาแรงงานไทยได้เพียงพอ จะพิจารณานำเข้าแรงงานต่างชาติผ่านช่องทางที่ถูกต้อง เช่น ระบบบันทึกความเข้าใจว่าด้วยการจ้างแรงงาน (MOU) โดยประเมินจากความจำเป็นของภาคเศรษฐกิจ ความต้องการของนายจ้าง และโอกาสในการประกอบอาชีพของคนไทย
“หลักของเราคือ Thai workers first, migrant workers where necessary” หรือการพัฒนาและใช้ศักยภาพแรงงานไทยให้เต็มที่ พร้อมใช้แรงงานต่างชาติเพื่อเติมเต็มเฉพาะส่วนที่ประเทศไทยยังขาดแคลน โดยต้องไม่ทำให้เกิดการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรมกับแรงงานไทย
ท่ามกลางความต้องการแรงงานที่ยังมีอยู่ในหลายภาคธุรกิจ ความท้าทายของประเทศไทยจึงอยู่ที่การแก้ปัญหากำลังคนให้ทันสถานการณ์ โดยไม่ละเลยทั้งสิทธิของแรงงาน ความจำเป็นของผู้ประกอบการ และการยกระดับทักษะของคนไทย เพื่อให้การบริหารแรงงานต่างด้าวเป็นมากกว่าการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่เป็นส่วนหนึ่งของการรักษาความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว

