สวรส.ชี้ผลิตคนเพิ่มยังไม่พอ จี้แก้ปัญหาบุคลากรไหลออกจากระบบ ชูแผนวางกำลังคนใหม่

29.10.26 | 08:30 น.

สวรส.ชี้ผลิตคนเพิ่มยังไม่พอ จี้แก้ปัญหาบุคลากรไหลออกจากระบบ ชูแผนวางกำลังคนใหม่

เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม ผศ.ดร.จรวยพร ศรีศศลักษณ์ รองผู้อำนวยการสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) กล่าวถึงการพัฒนาแนวทางและนโยบายการวางแผนกำลังคนด้านสุขภาพโดยใช้แบบจำลองว่า ปัญหากำลังคนด้านสุขภาพของประเทศไทยมีหลายมิติ ทั้งการขาดแคลนบุคลากร ภาระงานที่เพิ่มขึ้น ภาวะหมดไฟในการทำงาน และการลาออก จึงต้องวิเคราะห์ปัญหาเชิงระบบและพัฒนามาตรการแก้ไขให้ตรงจุด ไม่ใช่มุ่งเพิ่มการผลิตบุคลากรเพียงอย่างเดียว เพราะหากไม่มีนโยบายรองรับการกระจายกำลังคนและธำรงรักษาบุคลากรให้อยู่ในระบบ ก็ไม่สามารถแก้ปัญหาได้อย่างยั่งยืน เปรียบเสมือนการเติมน้ำลงในภาชนะที่มีรูรั่ว ต่อให้เติมมากเพียงใดน้ำก็ยังไหลออกไป

ผศ.ดร.จรวยพรกล่าวว่า การวางแผนกำลังคนต้องพิจารณาควบคู่กับองค์ประกอบอื่นของระบบสุขภาพ ทั้งระบบบริการ ระบบข้อมูล ระบบยาและเวชภัณฑ์ ระบบการเงินการคลัง และระบบอภิบาล เนื่องจากแต่ละส่วนมีความเชื่อมโยงกัน โดยประเทศไทยกำลังเผชิญความท้าทายจากภาระโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ที่เพิ่มขึ้น สังคมสูงวัย และความซับซ้อนของการรักษาพยาบาล ซึ่งส่งผลต่อความต้องการบุคลากรและงบประมาณในระยะยาว การกำหนดจำนวนบุคลากรที่จำเป็นจึงไม่ควรดูเพียงจำนวนแพทย์และพยาบาลที่ผลิตได้ในแต่ละปี แต่ต้องคำนึงถึงกำลังคนที่ปฏิบัติงานได้จริง ภาระงาน ภาวะหมดไฟ อัตราการลาออก และความต้องการบริการสุขภาพของประชาชนในแต่ละพื้นที่ด้วย เพื่อให้การวางแผนสะท้อนสถานการณ์จริง และนำไปใช้กำหนดนโยบายได้อย่างมีประสิทธิภาพ


“การผลิตเพิ่มได้ แต่สุดท้ายต้องคิดถึงการธำรงรักษาบุคลากรไว้ด้วย เพราะหากผลิตบุคลากรเข้าสู่ระบบอย่างต่อเนื่อง แต่ไม่มีนโยบายรองรับให้คนอยู่ในระบบ ก็ไม่เกิดประโยชน์เท่าที่ควร” ผศ.ดร.จรวยพรกล่าว

ผศ.ดร.จรวยพรกล่าวต่อว่า การกระจายบุคลากรเป็นอีกโจทย์สำคัญ เนื่องจากแต่ละจังหวัดมีจำนวนประชากร ภาระโรค และความต้องการบริการสุขภาพแตกต่างกัน บางพื้นที่ขาดแคลนบุคลากรอย่างต่อเนื่อง แม้ภาพรวมประเทศจะเพิ่มการผลิตแล้วก็ตาม จึงต้องวิเคราะห์จำนวนบุคลากรที่มีอยู่และความต้องการบริการในแต่ละพื้นที่ เพื่อจัดสรรกำลังคนให้เหมาะสม นอกจากนี้ ต้องเชื่อมโยงการวางแผนกำลังคนกับการปรับระบบบริการ โดยเฉพาะบริการปฐมภูมิที่เน้นการป้องกันโรคและดูแลประชาชนเชิงรุกในชุมชน ไม่ใช่พึ่งพาการรักษาในโรงพยาบาลเป็นหลัก รวมถึงนำเทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน เช่น การช่วยอ่านภาพทางรังสีวินิจฉัย เพื่อลดภาระงานของบุคลากร

ผศ.ดร.จรวยพรกล่าวว่า การเพิ่มกำลังคนต้องพิจารณาความสามารถในการรองรับค่าใช้จ่ายของระบบสุขภาพด้วย เพราะงบประมาณมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามความต้องการบริการและความซับซ้อนในการรักษา จึงควรใช้ข้อมูลด้านการเงินการคลังประกอบการตัดสินใจ เพื่อประเมินความคุ้มค่าของการลงทุนและการขยายบริการแต่ละประเภท โครงการวิจัยดังกล่าวใช้ระยะเวลาประมาณ 12 เดือน มีเป้าหมายวิเคราะห์สถานการณ์กำลังคน ศึกษานโยบายและปัจจัยที่ทำให้บุคลากรอยู่ในระบบ พัฒนาทางเลือกเชิงนโยบาย ประเมินผลกระทบจากทางเลือกต่างๆ และจัดทำแดชบอร์ดให้ผู้กำหนดนโยบายสามารถทดลองปรับตัวแปรในแบบจำลอง เพื่อพิจารณาผลที่อาจเกิดขึ้นก่อนตัดสินใจ

Advertisement

ผศ.ดร.จรวยพรกล่าวว่า สวรส.สนับสนุนการนำหลักฐานเชิงประจักษ์มาใช้วางแผนกำลังคนด้านสุขภาพ โดยเปิดโอกาสให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งกระทรวงสาธารณสุข สถาบันการศึกษา และฝ่ายนิติบัญญัติ เข้ามาใช้ข้อมูลร่วมกัน พร้อมผลักดันการเชื่อมโยงฐานข้อมูลจากหน่วยงานต่างๆ ที่ปัจจุบันยังมีข้อจำกัดจากการจัดเก็บแยกส่วน และควรทบทวนแผนกำลังคนทุกปี เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์และความต้องการของระบบสุขภาพที่เปลี่ยนแปลงไป